บทที่ 3 Hello Thailand! 1/3

ที่หนึ่งมองที่อยู่ของลูกค้าที่ต้องไปส่งในมือถือก่อนจะถอนลมหายใจออกมา เพราะที่อยู่ที่ปรากฏบนหน้าจอ คือคอนโดหรูใจกลางเมือง ดวงตาสีเข้มหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อเห็นชื่อผู้สั่งคือ ‘ชนินทร์ วัชรจิระกุล’ พี่ชายของเขาที่เรียนอยู่ปี 4 คณะบริหาร

คนที่เขาพยายามหลีกเลี่ยงมาตลอด เพราะไม่อยากรบกวนอีกฝ่ายมากนัก บอกแล้วไงว่าคนอย่างเขายืนด้วยลำแข้งตัวเองได้!

เสียงเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์คันเก่าดังแว่ว ที่หนึ่งสวมหมวกกันน็อค ขึ้นคร่อมรถอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะเร่งเครื่องออกไป สายลมเย็น ๆ พัดผ่านใบหน้า ความคิดต่าง ๆ วนเวียนอยู่ในหัว แต่เขาก็พยายามโฟกัสกับการขับขี่ เพื่อความปลอดภัย

ที่ร้านอาหาร เขาสั่งอาหารตามที่ระบุไว้ในออเดอร์ แล้วรีบมุ่งหน้าไปยังคอนโดหรูใจกลางเมือง อาคารสูงตระหง่าน ดูโดดเด่นท่ามกลางตึกสูงอื่น ๆ เขาจอดรถมอเตอร์ไซค์ แล้วเดินขึ้นลิฟท์ไปยังห้องของลูกค้า

เสียงเคาะประตูเบา ๆ ดังขึ้น รอเพียงไม่นานประตูคอนโดหรูก็เปิดออก เผยให้เห็นชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าคมคาย แต่งตัวดี เรียกว่าแบรนด์เนมทั้งตัว เป็นเอก พี่ชายของที่หนึ่งยืนอยู่ตรงหน้า สีหน้าดูแปลกใจเล็กน้อย

ที่หนึ่งยื่นถุงอาหารให้ โดยไม่ถอดหมวกกันน็อค “ห้าสิบบาทครับ” เขาพูดเสียงเรียบ

เป็นเอกรับถุงอาหารไป มองคนส่งอาหารอย่างพิจารณา “ที่หนึ่ง?” เขาถามอย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก ทว่าที่หนึ่งกลับเงียบ เขาไม่ตอบอะไร ทำเพียงแต่รอรับเงิน

นั้นเองที่ทำให้ชายหนุ่มมั่นใจขึ้นมาทันทีว่าคนตรงหน้าคือน้องชายตนแน่ ๆ ถึงปกปิดใบหน้า อย่างไรเขาก็จำน้องชายตัวเองได้อยู่ดี

เป็นเอกหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา โอนเงินจำนวน 5,000 บาท ให้ที่หนึ่ง “นี่เงินค่าอาหาร” 

ที่หนึ่งทำหน้ามุ่ย เปิดกระจกหมวกกันน็อคขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นใบหน้าที่ยังคงซ่อนความรู้สึกไว้ “คุณลูกค้าครับ ค่าข้าวห้าสิบ ไม่ใช่ห้าพันครับ”

“คุณใส่ศูนย์มาเยอะเกินไปครับ เดี๋ยวผมโอนคืนให้” 

เป็นเอกยิ้มบาง ๆ แสงแดดอ่อน ๆ สะท้อนประกายในดวงตาคม “ไม่เป็นไร ถือว่าพี่ให้เป็นทิปเรา” น้ำเสียงอบอุ่น แฝงไว้ด้วยความเอ็นดู

“ผมขอรับแค่ห้าสิบบาทครับ” ที่หนึ่งว่าน้ำเสียงนั้นหนักแน่นและมั่นคง

“ที่หนึ่ง” เป็นเอกเอ่ยเรียกชื่อน้องชาย น้ำเสียงอ่อนโยน

“พี่รู้ว่านายพยายาม พี่ภูมิใจในตัวนายมาก แต่บางครั้ง การขอความช่วยเหลือ ไม่ใช่เรื่องน่าอายนะ”

ที่หนึ่งเงียบไป ความรู้สึกต่าง ๆ ประดังประเดเข้ามา เขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยมองพี่ชาย แววตาที่ซ่อนความรู้สึกมากมาย

“หนึ่งทำได้” เสียงสั่นเล็กน้อยแต่ความมุ่งมั่น ยังคงอยู่

เป็นเอกพยักหน้าช้า ๆ “พี่เชื่อ แต่ถ้าเหนื่อยก็พักบ้าง” เขาส่งยิ้มอ่อนโยนให้กับน้องชาย ก่อนจะเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋ากางเกง

“แล้วเราไม่คิดจะมาอยู่ที่นี่กับพี่จริง ๆ เหรอ” เป็นเอกพูดขึ้นต่อ จริง ๆ ที่เขาซื้อคอนโดเอาไว้อีกหลัง เพื่อยกให้กับที่หนึ่งตอนเขาสอบเข้ามหาลัยได้ แต่ตอนนั้นที่หนึ่งดันทะเลาะกับพ่อเสียก่อน ทำให้น้องชายปฏิเสธที่จะรับคอนโดห้องนั้นจากเขาไปด้วย ที่หนึ่งไปเช่าคอนโดอีกห้องที่วิวสวยมาก ๆ แถมยังใกล้มหาลัย แต่ทว่าราคากลับถูกจนน่าใจหาย

ที่หนึ่งเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “พี่ก็รู้ว่าผมไม่อยากรบกวน”

“ก็พี่อยากให้เรา” เป็นเอกตอบเสียงนิ่ง “ใกล้มหาลัยด้วย ไปเรียนสะดวกกว่าเยอะ”

“แต่ผมเช่าห้องไว้แล้ว วิวสวยมาก แถมยังถูกอีก ผมไม่ต้องรบกวนเงินพี่หรอก”

เป็นเอกถอนหายใจ “ที่หนึ่งอย่าบอกพี่นะว่าที่นั่น...”

เขารู้ว่าที่หนึ่งไปเช่าคอนโดอีกห้องเอาไว้ แถมยังใกล้มหาลัย แต่ทว่าราคากลับถูกจนน่าใจหาย

จริง ๆ เหตุผลก็มีแค่อย่างเดียว เนื่องจากห้องที่ที่หนึ่งเช่ามีเหตุฆ่าตัวตายทำให้ลือกันว่ามีผีดุ แต่ที่หนึ่งไม่ได้กลัวผีมาแต่ไหนแต่ไร เลยขอเช่าอย่างไม่สะทกสะท้านทำให้เขาได้ห้องสวย ๆ ในราคาสบายกระเป๋ามาครอบครอง

เจ้าของยังลดให้ตั้ง 80% เลยนะ ใครบ้างจะไม่เอาวะ แต่ถ้าถามว่าทำไมเขาไม่ไปอยู่หอหรือที่พักที่ดีกว่านี้ นั่นก็เพราะใช้ชีวิตติดหรูมาตลอด อยู่ ๆ จะให้ลำบาก มันก็ดูจะยากไปหน่อย แค่นี้ที่หนึ่งก็คิดว่าเขาสู้ชีวิตมากพอแล้ว 

“ผีดุ?” ที่หนึ่งพูดแทรก

“เรื่องนั้นผมไม่แคร์หรอกน่า ผีไม่ทำอะไรผมหรอก”

“ที่หนึ่ง!” เป็นเอกดุเสียงเข้ม

“มันอันตราย พี่ไม่อยากให้เราต้องไปเสี่ยงแบบนั้น”

“ผมไม่ได้กลัวผีสักหน่อย แล้วอีกอย่างผมอยากอยู่ด้วยตัวเอง”

เป็นเอกมองน้องชายอย่างอ่อนใจ เขารู้ว่าที่หนึ่งดื้อแค่ไหน “อย่างน้อยก็รับเงินพี่ไว้เถอะ ถือว่าพี่ช่วยค่าใช้จ่าย”

“ผมหาเงินเองได้” ที่หนึ่งเถียง แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ต่อสายตาอ่อนโยนของพี่ชาย “ก็ได้ครับ แต่ผมจะรับแค่ค่าทิปที่พี่ให้มาเท่านั้นนะ”

เป็นเอกยิ้มบาง ๆ “ตกลงแบบนั้นก็ได้” เขารู้ว่าอย่างน้อยที่หนึ่งก็ยอมรับความช่วยเหลือจากเขาบ้าง

“พ่อคงดีใจถ้ารู้ว่าเราดูแลตัวเองได้แบบนี้”

ประโยคสุดท้ายของเป็นเอกทำให้ที่หนึ่งเงียบไป เขารู้ว่าพี่ชายพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้พ่อสบายใจ และเขาก็ไม่อยากทำให้พี่ชายผิดหวัง อย่างน้อยการยอมรับความช่วยเหลือจากพี่ชายอย่างอีกฝ่ายก็ถือว่าจุดเริ่มต้นที่ดี ในการประสานรอยร้าวในครอบครัวได้บ้าง

ลิฟท์โลหะสีเงินเงาเปิดออก ที่หนึ่งก้าวออกมาสู่ความมืดของชั้นใต้ดิน อาคารคอนโดหรูดูสง่างามจากภายนอก ทว่าแสงไฟนีออนส่องสว่างเป็นช่วง ๆ กระพริบติด ๆ ดับ ๆ สร้างเงาที่แปลกประหลาด ที่หนึ่งรีบก้าวเดินไปยังจุดที่จอดมอเตอร์ไซค์ ใจเต้นระรัวเล็กน้อยเพราะความมืดและความเงียบสงัด

ทว่ามุมหางตากลับเหลือบไปเห็นเงาบางอย่างเคลื่อนไหว มันเป็นเงาที่ดูผิดปกติ ไม่เหมือนเงาของคนหรือสิ่งของทั่วไป มันลอยเลื่อนอย่างช้า ๆ ไร้รูปร่างที่ชัดเจน

ที่หนึ่งหยุดชะงักเล็กน้อย แต่ก็พยายามไม่สนใจ มือล้วงเข้าไปในกระเป๋าหยิบกุญแจมอเตอร์ไซค์ เขาต้องรีบไปให้พ้นจากที่นี่ ทว่าทันใดนั้นเสียงกระซิบแผ่วเบาราวกับลมพัดผ่านใบหูแต่กลับชัดเจนในความเงียบ

“พาหนูออกไป พาหนูออกไปจากที่นี่ หนูอยากไปหาแม่” เสียงนั้นฟังดูอ่อนแอน่าเวทนา เหมือนเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ที่กำลังร้องไห้

ที่หนึ่งขมวดคิ้ว แต่ก็ยังคงเดินต่อไป ทำเป็นไม่ได้ยิน ทว่าเงาดำนั้นกลับเคลื่อนไหวเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ เสียงกระซิบก็ดังขึ้น

“ช่วยหนูด้วย...แม่...อยู่ที่ไหน...หนูอยากหาแม่”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป