บทที่ 8 รุกรานถึงถิ่น
รุกรานถึงถิ่น
แสงสปอร์ตไลท์สีขาวนวลสว่างวาบไปทั่วสตูดิโอถ่ายภาพระดับไฮเอนด์ใจกลางเมือง กลิ่นสเปรย์ฉีดผมและน้ำหอมราคาแพงอบอวลอยู่ในอากาศที่เย็นเฉียบด้วยเครื่องปรับอากาศ เสียงกดชัตเตอร์ดังรัวเร็วสลับกับเสียงคำสั่งของช่างภาพชื่อดังที่พยายามดึงเอาความเซ็กซี่ระดับพรีเมียมออกมาจากนางแบบสาว
พิชชายืนตระหง่านอยู่กลางแคทวอล์คจำลองภายใต้ชุดชั้นในลูกไม้สีดำสนิทแบรนด์หรูที่ขับเน้นผิวขาวผ่องให้ดูนวลเนียนราวกับน้ำนม ผิวสัมผัสของผ้าลูกไม้ที่รัดรึงไปกับส่วนโค้งเว้าอันสมบูรณ์แบบไม่ได้ทำให้เธอประหม่า ท่วงท่าการโพสต์ของเธอเป็นธรรมชาติและเปี่ยมไปด้วยจริตที่ทำเอาทีมงานชายในกองถ่ายแทบจะลืมหายใจ
เธอกำลังทำในสิ่งที่เธอถนัดที่สุด นั่นคือการคุมเกมภายใต้แสงไฟ
“ดีครับพิชชี่ ขอสายตาที่ดูเหมือนกำลังยั่วเย้าแต่ก็หยิ่งทะนงแบบนั้นแหละครับ!” ช่างภาพชมเปาะ
ในขณะที่การถ่ายทำกำลังดำเนินไปอย่างลื่นไหล ประตูเหล็กบานใหญ่ของสตูดิโอก็ถูกผลักเข้ามา ความเงียบเชียบที่คุกคามเดินเข้ามาพร้อมกับร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีเทาเข้มเนื้อดี
ท่วงท่าการเดินที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจทำให้ทุกคนในกองถ่ายถึงกับชะงัก แม้แต่ช่างภาพยังต้องลดกล้องลงด้วยความเกรงใจ
เพลิงก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ที่มุมมืดข้างมอนิเตอร์เช็กภาพ นัยน์ตาคมกริบดุจเหยี่ยวของเขาไม่ได้มองไปที่ใครอื่น นอกจากร่างเกือบเปลือยเปล่าของนางแมวป่าที่อยู่กลางแสงไฟ
พิชชารู้สึกได้ถึงรังสีคุกคามนั้นทันที หัวใจของเธอขยับผิดจังหวะไปวูบหนึ่งเมื่อเห็นว่าผู้ชายที่เธอเพิ่งหนีมาเมื่อคืนกำลังนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้ VIP ฝั่งตรงข้ามอย่างถือวิสาสะ ทว่าแทนที่จะแสดงอาการตกใจ เธอกลับเหยียดยิ้มบางๆ แล้วโพสต์ท่าต่อไปอย่างมืออาชีพ
“ขอประทานโทษครับทุกคน พอดีวันนี้ คุณเพลิง ในฐานะเจ้าของสตูดิโอและหุ้นส่วนรายใหม่ของแบรนด์เรา จะเข้ามาสังเกตการณ์การทำงานด้วยตัวเองครับ” เสียงโปรดิวเซอร์รีบแนะนำด้วยท่าทางนอบน้อม
พิชชาแสร้งทำเป็นปรายตามองไปยังจุดที่เพลิงนั่งอยู่เพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะหันกลับมาหาหน้าเลนส์ด้วยสายตาที่ว่างเปล่าราวกับคนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
“คุณพิชชี่ครับ เดี๋ยวรบกวนทักทายคุณเพลิงหน่อยนะครับ ท่านเป็นเจ้าของสถานที่” ช่างภาพกระซิบ
พิชชาขยับยิ้มตามมารยาททางการค้า เธอเดินก้าวสั้นๆ เข้ามาหยุดอยู่หน้าเพลิงในสภาพที่เกือบเปลือยเปล่า มีเพียงผ้าคลุมไหล่ซีทรูบางเบาที่ปิดบังอะไรไม่ได้มากนัก สายตาของเพลิงที่จ้องมองเธอนั้นร้อนแรงจนแทบจะเปลื้องผ้าเธอออกจริงๆ ด้วยสายตาเพียงคู่เดียว
“สวัสดีค่ะคุณเอ่อ ขอโทษนะคะ เมื่อครู่ไม่ได้ฟังชื่อ ท่านเจ้าของสถานที่ชื่ออะไรนะคะ” พิชชาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหวานใสทว่าห่างเหินอย่างจงใจ
เพลิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตาฉายแววนึกสนุกกับสงครามประสาทที่นางแมวตัวนี้กำลังเริ่มขึ้น เขาพ่นควันบุหรี่ไฟฟ้าออกมาจางๆ พลางขยับยิ้มร้ายที่มุมปาก
“เพลิงครับ แต่ดูเหมือนหน่วยความจำของคุณจะสั้นกว่าที่ผมคิดนะพิชชี่ หรือว่าจูบขอบคุณ เมื่อคืนมันจืดชืดเกินไปจนคุณลืมชื่อผมไปซะสนิท”
คำพูดกึ่งเปิดเผยของเขาทำให้ทีมงานรอบข้างพากันหูผึ่ง แต่พิชชากลับหัวเราะแผ่วเบาในลำคอ เสียงหัวเราะที่เปี่ยมไปด้วยจริตยั่วยวนจนหัวใจคนฟังกระตุก
“อ๋อ คุณเพลิงจำได้แล้วค่ะ พอดีเมื่อคืนพิชชี่คุยกับคนเยอะไปหน่อยน่ะค่ะ ส่วนเรื่องจูบ ถ้ามันสำคัญพอให้จำ ป่านนี้พิชชี่คงไม่ลืมชื่อคุณหรอกค่ะ จริงไหมคะ”
เพลิงหรี่ตาลง ประกายไฟในดวงตาเริ่มลุกโชนขึ้นมาทันควัน เขาจ้องมองหน้าอกอิ่มที่สะท้อนขึ้นลงตามจังหวะหายใจของเธออย่างไม่ลดละ
“งั้นเหรอครับ? ถ้าอย่างนั้นวันนี้ผมคงต้องขอเช็กคุณภาพสินค้าให้ละเอียดหน่อย ในฐานะหุ้นส่วนแบรนด์ ผมไม่อยากให้แบรนด์เราดูราคาถูกเพียงเพราะพรีเซนเตอร์มีดีแค่เปลือกที่ขี้ลืม”
“ยินดีค่ะคุณเพลิง เช็กได้ตามสบายเลยนะคะ” พิชชาโน้มตัวลงมาหาเขาจนกลิ่นน้ำหอมกุหลาบป่าปะทะเข้ากับลมหายใจของชายหนุ่ม
“แต่ระวังหน่อยนะคุณเพลิง สินค้าชิ้นนี้ดุและเข้าถึงยากกว่าที่คุณคิด ถ้าคุณไม่มีปัญญาคุมเกม พิชชี่เกรงว่าคุณจะเสียทั้งเงินและเสียทั้งหน้าเอาได้นะคะ”
“เรื่องเงินฉันไม่เคยสน แต่เรื่องที่จะสยบแมวพยศแบบเธอเนี่ย ฉันยอมทุ่มหมดหน้าตัก” เพลิงกระซิบเสียงต่ำฟังสั่นประสาท
พิชชาเหยียดยิ้มท้าทายก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปกลางสตูดิโอ เธอเริ่มแผนการปั่นหัวเขาด้วยการโพสต์ท่าที่เร่าร้อนและยั่วยวนยิ่งกว่าเดิม ทุกการขยับกาย ทุกการบิดสะโพก เธอจงใจทำเพื่อยั่วให้เขาคลั่งภายใต้หน้ากากที่เรียบเฉย
สายตาของเพลิงที่มองตามแผ่นหลังเปลือยเปล่านั้นเต็มไปด้วยความต้องการเอาชนะที่รุนแรง เขาไม่ได้แค่มาเช็กงาน แต่เขากำลังประเมินราคาของความรักที่เขากำลังจะหลอกล่อให้เธอเดินเข้ามาติดกับ โดยที่เธอไม่มีวันรู้เลยว่า ทั้งหมดนี้คือเกมเดิมพันที่เขาวางไว้ลับหลังเธอ
“เริ่มเกมได้สนุกดีนี่พิชชี่” เพลิงพึมพำกับตัวเองขณะมองภาพในมอนิเตอร์ที่เธอจงใจจิกตาใส่เลนส์ราวกะจะมองผ่านทะลุมาถึงเขา
“แล้วเราจะได้รู้กัน ว่าใครกันแน่ที่จะเป็นฝ่ายอ้อนวอนขอให้จดจำชื่อของอีกฝ่ายไปจนวันตาย”
