บทที่ 6 บทที่ 5 ความบังเอิญ

ลิษาถึงกับทำตัวไม่ถูกเมื่อได้กลับมาเจอกับผู้ชายที่รักมากที่สุดอีกครั้ง ความรู้สึกเดิม ๆ เริ่มกลับมาเพียงแค่เห็นใบหน้าของเขา ตอนนี้รู้เลยไม่ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนเธอก็ไม่สามารถตัดใจจากเขาได้

"มะ...ไม่เป็นไรค่ะ"

หญิงสาวรีบเบือนหน้าหนีทันที เพราะไม่อยากจะมองสบตากับเขานาน กลัวว่าตัวเองจะอดทนไม่ไหวร้องไห้ออกมาต่อหน้าผู้ชายใจร้าย

"หึ..."

เขายิ้มมุมปากออกมาเล็กน้อย ก่อนจะเหลือบสายตาหันไปมองคนอื่นที่นั่งอยู่โต๊ะเดียวกับเธอ มือหนากำแน่นเมื่อเห็นใบหน้าของผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนเดียวกับที่พาเธอออกไปเมื่อ 3 ปีก่อน

"ยังอยู่ด้วยกันสินะ... เลว"

เขาสบถออกมาเล็กน้อยก่อนจะเดินออกไปจากตรงนั้นทันที ไม่คิดเลยว่าจะโลกกลมขนาดนี้ เวลาผ่านไป 3 ปีไม่คิดว่าจะได้เจอกันด้วยซ้ำ

'ผู้หญิงที่ใจร้ายกับเขาที่สุด'

"แกโอเคไหมเนี่ย ซวยชะมัดเลยไม่คิดว่าจะมาเจอกันได้ โอ๊ยยยยย"

มิวเห็นใบหน้าของเพื่อนดูจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ก็รู้สึกเป็นห่วงเป็นอย่างมาก บอลเห็นใบหน้าของผู้ชายคนนั้นก็จำได้ทันทีว่าเขาคือพ่อของเจ้าสองแฝด

"ลิษาหนูโอเคหรือเปล่า ถ้าไม่โอเคเรากลับกันดีไหม"

"มะ...ไม่เป็นอะไรค่ะ ลิษาไม่ได้คิดอะไรแล้ว เรามาคุยกันต่อเถอะค่ะไม่ต้องสนใจหรอก"

เธอฝืนยิ้มออกมาก่อนจะยกแก้วขึ้นเพื่อชนกับคนอื่น พยายามที่จะสดใสเพื่อปิดบังความรู้สึกเจ็บปวดภายในใจ ซึ่งเพื่อนรักแล้วก็พี่บอลรู้ดีที่สุดว่าเธอคงจะยังทำใจไม่ได้

"ถ้าอย่างนั้นมาคุยกันเถอะ เรื่องในอดีตก็ปล่อยวางได้แล้ว อย่าให้มันมารบกวนจิตใจเลย"

"อื้ม ค่ะ"

ทางด้านของหมอวินท์เขาเดินกลับมาที่โต๊ะก่อนจะกระแทกแก้วเหล้าลงที่โต๊ะด้วยความหงุดหงิด เขามาดื่มกับเพื่อนเนื่องจากว่าทะเลาะกับที่บ้าน คุณแม่ยังคงกดดันอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการมีทายาท แต่ตอนนี้ร่างกายของเขาไม่ปกติ เรื่องการมีบุตรนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้แล้ว เพราะมีเหตุการณ์บางอย่างทำให้เขากลายเป็นแบบนี้ แต่ไม่คิดเลยว่าจะมาเจอกับผู้หญิงใจร้ายคนนั้น ที่สำคัญที่สุดเธอยังอยู่กับผู้ชายคนที่พาเธอเดินออกไปจากชีวิตของเขาเมื่อ 3 ปีที่แล้ว

"แม่ง... ซวยชะมัดเลยวะ"

"เป็นอะไรไอ้วินท์ เมื่อกี้ยังอารมณ์ดีอยู่เลย ไปห้องน้ำกลับมาทำไมหน้าบึ้งบูดซะล่ะ"

"ทำหน้าอย่างกับคนเมนส์มา ให้กูเรียกเด็กให้หรือเปล่า มึงจะเอากี่คนว่ามาเลยเดี๋ยวกูจัดให้"

เพื่อนของเขาพยายามไถ่ถาม เพราะดูเหมือนว่าอารมณ์ของเขาในตอนนี้น่าจะหงุดหงิดอะไรบางอย่างมา สายตาของเขายังคงต้องไปยังโต๊ะ VIP อีกโต๊ะนึง ซึ่งภัทรเห็นแบบนั้นก็มองตามสายตาของเพื่อนไป ก่อนจะชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นใบหน้าของผู้หญิงคนนึง ซึ่งหน้าตาเหมือนกับเด็กเลี้ยงของเพื่อนรักเมื่อ 3 ปีที่แล้ว

"นั่นมันน้องลิษาไม่ใช่เหรอ"

"ไหน... อดีตเด็กเลี้ยงมึงไม่ใช่หรือไง ไม่คิดว่าจะได้เจอกันนะเนี่ย หายไปเป็น 3 ปี"

"ใช่ลิษาจริงด้วย"

พิมพ์เอ่ยออกมาเสียงเบา ก่อนจะหันไปมองหน้าเพื่อนที่ตอนนี้กำมือแน่นไม่ยอมคลาย ดูเหมือนว่าเขาจะยังโกรธแค้นอดีตเด็กเลี้ยงไม่จางหาย มิน่าล่ะถึงไม่ยอมมีใครเลยตลอด 3 ปีที่ผ่านมา เพราะว่ายังลืมไม่ได้นี่เอง

"ถ้ามึงยังรักก็กลับไปง้อเถอะ"

"นั่นสิ ควรจะเคลียร์กันให้รู้เรื่องหรือเปล่า อะไรที่มันค้างคาในใจเมื่อ 3 ปีที่แล้ว มึงควรจะไปเคลียร์กับน้องให้เข้าใจนะ"

"เฮอะ...! เคลียร์อย่างนั้นเหรอ มีอะไรให้ต้องเคลียร์กันอีก ผู้หญิงแรดหนีตามผู้ชายไปแบบนั้น กูไม่แคร์หรอกเว้ย"

เขาสบถออกมาจากหัวเสียก่อนจะยกแก้วเหล้าขึ้นดื่มจนหมด บรรดาเพื่อนทั้งหลายที่นั่งอยู่ตรงนั้นเห็นก็ถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยใจ หมอวินท์ค่อนข้างเป็นคนหัวแข็ง ทั้งที่เขายังรักแต่ก็ไม่ยอมรับความรู้สึกของตัวเอง ไม่รู้ว่าระหว่างทั้งสองคนเกิดความเข้าใจผิดอะไรกันมากมาย ถึงได้แยกจากกันไปโดยที่ไม่เข้าใจกันแบบนี้

"มึงบอกไม่แคร์แต่การกระทำมึงไม่ใช่เลยนะ มึงยังรักเขาอยู่กูรู้"

"เสือก...! ผู้หญิงแบบนั้นใครจะรักลง"

"ไอ้..."

"พอเถอะอย่าทะเลาะกันเลย ถ้าเกิดวินท์ไม่ได้รักก็ไม่ต้องมาโกรธ กำมือแน่นขนาดนั้นใครมาเห็นเขาจะเข้าใจผิดเอาได้"

และเมื่อเพื่อนของเขาพูดแบบนั้นชายหนุ่มก็มีท่าทีสงบลง ท่องเอาไว้ว่าไม่ได้รักแล้วก็ไม่ได้แคร์ผู้หญิงคนนั้นแล้ว จะกินนอนอยู่กับผู้ชายคนไหนก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเขาอีก เพราะฉะนั้นต่างคนต่างอยู่

"ฉันไม่สนใจหรอก หึ"

"ให้มันจริงเถอะจ้า ให้มันจริงนะ"

พิมพ์เอ่ยประชดก่อนจะหันไปมองใบหน้าของภัทรซึ่งตอนนี้ยักไหล่ไม่ขอออกความเห็นใด ๆ เรื่องของเพื่อนก็ให้เขาจัดการปัญหาเอาเอง โดยเฉพาะเป็นเรื่องของความรัก คนนอกไม่มีสิทธิ์ที่จะไปก้าวก่ายอยู่แล้ว

ติ้ง~

เสียงข้อความของโทรศัพท์ของเขาดังขึ้น วินท์ละความสนใจตรงหน้า หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดดูหน้าจอก่อนจะชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นข้อความจากคุณพ่อส่งมา

แชท ...

พ่อ : พ่อจะไปดูงานต่างประเทศสักสองอาทิตย์นะ ไปกับเลขา แล้วก็หัวหน้าแผนกอีกหลายคน แต่ว่าที่โรงพยาบาลจะมีเด็กฝึกงานเข้ามาฝึกในตำแหน่งผู้ช่วยเลขาของพ่อ แต่ว่าเลขาของพ่อไม่อยู่ ยังไงฝากแกดูแลเด็กฝึกงานให้พ่อก่อนก็แล้วกัน ให้ฝึกงานกับเลขาของแกนั่นแหละ

หมอวินท์ : ก็ไปบอกเลขาผมโน่นสิ พ่อจะมาบอกผมทำไมล่ะ

พ่อ : ก็บอกแกไว้ก่อน เดี๋ยวเห็นหน้าแปลกใหม่มาจะไล่เด็กฝึกงานออกไปอีก เขามาฝึกงานเงินเดือนก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นปฏิบัติกับคนอื่นให้ดีหน่อย 3 ปีที่ผ่านมาแกเล่นเหวี่ยงไปหมด จนพนักงานไม่อยากจะเข้าหน้าแล้ว

หมอวินท์ : พ่อก็พูดเหมือนผมเป็นคนนิสัยไม่ดีอย่างนั้นแหละ ผมก็ใจดีกับทุกคนนี่

พ่อ : สาบานว่าแกใจดีกับทุกคน

หมอวินท์ : ประชดอ๋อ...

พ่อ : ไม่คุยกับแกแล้ว อ๋อ เดี๋ยวพ่อส่งประวัติของนักศึกษาฝึกงานไปให้นะ คนนี้เป็นเด็กที่เรียนเก่งมาก มีสิทธิ์ลุ้นเกียรตินิยมอันดับ 1 จากมหาวิทยาลัยดังระดับประเทศ รั้งตัวไว้ให้ได้นะเพราะว่าคนนี้พ่อจะรับให้มาเป็นเลขาของแกในอนาคต ความสามารถไม่ธรรมดาเลย อาจารย์ที่มหาลัยบอกว่าพูดได้หลายภาษา หน้าตาสวย สามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีทีเดียว ระหว่างนี้แกก็พิจารณาดูว่านักศึกษาฝึกงานคนนี้ทำงานได้ดีหรือเปล่า เข้าใจที่พูดใช่ไหมเนี่ย

หมอวินท์ : อือ ๆ ส่งมา เดี๋ยวผมดูเองแหละ

พ่อ : ส่งรูปภาพแล้ว

เขากดเข้าไปดูประวัติส่วนตัวของนักศึกษาฝึกงานคนนั้นก่อนจะชะงักไปเล็กน้อย ขยี้ตาของตัวเองอีกครั้งเพราะคิดว่าอาจจะตาฝาดไป จึงรีบจ้องดูอีกรอบก่อนจะซูมเข้าไปดูประวัติส่วนตัว แล้วก็เลื่อนไปยังภาพถ่ายใบเล็กที่ติดอยู่ในใบสมัคร

"ลิษา...!"

บทก่อนหน้า
บทถัดไป