บทที่ 1 Hello Thailand! 1/1

แสงจันทร์เสี้ยวบางเบาฉายแสงสีเงินอ่อน ๆ ลงมาบนดาดฟ้าของตึกสูงระฟ้าใจกลางเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร ขณะที่ลมเย็นพัดโชยอ่อน ๆ พาเอาไออุ่นของเมืองที่คึกคักเบื้องล่างขึ้นมาปะทะใบหน้า

ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาสามคนยืนอยู่เคียงข้างกัน พวกเขาทั้งสามสวมชุดสูทสีเข้มที่ตัดกับความมืดของราตรี ใบหน้าคมคายถูกแสงจันทร์สาดส่อง ดวงตาคมกริบจ้องมองลงไปยังมหาสมุทรแห่งแสงไฟที่ก่อตัวเป็นเมืองหลวงอันแสนคึกคัก

“ท่านเฮดีสคิดจะพักอยู่ในประเทศนี้นานเท่าไหร่เหรอครับ” หนึ่งในนั้น ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ผมสีเข้ม ใบหน้าคมสัน เอ่ยถามชายที่ยืนอยู่ตรงกลาง ซึ่งดูสง่างามและมีออร่าลึกลับ ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่แฝงไปด้วยความเคารพ

ชายหนุ่มที่ถูกขานนามว่าเฮดีสถอดแว่นกันแดดสีดำออก แสงจันทร์สะท้อนประกายในดวงตาสีเข้มลึก เผยให้เห็น โครงสร้างใบหน้าที่สมบูรณ์แบบ ดั้งโด่ง ริมฝีปากบาง และรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปาก ยิ่งเพิ่มเสน่ห์อันตราย ดึงดูดสายตาให้จ้องมอง ราวกับเทพบุตรผู้ทรงอำนาจที่หลุดออกมาจากความมืดมิด

ทว่าผู้ติดตามทั้งสองกลับมองหน้ากันอย่างระเหี่ยใจ ทั้งที่ที่นี่ก็กลางคืนแถมยังมืดอยู่แล้ว ก็ไม่เข้าใจว่าท่านเฮดีสจะสวมแว่นดำไปเพื่ออะไรกัน

เฮดีสกัดขาแว่นยกยิ้มอย่างนึกสนุก รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นที่มุมปาก ดวงตาสีเข้มเปล่งประกายอย่างมีเลศนัย

“ข้าสัมผัสได้ว่าเจ้าสาวของข้าอยู่ที่นี่” น้ำเสียงของเขาเยือกเย็นแฝงไปด้วยความมั่นใจและความหมายลึกซึ้งที่ยากจะคาดเดา

ราดาแมนทีสและไออาคอสแลกเปลี่ยนสายตากันอีกครั้ง ความกังวลปรากฏชัดเจนบนใบหน้า ราดาแมนทีสกระซิบกับผู้ร่วมชะตากรรมเบา ๆ

“ประเทศที่แล้วท่านเฮดีสก็พูดแบบนี้ อยู่ตั้งหลายสิบปี ก็ไม่เห็นมีเจ้าสาวคนไหนมาสักคน” ว่าแล้วก็ถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง

ไออาคอสพยักหน้าเห็นด้วย “ใช่!ครั้งนี้ก็คงเหมือนเดิม ท่านคงแค่อยากอยู่ประเทศนี้สักพัก” ทั้งสองต่างคิดในใจ ว่านี่คงเป็นเพียงข้ออ้าง เพื่อให้ได้อยู่ประเทศที่ตนเองต้องการ นานเท่าที่ใจต้องการเท่านั้นเอง

เฮดีสเหมือนจะรับรู้ถึงความคิดของทั้งสอง หันมาทางพวกเขา รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ยังคงอยู่บนใบหน้า แต่ดวงตาคมกริบกลับฉายแววเย็นชาแบบฉบับเจ้าผู้คุมนรก

“อะไร นี่พวกเจ้าไม่เชื่อข้าเหรอ? ข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของวิญญาณดวงนั้นแล้วจริง ๆ นะ!”

ว่าแล้วเขาสูดหายใจเข้าลึก ๆ แต่แล้วก็ต้องสำลักออกมา ใบหน้าที่ดูสง่างามบิดเบี้ยวไปชั่วขณะ

“ไอ้ฝุ่น PM2.5นี่มัน…!” เสียงเขาแหบพร่า เพราะควันพิษที่ปกคลุมกรุงเทพฯ ทำให้รอยยิ้มเจ้าเล่ห์บนใบหน้าดูคล้ายกับความเจ็บปวดมากกว่าความมั่นใจอย่างที่เคยเป็น

ชายหนุ่มทั้งสองมองหน้ากันอีกครั้ง คราวนี้ความสงสาร ผสมกับความเหนื่อยหน่ายกับนิสัยประหลาดของเจ้านาย ปรากฏชัดเจนบนใบหน้า พวกเขาได้แต่ถอนหายใจ เตรียมตัวรับมือกับการอยู่ร่วมกับเจ้านาย ผู้เฝ้าคอยตามหาเจ้าสาวของตน ที่ดูเหมือนจะไม่มีวันเจอ ต่อไปอีกนานในเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยฝุ่นควันแห่งนี้

“ท่านเฮดีสไหวไหมครับ” ไออาคอสถามขณะที่ลูบหลังให้กับเจ้านาย

แค่ก ๆ คนที่ถูกถามไอโขลกอีกสองสามครั้ง จากนั้นก็ร่ายพรรณนาเสียยืดยาว “อือไหวอยู่ โลกมนุษย์นับวันยิ่งจะเสื่อมสภาพลงไปทุกที เฮ้อ...เจ้าสาวของข้าต้องมาอยู่ไอ้ประเทศที่เต็มไปด้วยมลภาวะแบบนี้เหรอ ช่างน่าเห็นใจเสียจริง ๆ”

“งั้นเราไปประเทศที่อากาศดีกว่านี้ไหมครับ แบบฟินแลนด์ไรงี้” พอได้ทีราดาแมนทีสก็เสนอออกมา เขารู้สึกว่าที่นี่มันร้อนยิ่งกว่าออฟฟิศที่นรกเสียอีก

“ไม่ล่ะ ข้าว่าเจ้าสาวของข้าอยู่ที่ประเทศนี้นี่แหละ ข้ามั่นใจ ไม่เชื่อพวกเจ้าคอยดูสิ อีกไม่นานหรอกเขาจะปรากฏตัวให้เราเห็น” เฮดีสยืนยัน ดวงตาคมกริบฉายแววเชื่อมั่น แม้จะถูกฝุ่น PM2.5 ทำให้สำลักจนเจ็บคออยู่ก็ตาม

แต่แล้วจู่ ๆ เสียงมือถือของเฮดีสก็ดังขึ้น มันเป็นเสียงแจ้งเตือนจากแอพพลิเคชั่นลึกลับที่เขาใช้ติดต่อกับโลกวิญญาณ เขาเปิดดูหน้าจอแสดงภาพกราฟิกที่กำลังกกระพริบเบา ๆ พร้อมระบุพิกัดและจำนวนวิญญาณที่กำลังจะหมดอายุขัย จำนวนสองดวงที่อยู่ใกล้ ๆ บริเวณนี้

“ข้าว่าเรามีงานต้องทำอีกแล้วล่ะ” เฮดีสพึมพำ ดวงตาสีเข้มฉายแววตื่นเต้น รอยยิ้มเจ้าเล่ห์กลับมาปรากฏบนใบหน้าอีกครั้ง แต่คราวนี้มันดูจริงจังกว่าเดิม

ราดาแมนทีสและไออาคอสหันมามองหน้ากัน ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ได้เวลาทำงานอีกแล้วสินะ แต่ก่อนที่พวกเขาจะได้เอ่ยอะไร เฮดีสก็ยกมือขึ้น ปีกสีดำสลับแดงขนาดใหญ่คล้ายปีกของนกยักษ์ แผ่ขยายออกมาจากด้านหลังของเขา ปกคลุมร่างกายที่สง่างามไว้ ราวกับเงาแห่งความมืดมิด

เฮดีสกระพือปีก ร่างกายลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า เพียงชั่วครู่ ร่างกำยำก็หายไปจากสายตา เหลือเพียงขนนกสีดำเล็ก ๆ บางเบาที่ร่วงหล่นลงมาบนพื้นดาดฟ้า ราวกับเป็นหลักฐานว่าเทพเจ้าแห่งนรก ได้เคยมาเยือนและจากไปแล้ว

ราดาแมนทีสและไออาคอสมองดูขนปีกนั้นจากนั้นก็ถอนหายใจออกมาเบา ๆ

“หวังว่าครั้งนี้จะไม่ใช่แค่ลมเพลมพัดอีกนะ” ราดาแมนทีสพึมพำด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความหวังและความเหนื่อยล้าที่สะสมมานานแสนนาน จากการตามหาเจ้าสาวของเจ้านายผู้แสนประหลาดคนนี้

ทันใดนั้นปีกสีดำขนาดใหญ่ก็แผ่ขยายออกมาจากด้านหลังของทั้งคู่ พวกเขามองหน้ากันแล้วยิ้มบาง ๆ ก่อนจะกระพือปีกบินตามเฮดีสไป

ทว่ากลับไม่มีใครสังเกตเห็นการมีอยู่ของใครบางคนเลยสักนิด แสงจันทร์สีเงินฉาบฉายบนใบหน้าคมกร้าวของชายผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนพลุกพล่าน เขาสวมเสื้อโค้ทสีดำยาวกรุยกรายปกปิดร่างกายที่สูงโปร่ง ดวงตาสีดำสนิทราวกับเงาแห่งความมืด จ้องมองขึ้นไปยังยอดตึกสูงระฟ้าที่เฮดีสและลูกน้องเพิ่งจากไป

ริมฝีปากบางหยักขึ้นเป็นรอยยิ้มเยาะเย้ย ไร้ซึ่งอารมณ์ ดวงตาคมกริบฉายแววเจ้าเล่ห์ ราวกับกำลังวางแผนบางอย่าง มือข้างหนึ่งล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อโค้ท สัมผัสกับวัตถุเย็นเฉียบ ที่ซ่อนอยู่ภายใน

“หึ! เทพเจ้าแห่งนรกงั้นเหรอ” เสียงหัวเราะแผ่วเบา แต่ทรงพลังดังก้องอยู่ในใจ

“คิดว่าจะตามหาเจ้าสาวได้ง่าย ๆ เชียวรึ ข้าจะทำให้เจ้ารู้ว่า ความรักมันไม่ใช่สิ่งที่เจ้าสามารถควบคุมได้ ทุกอย่างที่เป็นของเจ้าข้าจะแย่งมาให้หมดเฮดีส”

คำพูดเยาะเย้ยของชายรูปร่างสูงใหญ่ยังคงก้องอยู่ในอากาศ ทันใดนั้นแสงสีดำเข้มคล้ายกับรูหนอนขนาดเล็กก็ปรากฏขึ้นเบื้องหลังเขา แสงนั้นสว่างวาบเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะขยายตัวอย่างรวดเร็ว กลืนกินร่างของชายผู้นั้นเข้าไปอย่างสมบูรณ์ เหลือเพียงความว่างเปล่าและความเย็นยะเยือกที่แผ่กระจายไปทั่วบริเวณ

บทถัดไป