บทที่ 29 ลิฟต์อาฆาต 10/2
พอพ้นจากสายตาเพื่อน ๆ ที่หนึ่งก็หยุดเดิน แล้วกดรับสายจากเซอร์เวย์
[ว่าไงเจ้าสาวของฉัน หนีออกมาแบบนั้นคิดว่าฉันจะตามหาเธอไม่เจอเหรอ] เสียงทุ้มจากปลายสายทักขึ้น
“สัด!พี่มึงเลิกเบี้ยวกูขอร้อง คิดว่าตัวเองเป็นพระเอกนิยายหรือไง”
[ไม่อะเป็นพระเอกซีรี่ย์]
“เออก็จริงวะ แล้วโทรมาทำเชี่ยไรวะพี่มึง”
[พี่มึง?]
“เออ! หรือจะโทรมาทวงเงินบอกไว้ก่อนเลยนะตอนนี้กูไม่มีเว้ย!”
เซอร์เวย์แอบยิ้มขำเบา ๆ กับสรรพนามที่เปลี่ยนไประหว่างพวกเขาสองคน
[ก็คิดถึงไง เธอเล่นหนีออกมาแบบนั้นฉันก็เป็นห่วงน่ะสิ]
“แล้วเพราะใครละ” ที่หนึ่งตอกกลับ
[ฉันไม่ได้ผิดคนเดียวเสียหน่อย เธอเองต่างหากที่ร้องขอทั้งคืน]
“ก็พี่หลอกลวงกูไปอะ ตอนนั้นกูเมาจำอะไรไม่ได้หรอก” ใช่! เพราะความเมา ไม่อย่างนั้นคนอย่างไอ้ที่หนึ่งคนนี้ไม่ยอมเสียซิงประตูหลังให้ใครหน้าไหนเด็ดขาด
เสียงปลายสายหัวเราะออกมาเบา ๆ [ให้พูดใหม่อีกที เธอเป็นคนอ่อยฉันก่อน แล้วเธอก็เป็นคนชวนชั้นไปต่อที่เตียงเองนะ]
“ไม่รู้แหละ ลืม ๆ มันไปได้ปะกูไม่อยากจำ”
[นี่เธอคิดจะฟันฉันแล้วทิ้งจริง ๆ สินะ]
“นี่พี่เข้าใจผิดอะไรหรือเปล่าวะ มึงอะฟันกูไอ้สัด”
[ไม่รู้แหละแต่เธอต้องรับผิดชอบฉัน ว่าแต่ตอนนี้อยู่ไหนเหรอ ฉันอยากเจอเธอจะแย่]
“ขี้เสือกวะ”
[ที่หนึ่ง] เซอร์เวย์ว่าเสียงเข้ม ถ้าไม่คิดว่าอยู่คนละที่นะเขาจะจับมาตีก้นเสียให้เข็ด เด็กอะไรปากคอเราะร้ายเสียจริง
เท้าของที่หนึ่งมาหยุดยืนอยู่หน้าประตูลิฟท์ แม้ภายนอกอากาศจะร้อนอบอ้าว แต่ความรู้สึกเย็นยะเยือกราวกับติดลบกลับแล่นริ้วขึ้นมาตามขาทันทีที่แตะพื้นตรงหน้าประตู เขาพยายามสลัดความรู้สึกแปลกประหลาดนั้นออกไป แล้วเดินเข้าไปด้านในก่อนจะกดปุ่มลงไปชั้นหนึ่งของอาคาร
ทว่าทันทีที่ประตูลิฟท์เลื่อนปิดลง เสียงหวีดแหลมของมอเตอร์ดังขึ้นพร้อมกับแสงไฟที่เริ่มกระพริบถี่ขึ้นเรื่อย ๆ วูบวาบ วูบวาบ ทำให้หัวใจของที่หนึ่งเต้นแรงขึ้นทุกครั้งที่แสงไฟดับลง
ในความมืดสลัว เขาเห็นเงาตะคุ่ม ๆ ปรากฏขึ้นในกระจกเงาบานใหญ่ที่อยู่ด้านหลัง มันเป็นเงาคล้ายกับใบหน้าของใครบางคน แต่เขาไม่ทันได้สังเกต เพราะแสงไฟก็กลับมาสว่างขึ้นอีกครั้ง
“ใจเย็น ๆ ไอ้หนึ่งไม่มีอะไรหรอก” เขาพยายามปลอบใจตัวเอง แต่แล้วลิฟท์ก็สั่นสะท้านอย่างรุนแรง แสงไฟดับวูบลงอีกครั้ง
และในครั้งนี้เงาในกระจกนั้นกลับชัดเจนขึ้น มันเป็นใบหน้าซีดเซียวของหญิงสาวคนหนึ่ง ดวงตาของเธอเบิกโพลง ปากอ้ากว้างราวกับจะกรีดร้อง ความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านไปทั่วทั้งลิฟท์ ที่หนึ่งสัมผัสได้ถึงแรงอาฆาตมุ่งร้ายที่แผ่ออกมาจากเงานั้น
“เหี้ยยยยยย!!!” ที่หนึ่งผวาถอยหลังติดกับผนังลิฟท์ ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
ในขณะเดียวกัน เซอร์เวย์ที่อยู่ปลายสายก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ
[ที่หนึ่ง! ที่หนึ่ง! เธออยู่ไหน เกิดอะไรขึ้น?] เสียงของเซอร์เวย์เต็มไปด้วยความกังวล แต่ที่หนึ่งไม่ได้ตอบ เขาไม่สามารถพูดได้ความกลัวได้ครอบงำจิตใจเขาจนพูดไม่ออก
เงาของหญิงสาวในกระจกเริ่มชัดเจนขึ้น มันค่อย ๆ เคลื่อนไหวและแล้วเสียงแผ่วเบาแสนเศร้าก็ดังขึ้น “เจ้าสาวปีศาจ ช่วยฉัน...ช่วยฉัน...”
เสียงนั้นแหบแห้ง ราวกับเสียงกระซิบจากนรก ที่หนึ่งรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว เขาพยายามจะกดปุ่มเปิดประตูลิฟต์ แต่ก็ทำไม่ได้ มือของเขาสั่นจนกดไม่ลง
เงาของหญิงสาวค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นร่างกาย เธอปรากฏตัวออกมาเป็นหญิงสาวในชุดนักศึกษา ใบหน้าซีดเผือด ผมเปียกชุ่มไปด้วยเลือด โลหิตสีแดงฉานไหลลงมาตามขาของเธอ ขณะที่เธอค่อย ๆ เดินเข้ามาใกล้ที่หนึ่งเรื่อย ๆ ปากก็พร่ำพูดซ้ำ ๆ
“เจ้าสาวปีศาจช่วยฉัน...ช่วยฉันด้วย”
ผีสาวในชุดนักศึกษาค่อย ๆ ยื่นมือซีดขาวที่เปื้อนเลือดออกมา ทำท่าจะคว้าตัวที่หนึ่งเอาไว้ เขาผวาจนหันหลังกดหลังแนบกับผนังลิฟต์แน่น มือสั่นเทาควานหาโทรศัพท์ที่เพิ่งหลุดมือไปเมื่อครู่แต่ก็ไม่เจอ
[ที่หนึ่ง! ที่หนึ่ง! ได้ยินฉันไหม ตอบฉันหน่อยสิ] เสียงของเซอร์เวย์ดังขึ้นซ้ำ ๆ ที่ปลายสาย แต่ที่หนึ่งไม่มีกะจิตกะใจจะสนใจ เขากำลังจดจ่ออยู่กับผีสาวตรงหน้า
“ฉันไม่ได้ทำอะไรผิด ฉันไม่ได้ตั้งใจ” ผีสาวคร่ำครวญ น้ำเสียงโหยหวนน่าเวทนา “เขาบอกให้ฉันทำ ฉันไม่ได้ตั้งใจ”
ที่หนึ่งได้แต่ยืนตัวแข็งทื่อ เขาไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไร ในสถานการณ์แบบนี้
แม่ง! จะหลอกกันก็มาหลอกในที่แคบแบบนี้ แล้วกูจะวิ่งหนีไปทางไหนได้อีก อีผีฉิบหาย!
‘เรื่องของมึงสิมาบอกกูทำไม’ ที่หนึ่งอยากจะบอกไปแบบนั้น ทว่าเขากลับทำได้เพียงถอยร่นจนหลังติดกับผนังลิฟท์ ใจเต้นโครมครามราวกับกลองรบ เขาพยายามควานหาทางหนีทีไล่ แต่ลิฟท์แคบ ๆ กลับกลายเป็นกรงขัง กักเขาไว้กับความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามา
“ออกไป! ออกไป!” ที่หนึ่งตะโกนอย่างบ้าคลั่ง นิ้วเรียวกดปุ่มเปิดลิฟท์ซ้ำ ๆ จนแทบจะทะลุแผงควบคุม แต่ลิฟท์เจ้ากรรมก็ยังคงไม่ขยับเขยื้อน
“เลือด ฉันต้องการเลือด ช่วยฉันนะ ช่วยฉันเจ้าสาวปีศาจ ช่วยฉัน!”
ทันที่ที่พูดจบวิญญาณหญิงสาวในชุดนักศึกษาสีขาวซีด ดวงตาพร่ามัวด้วยเลือด ผมยาวดำขลับเปียกชุ่มไปด้วยของเหลวสีแดงฉาน กระโจนเข้าใส่ที่หนึ่งราวกับเสือที่หิวโหย
มือเย็นเฉียบของเธอเกาะรัดคอเขาแน่น เล็บแหลมคมฝังลึกลงไปในเนื้อจนเลือดไหลซึมออกมา ที่หนึ่งรู้สึกเหมือนถูกบีบรัดจนหายใจไม่ออก ความเจ็บปวดทรมานแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย
ใบหน้าของเขาเริ่มบิดเบี้ยว เขาพยายามดิ้นรน พยายามดันมือของวิญญาณออก แต่แรงบีบรัดกลับยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
[ที่หนึ่ง! ที่หนึ่ง! เธอปลอดภัยดีไหม] ขณะที่เสียงเซอร์เวย์ดังมาจากปลายสาย
“ช...ช่วย...ด้วย” ที่หนึ่งรวบรวมพลังเฮือกสุดท้าย ตะโกนตอบกลับไป เสียงสั่นเครือด้วยความหวาดกลัว
ในขณะที่วิญญาณหญิงสาวบีบคอเขาแน่นขึ้นเรื่อย ๆ ความมืดมัวคืบคลานเข้ามา ภาพความทรงจำต่าง ๆ ความเจ็บปวด ความหวาดกลัว ผสมปนเปกัน เขาพยายามกดปุ่มเปิดลิฟต์ซ้ำ ๆ แต่ก็ไร้ผล
วิญญาณหญิงสาวหัวเราะเสียงแหบแห้ง นัยน์ตาสีเลือดจับจ้องชายหนุ่มในมืออย่างอาฆาตมาดร้าย ขณะที่ที่หนึ่งสัมผัสได้ถึงความเหนียวเหนอะของหยาดโลหิตสีเข้ม ที่ไหลจากดวงตาของวิญญาณสาว กระทบลงตรงแขนของเขาที่พยายามแกะมือสีซีดนั้นออก
“แกหนีไม่พ้นหรอกเจ้าสาวปีศาจ ฉันต้องการเลือด เลือดของแก!”
แต่แล้วจู่ ๆ ประตูลิฟต์ก็เปิดออก แสงสว่างสาดส่องเข้ามาเผยให้เห็นร่างของเซอร์เวย์
“ปล่อยเขา!” เซอร์เวย์พูดด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก นัยน์ตาพยัคฆ์แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน รอบกายแผ่รัศมีแห่งไฟโลกันตร์
วิญญาณหญิงสาวที่กำลังบีบคอที่หนึ่งอยู่ถึงกลับชะงักไปชั่วขณะ มันหันขวับไปมองเซอร์เวย์ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงเมื่อเห็นเจ้านรกปรากฏตัวตรงหน้า ก่อนจะรีบปล่อยมือออกและหายไปในอากาศราวกับละลายหายไปกับสายลม
ที่หนึ่งทรุดตัวลงกับพื้น หายใจหอบหนัก ร่างกายอ่อนแรง เหงื่อกาฬผุดพรายเต็มกรอบหน้า ร่างกายสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวจนสุดขั้วหัวใจ เมื่อครู่นี้เขาคิดว่าตนเองจะตายไปแล้วจริง ๆ เสียอีก
“ที่หนึ่ง!” เซอร์เวย์รีบวิ่งเข้ามา ดึงตัวที่หนึ่งออกจากลิฟต์เข้าไปกอดแน่น เพราะว่าตอนนี้ขาของเขาอ่อนจนแทบก้าวไม่ออก นานแล้วที่ไม่ได้ถูกจู่โจมอย่างรุนแรงแบบนี้ ที่หนึ่งจับไปที่คอของตัวเองที่ถูกบีบ
“ไม่เป็นไรแล้วนะ ฉันอยู่นี่แล้ว”
ที่หนึ่งซ่อนใบหน้าลงกับอกกว้างของเซอร์เวย์ ปล่อยให้น้ำตาแห่งความหวาดกลัวไหลรินออกมา ในอ้อมกอดของเซอร์เวย์ เขารู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย ราวกับว่าไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ที่จะทำร้ายเขาได้
“พี่เซอร์เวย์” ที่หนึ่งเอ่ยเสียงแผ่ว
“ฉันอยู่นี่แล้ว” เซอร์เวย์ลูบหลังคนที่พึ่งผ่านเรื่องเลวร้ายมาปลอบประโลม
“ผม...ผมกลัว...”
เซอร์เวย์มองลำคอขาวของอีกฝ่ายที่มีรอยมืออย่างโกรธเกรี้ยวก่อนจะยกมือลูบเบา ๆ ลำคอของที่หนึ่งจึงหายเจ็บแล้วก็กลับมาขาวผ่องดังเดิม
“ไม่ต้องกลัว ไม่มีอะไรแล้ว มันไปแล้ว” เซอร์เวย์กระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น
“ต่อไปนี้จะไม่มีใครกล้าทำอะไรเธออีกแล้ว” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยบอก
‘ฮือเรานี่มันเท่จริง ๆ คราวนี้แหละ รักกู หลงกู รักกูหลงกู กายเป็นของกู ใจเป็นของกู’
