บทที่ 9 เช็กสินค้า

เช็กสินค้า

แสงไฟจากสตูดิโอด้านนอกเริ่มสลัวลงเมื่อการถ่ายทำเซตสุดท้ายจบสิ้นลง ทีมงานต่างแยกย้ายกันจัดเก็บอุปกรณ์ แต่บรรยากาศที่ควรจะผ่อนคลายกลับหนักอึ้งด้วยแรงกดดันลึกลับที่แผ่ซ่านออกมาจากทางเดินยาวมุ่งสู่ห้องพักนางแบบ

พิชชาเดินนำลิ่วเข้ามาในห้องแต่งตัวส่วนตัวของเธอ เสียงส้นเข็มกระทบพื้นดังรัวเร็วตามจังหวะหัวใจที่ยังคงเต้นระทึกจากการปะทะสายตากับเพลิง ตลอดหลายชั่วโมงที่ผ่านมา เธอเหวี่ยงผ้าคลุมไหล่ซีทรูลงบนโซฟาหนังสีขาว ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งหน้ากระจกบานใหญ่ที่ขนาบด้วยหลอดไฟวอร์มไวท์นับสิบดวง

“รุกหนักนักนะ นึกว่าจะแน่กว่านี้ซะอีก” เธอกระซิบกับเงาตัวเองในกระจก พยายามสะกดกั้นความสั่นไหวที่เริ่มก่อตัวขึ้นในช่องท้อง

แต่แล้วเสียงบานประตูที่ถูกผลักเปิดออกและปิดลงอย่างรวดเร็วทำให้เธอต้องสะดุ้งสุดตัว ตามด้วยเสียงที่ทำให้หัวใจแทบจะหยุดเต้น

เสียงล็อกกลอนประตูด้วยปลายนิ้วที่หนักแน่นดังชัดเจนในความเงียบ พิชชาหันขวับไปมองทันที ร่างสูงใหญ่ของเพลิงยืนพิงประตูอยู่ ท่วงท่าของเขาดูคุกคามและป่าเถื่อนภายใต้ชุดสูทราคาแพงที่ถูกปลดกระดุมคอเสื้อออกจนเห็นลำคอแกร่ง นัยน์ตาคมกริบดุจเหยี่ยวของเขาจ้องมองเธอผ่านความสลัวของห้อง ราวกับว่าเขาไม่ได้มองเห็นแค่ผู้หญิงคนหนึ่งแต่เห็น เหยื่อที่เขากำลังจะตะครุบ

“คุณเข้ามาทำไมคะคุณเพลิง นี่มันห้องส่วนตัวของพิชชี่ รบกวนออกไปด้วยค่ะ” เธอพยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น มือเรียวหยิบแปรงแต่งหน้าขึ้นมาถือไว้เพื่อใช้เป็นเครื่องป้องกันตัวอย่างน่าขำ

เพลิงไม่ตอบเขาเพียงแต่ก้าวเท้าเข้ามาหาเธอช้าๆ แต่ละก้าวของเขาดูมั่นคงและเปี่ยมไปด้วยอำนาจ จนพิชชาต้องเป็นฝ่ายถอยกรูดไปจนแผ่นหลังแนบชิดกับขอบโต๊ะเครื่องแป้ง แสงไฟจากกระจกส่องกระทบใบหน้าคมเข้มของเขาจนเห็นประกายไฟที่ลุกโชนอยู่ในดวงตา

“ออกไปงั้นเหรอ เธอสั่งเจ้าของที่นี่ให้ออกไปจากห้องของเขาเองเนี่ยนะพิชชี่” เพลิงเอ่ยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยความร้ายกาจ เขาเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอในระยะที่ห่างกันเพียงลมหายใจกั้น

“ฉันบอกแล้วไง ว่าวันนี้ฉันมาเพื่อเช็กสินค้าและตอนนี้ฉันก็อยากรู้เหลือเกินว่านางแมวที่จูบเก่งและปากดีเมื่อคืนเวลาโดนขย้ำจริงๆ จะเก่งเหมือนปากไหม”

คำพูดดิบเถื่อนที่สื่อความหมายตรงไปตรงมาทำให้ใบหน้าของพิชชาขึ้นสีระเรื่อ ทว่าสัญชาตญาณนางแมวป่าที่ยอมหักไม่ยอมงอกลับทำให้เธอเลือกที่จะไม่ถอยหนี เธอเชิดหน้าขึ้น มือเรียวเอื้อมไปคว้าปกเสื้อสูทของเขาแล้วกระชากเข้าหาตัวอย่างแรงจนหน้าผากแทบจะชนกัน

“อยากเช็กนักใช่ไหมคะ” พิชชาแค่นยิ้มยั่วยวน นัยน์ตาของเธอวาวโรจน์ด้วยจริตที่ทำเอาผู้ชายทั้งโลกต้องสยบ

“งั้นก็เช็กให้ละเอียดนะคะคุณเพลิง แต่อย่าเผลอใจสั่นจนล้มคว่ำไปก่อนล่ะ เพราะสินค้าชิ้นนี้ ไม่ได้มีไว้ให้เด็กมาเล่นสนุกเพียงชั่วคราว”

เธอกรีดปลายนิ้วไปตามแนวสันกรามคมของเขาช้าๆ ลากผ่านริมฝีปากหยักลึกที่เธอยังจำรสชาติแอลกอฮอล์จากเมื่อคืนได้ดี การยั่วยวนที่เธอหวังว่าจะใช้คุมเกมกลับถูกเพลิงสวนกลับด้วยชั้นเชิงที่เหนือกว่าอย่างคาดไม่ถึง

เพลิงรวบข้อมือทั้งสองข้างของเธอไว้ด้วยมือเพียงข้างเดียวแล้วยกขึ้นเหนือศีรษะ กดร่างระหงให้แนบชิดไปกับกระจกบานใหญ่จนเกิดเสียงดัง ปึก!ความเย็นจากกระจกตัดกับความร้อนรุ่มจากร่างกายแกร่งที่บดเบียดเข้ามาจนไม่มีช่องว่างให้อากาศไหลผ่าน

“ห่วงตัวเองก่อนเถอะพิชชี่” เพลิงโน้มหน้าลงมาจนจมูกโด่งคลอเคลียอยู่ที่ซอกคอหอมกรุ่น เขาจงใจพ่นลมหายใจร้อนๆ รดรินผิวเนื้ออ่อนจนเธอขนลุกซู่ไปทั้งกาย

“เปลือกสวยๆ ที่เธอพยายามสร้างขึ้นมาเพื่อขู่คนอื่นน่ะ มันใช้กับฉันไม่ได้ผลหรอก เพราะตอนนี้ฉันเริ่มอยากจะฉีก มันออกดูใจจะขาดแล้วว่าข้างในมันจะเดือดสักแค่ไหน”

“ก็ฉีกสิคะ” พิชชาท้าทายด้วยเสียงที่เริ่มสั่นเครือ แม้จะพยายามคุมเกมแต่เธอก็เริ่มตระหนักว่าผู้ชายคนนี้ดุและดิบกว่าเหยื่อคนไหนที่เธอเคยเจอ

“ฉีกให้ขาด แล้วดูซิว่าคุณจะทนรับน้ำมันอย่างพิชชี่ไหวไหม”

เพลิงหรี่ตาลง ประกายความต้องการเอาชนะปะทะกับเสน่หาอันแรงกล้า เขาไม่ได้แค่ขู่ แต่เขาเริ่มแสดงความเป็นเจ้าของผ่านสัมผัสที่หนักแน่นและจงใจรุกราน เขากำลังประเมินสินค้าชิ้นนี้อย่างละเอียด ละเอียดจนพิชชาเริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะสูญเสียการควบคุมในทุกวินาทีที่เขาสัมผัส

“จำไว้นะพิชชี่” เพลิงกระซิบที่ข้างหูพลางขบเม้มเบาๆ จนเธออุทานออกมาแผ่วเบา

“ในห้องนี้ ฉันไม่ได้เป็นแค่หุ้นส่วนแบรนด์ แต่ฉันคือนักล่าที่จะทำให้เธอรู้ซึ้งว่าการตกเป็นเบี้ยล่างของคนอย่างฉัน มันจะทำให้เธอโหยหาจนแทบขาดใจ”

สงครามประสาทครั้งนี้กำลังจะเปลี่ยนเป็นสมรภูมิรักที่ร้อนแรงที่สุด และพิชชาที่คิดว่าตัวเองเป็นนักล่ากำลังจะพบความจริงว่าเธอกำลังถูกต้อนเข้าสู่กับดักที่ไม่มีทางหนีพ้น

บทก่อนหน้า
บทถัดไป