บทที่ 3 บทที่ 2 เหตุผล
สองวันต่อมา...
ลิษาเดินทางมายังกรุงเทพฯ ในเวลาต่อมา หลังจากที่เธอบอกลาเจ้าตัวแสบทั้งสอง ก็ฝากให้คุณพ่อกับคุณแม่คอยดูแลให้ดี เตรียมความพร้อมสำหรับการเดินทางเข้ามากรุงเทพฯ ในช่วงเวลาที่พร้อม
ในที่สุดก็เดินทางมาถึงจุดหมาย และตอนนี้เธอกำลังยืนรออยู่หน้าประตูทางออกเพื่อให้เพื่อนรักมารับตรงประตูทางเข้า
"อยู่ตรงไหนเนี่ย"
เธอพยายามมองหารถของเพื่อนสนิท เห็นว่ามาถึงก่อนหน้านี้ไม่นาน และรายนี้เปลี่ยนรถบ่อย มากรุงเทพฯ ทุกครั้งก็ไม่สามารถจำได้ว่ารถคันไหนคือรถของเพื่อน
"แกทางนี้!"
"อร๊ายยยย ยัยมิวคิดถึง"
และเมื่อลิษาเห็นมิวโบกไม้โบกมือให้ เธอก็ยิ้มกว้างออกมาก่อนจะตะโกนกลับไป ลากกระเป๋าวิ่งเข้าไปหาเพื่อนก่อนจะสวมกอดด้วยความคิดถึง
"กรี๊ดดดด คิดถึงเหมือนกันค่ะชะนี ไปขึ้นรถก่อนเถอะจอดตรงนี้นานไม่ได้"
"โอเค้~ ไปคุยกันในรถ"
เธอลากกระเป๋าไปใส่เบาะข้างหลังก่อนจะเปิดประตูฝั่งข้างคนขับเพื่อเข้าไปนั่งข้างใน และเมื่อทั้งสองคนขึ้นรถมาเป็นที่เรียบร้อย มิวก็ทำการเคลื่อนรถขับออกไปจากสนามบิน
"ฉันนึกว่าแกจะฝึกงานที่เชียงรายซะอีก"
"ฉันมีเหตุผลที่ต้องมาฝึกที่กรุงเทพฯ แกก็รู้นี่ว่าลูกฉันจะต้องผ่าหัวใจแล้ว โรงพยาบาลอังคณานนท์เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แถมยังได้ส่วนลดตั้ง 50% ถ้าเกิดว่าได้เข้าไปเป็นพนักงานที่นั่น"
"แต่ว่าแกเป็นเด็กฝึกงานไม่ใช่หรือไง"
มิวเลิกคิ้วจ้องมองใบหน้าของเพื่อนด้วยความสงสัย เป็นเด็กฝึกงานได้รับสิทธิพิเศษแบบนี้ด้วยเหรอ ไม่คิดเลยว่าโรงพยาบาลยักษ์ใหญ่จะใจปล้ำขนาดนี้
"เด็กฝึกงานก็ได้สิทธิพิเศษนี้เหมือนกัน แต่ความจริงเรื่องเงินก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับที่บ้านฉันหรอก ถ้าเกิดว่าฉันได้เข้าไปทำงานที่โรงพยาบาล อย่างน้อยเวลาจะไถ่ถามเกี่ยวกับอาการของลูก หรือจะขอเข้าไปเยี่ยมก็น่าจะทำได้ง่ายกว่า"
ลิษาพยายามอธิบายเหตุผลให้เพื่อนฟัง ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นเหตุผลที่ดีทีเดียวเลยแหละ ถ้าเป็นพนักงานในโรงพยาบาลก็สามารถพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ได้โดยง่าย แถมยังเข้าไปดูแลอาการลูกอย่างใกล้ชิดได้อีก
"เรื่องนี้ฉันเข้าใจแกนะ แล้วยื่นเรื่องฝึกงานอะไรเรียบร้อยแล้วใช่ไหม ฉันก็ไม่ได้ถามแกเลย มัวแต่ยุ่งวุ่นวายกับเรื่องที่บ้าน"
"ฉันจัดการเรียบร้อยแล้วแหละไม่มีปัญหา ได้เข้าไปฝึกงานในแผนกผู้ช่วยเลขาของเจ้าของโรงพยาบาล นี่ขนาดมีเลขาสองคนแล้วนะ สงสัยจะงานเยอะมากเลยถึงรับนักศึกษาฝึกงานเพิ่มอีก"
"ก็ดีนะเหมาะกับแกดี เรียนบริหารมาก็สามารถเข้าไปเป็นผู้ช่วยเลขาของบรรดาผู้บริหารได้ แบบนี้ได้ประโยชน์หลายต่อเลย"
"อื้ม แล้วแกเป็นไงบ้างสบายดีไหม"
ทั้งสองคนไถ่ถามความห่วงใยกัน เพราะเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่มัธยม จนถึงมหาวิทยาลัยก็ยังเรียนคณะเดียวกันห้องเดียวกันอยู่ เรียกว่าเป็นเพื่อนที่สนิทสนมกันที่สุดก็ว่าได้
"สบายดีอยู่แล้ว แล้วเมื่อไหร่จะพาหลานมาเนี่ยฉันคิดถึงเจ้าตัวแสบทั้งสองคนจะแย่"
มิวเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้มสดใสเมื่อนึกไปถึงใบหน้าของเจ้าแฝดทั้งสองคน ซุกซนตามวัยแต่แฝดคนหนึ่งแข็งแรงปกติ ส่วนอีกคนเป็นหัวใจพิการแต่กำเนิดจึงทำให้อ่อนแอกว่า แต่โรคพวกนี้สามารถหายได้ด้วยการผ่าตัด ถ้าได้รับการรักษาอย่างดีที่สุดแน่นอนว่าเจ้าตัวแสบจะต้องเติบโตได้ใช้ชีวิตเหมือนคนปกติ
"เดี๋ยวก็ตามมาแล้ว ฉันต้องจัดการเรื่องโรงพยาบาลให้เสร็จเรียบร้อย แล้วเดี๋ยวทางโรงพยาบาลที่จังหวัดเชียงรายจะทำการส่งตัวมาที่นี่ จะได้ไม่ต้องจัดการอะไรเอง"
"อ๋อ ดีนะโรงพยาบาลจัดการให้โดยตรงเลย ถ้าเป็นแบบนี้แกก็สบายขึ้นเยอะ"
มิวหันไปยิ้มให้กับเพื่อนก่อนจะเร่งความเร็วรถเดินทางตรงไปยังคอนโดของเพื่อน ซึ่งหล่อนได้ทำการซื้อไว้ในช่วงที่เข้ามาเรียนมหาวิทยาลัยปีแรก
"อืม ขอบใจแกนะที่อยู่เคียงข้างกันมาตลอดเลย"
"โอ๊ยไม่ต้องมารักหวานซึ้งกับฉันย่ะ งั้นคืนนี้ไปเที่ยวกันสักหน่อยไหม ปาร์ตี้กันดีกว่า"
มิวเอ่ยชวนเพื่อนรักด้วยน้ำเสียงสดใส ตั้งแต่ปิดเทอมก็ไม่ได้เจอกันเลย วันนี้เป็นโอกาสดีจะได้ไปปลดปล่อยกันสักหน่อย
"เมาจนทำงานไม่ได้นะน่าดู"
"บริษัทแฟนปะ ถ้าเกิดฉันเมาพรุ่งนี้ก็ไม่ไปทำงานแฟนฉันคงไม่ด่าหรอก แต่แกอย่าลืมนะต้องไปรายงานตัวพรุ่งนี้ไม่ใช่หรือไง"
"อืม รายงานตัวเสร็จก็เข้าทำงานเลย ฉันเสียเวลาเรียนไปตั้งปีกว่า ไม่งั้นก็คงจบพร้อมกับพวกแกแล้ว"
เธอรู้สึกเสียดายเหมือนกันแต่ก็ช่วยไม่ได้ เพราะเหตุการณ์ในครั้งนั้นมันทำให้เธอสูญเสียเวลาในการใช้ชีวิตวัยรุ่นไปเยอะ แต่ถ้าย้อนกลับไปได้แต่ก็ไม่ได้เสียใจ เพราะตอนนี้เธอมีเจ้าตัวแสบทั้งสองคนอยู่เคียงข้าง เป็นความสุขที่สุดในชีวิตของเธอ...
"คิดมากน่า ถ้าอย่างนั้นไปแต่งตัวสวย ๆ ปาร์ตี้กันดีกว่า"
"โอเคจัดไป!"
