บทที่ 9 ขอโทษที่ต้องโกหก
ชายตรงหน้าแนะนำว่าเขาชื่อพีรพลหรือพี่พีท พี่พีทเป็นเจ้าของร้านกาแฟและเบเกอร์รี่แห่งนี้ ที่ร้านตอนนี้มีพนักงานทั้งหมด 3 รวมทั้งตัวเจ้าของร้านด้วย แต่เพราะอีกสองคนจะเข้ามาทำงานตอน 10 โมงเช้าพี่พีทเลยอยากหาคนมาช่วยเขาในช่วงเช้าเพราะในชั่วโมงเร่งด่วนบางครั้งเขาทำคนเดียวไม่ทัน
“เรื่องเวลาผมไม่มีปัญหาครับ แต่เรื่องชงกาแฟ ผมชงทำไม่เป็นเลย”
“ไม่เป็นไรเดี๋ยวพี่สอนได้ ถ้าเราตกลงรับงานพี่จะได้ป้ายหน้าร้านออก”
“ผมตกลงครับ” ไทธัชรีบตกลงทันทีเพราะถ้าเจ้าของร้านออกปากว่าจะสอนเขาก็ไม่ต้องกังวลอะไร
พีรพลเดินไปหน้าร้านเขายังไม่ทันไปเอาป้ายรับสมัครพนักงานออก อคิราห์ก็เดินมาถึงหน้าร้านพอดี
“มาช้าไปนิดนะซัน พี่คงรับเด็กฝากของซันไม่ได้แล้วล่ะ พี่เพิ่งได้พนักงานคนใหม่เมื่อกี้เอง”
อคิราห์ผิดหวังที่เขาไม่สามารถฝากงานให้กับไทธัชได้ แต่ก็เคารพการตัดสินใจของเพื่อนรุ่นพี่
“ไม่เป็นไรครับ”
“ไว้โอกาสหน้าก็แล้วกันนะ ไหน ๆ มาแล้วก็มาช่วยพี่ชิมกาแฟหน่อยสิ พี่กำลังจะฝึกเด็กใหม่ชงกาแฟพอดี”
“ครับพี่”
พีรพลเปิดทางให้อคิราห์เข้ามาด้านในร้านขณะที่ตัวเองดึงป้ายที่หน้าร้านออกมาทิ้งขยะ
“ไท มาอยู่ที่นี่ยังไง”
“สวัสดีครับพี่ซัน ผมมาสมัครงานครับ”
“อ้าวสองคนนี้รู้จักกันเหรอ” เจ้าของร้านถามอย่างแปลกใจ
“ก็คนนี้แหละที่ผมจะฝากให้ทำงานกับพี่”
“อะ จริงเหรอ พี่ไม่รู้ เห็นเดินมาสมัครคุยถูกคอก็เลยรับไว้ แล้วน้องก็ไม่บอกนะว่าซันแนะนำมา”
“ผมไม่แน่ใจนี่ครับว่าใช่ร้านนี้หรือเปล่าที่พี่ซันบอกหรือเปล่า”
“ได้งานแล้วพี่ดีใจด้วยนะ เห็นไหมมีงานอีกมากที่เหมาะกับนาย”
“ครับ”
“เอาคุกกี้มาด้วยไหม” คนที่ยังไม่ได้ทานอะไรตั้งแต่เที่ยงถามขึ้น
“เอามาครับ” ไทธัชยื่นถุงคุกกี้ให้กับอคิราห์ที่พอรับไปก็แกะถุงออกมาทานทันที
“หอมจัง เอามาชิมหน่อย” เจ้าของร้านกาแฟดึงถุงในมือของหมอหนุ่มแล้วหยิบคุกกี้ชิ้นเล็กขึ้นมาทานอย่างเอร็ดอร่อย
“อร่อยไหมครับ” เจ้าของคุกกี้ถามแล้วก็รอฟังคำตอบด้วยความตื่นเต้น
“อร่อยมาก ทำเองเหรอ”
“แม่ทำครับ ผมแค่เป็นลูกมือ”
“สนใจเอามาวางขายที่นี่ไหม”
“ได้เหรอครับ” เด็กหนุ่มถามอย่างตื่นเต้น
“ได้สิ ปกติพี่ก็รับของคนอื่นมาวางขายเพราะทำไม่ไหว”
“แล้วเจ้าอื่นเขาจะมาว่าเอาเหรอครับ”
“ไม่หรอก เพราะพี่ไม่ได้ผูกขาดกับใคร เจอขนมร้านไหนถูกใจก็สั่งมาวางขาย”พีรพลเป็นคนง่ายๆ
“ขอบคุณครับ วันนี้ผมโชคดีมากได้ทั้งงานและยังได้ออเดอร์ขนมไปฝากแม่อีก” ไทธัชยิ้มหน้าบาน
เขาฝึกชงกาแฟอยู่อีกนับชั่วโมงก่อนจะขอตัวกลับเพราะวันนี้ไม่ได้บอกแม่ไว้จะกลับบ้านค่ำ
“พี่ซันต้องกลับไปทำงานอีกเหรอครับ” ไทธัชถามชายหนุ่มขณะที่เดินมาส่งเขาที่ป้ายรถเมล์
“อือ ตอนสองทุ่มมีผ่าตัด”
“อันที่จริงพี่ไม่น่าลำบากออกมาหาผมเลย” พอรู้ว่าอีกคนออกมาจากโรงพยาบาลทั้งที่ยังมีงานค้างอยู่ก็รู้สึกเกรงใจ
“ไม่ลำบากหรอก พี่อยากแน่ใจด้วยว่างานที่นายทำมันเหมาะกับนายจริง”
“ขอบคุณนะครับที่เป็นห่วง มีอะไรที่ผมจะทำให้พี่ได้บ้างไหม” ไทธัชถามด้วยสีหน้าจริงจัง ชายตรงหน้าเขานับว่าเป็นผู้มีพระคุณลำดับที่ 3 ของเขาเลยทีเดียว
“ก็อย่างที่บอกไง เป็นเด็กดีตั้งใจเรียน”
“ครับ”
“รถมาแล้วนายรีบกลับบ้านเถอะแล้วพรุ่งนี้อย่าลืมมาทำงานนะ”
“ครับ พี่ซันก็ตั้งใจทำงานนะครับ” เด็กหนุ่มบอกก่อนที่จะรีบวิ่งขึ้นไปยังรถเมล์ที่อัดแน่นเหมือนปลากระป๋อง
.......
ไทธัชกลับมาถึงบ้านเกือบสองทุ่ม มารดาและยายกำลังช่วยกันห่อข้าวต้มมัดเพราะพรุ่งนี้เป็นวันพระยายมักจะทำขนมหวานไปวางขายที่ตลาดด้วย
“ไท กลับค่ำเชียวลูก”
“ขอโทษครับยาย ผมคุยเพลินไปหน่อย” เด็กหนุ่มเข้ามากอดยายอย่างประจบ
“กินอะไรมาหรือยังล่ะลูก” มัทนาถามลูกชายที่แม้จะตัวโตแล้วแต่ในสายตาเธอไทธัชก็ยังคงเป็นเด็กอยู่เสมอ
“ยังเลยครับ หิวจังมีอะไรเหลือให้ผมกินบ้างครับแม่”
“ในตู้เย็นมีแกงส้มเหลืออยู่ ส่วนในตู้กับข้าวมีน้ำพริกกะปิ ชะอมทอดและปลาทูทอด”
“ของโปรดเลยครับ เดี๋ยวผมไปกินข้าวก่อนนะครับ แล้วจะมาช่วย”
“ไม่ต้องรีบขนาดนั้นหรอกลูก เดี๋ยวข้าวก็ได้ติดคอกันพอดี” ยายมาลัยพูดไล่หลังหลานชายด้วยความเป็นห่วง
ทานข้าวเสร็จแล้วไทธัชก็มาช่วยมารดาและยายห่อข้าวต้มมัด แม้จะเป็นเด็กผู้ชายแต่เขาก็ทำมาตั้งแต่เด็กจึงไม่รู้สึกเคอะเขินที่จะทำงานของผู้หญิง
ระหว่างที่มือทำปากก็ชวนคุยไปเรื่อย เด็กหนุ่มไม่ลืมที่จะบอกมารดาว่าเขารับออเดอร์คุกกี้มาให้มารดาอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งไทธัชจะเป็นคนเอาไปส่งเองในอีกสองวันข้างหน้า
“แม่ครับพรุ่งนี้ไทจะไปอ่านหนังสือที่ห้องสมุดนะครับแม่”
“โรงเรียนปิดนี่ลูก ห้องสมุดจะเปิดเหรอ”
“ห้องสมุดประชาชนครับ”
“ทำไมไม่อ่านอยู่ที่บ้านละลูก หรือยายทำเสียดังจนไทไม่มีสมาธิ”
“ยายครับ ไม่ใช่อย่างนั้นสักหน่อย ผมอ่านหนังสือที่บ้านทีไรมันจะลงไปนอนบนเตียงทุกทีเลยนี่ครับยาย ถ้าออกไปอ่านที่ห้องสมุดอย่างนั้นผมจะได้บังคับตัวเองไม่ให้หลับด้วยนะครับ”
“อันนี้หนูเห็นด้วยนะคะแม่ ไทอ่านหนังสือทีไรเป็นหลับทุกทีไป” มัทนาบอกกับยายของเด็กหนุ่มไปตามที่ตัวเองเห็น
“แล้วไปทั้งวันเลยไหม อย่าอ่านเพลินจนลืมกินข้าวกินปลาล่ะ”
“ไม่ลืมหรอกครับ ยายก็รู้เรื่องกินสำหรับผมต้องมาเป็นอันดับแรกอยู่แล้ว”
“ไทจะไปกี่โมง ถ้าไปเช้ามากไม่ต้องเก็บครัวก็ได้นะ แม่จะกลับเก็บเอง”
“ผมว่าน่าจะออกเช้าหน่อยครับ จะได้จองที่นั่งทำเลดี เรื่องทำความสะอาดในครัวผมจะรีบทำก่อนไปครับ แต่ถ้าอันไหนที่ต้องแช่นานผมจะกลับมาล้างตอนเย็นนะครับแม่”
“ไม่ต้องห่วงเรื่องงานหรอกนะลูก แค่นี้แม่กับยายช่วยกันทำได้สบายมาก แม่เห็นไทขยันอ่านหนังสือแบบนี้แม่ก็ดีใจ”
ไทธัชรู้สึกผิดที่โกหกผู้มีพระคุณทั้งสองท่าน เขากำลังชั่งใจอยู่ว่าจะสารภาพความจริงทั้งหมดให้ยายและมารดาฟังดีหรือเปล่า บางทีเขาคงต้องหาใครสักคนที่จะให้คำปรึกษาเรื่องนี้กับเขาได้
