บทที่ 2 อวดดี
ตอนที่2 อวดดี
คิมทัน
“เด็กใหม่เหรอ” ผมถามไอ้ธามขึ้นหลังจากเห็นเด็กในร้านมันคนหนึ่งกำลังเดินเสิร์ฟอยู่ไม่ไกล และเป็นคนที่ดึงดูดสายตาและความสนใจของผมได้อย่างง่ายดายจนต้องเป็นฝ่ายถามขึ้นเองแบบนี้
“เออ อยากได้?” ไอ้ธามตอมพร้อมหรี่ตาถามผมออกมาอย่างจับผิดหรือรู้ทันก็ไม่รู้
“หึ!” ผมไม่ตอบ แต่แค่นหัวเราะออกมาอย่างรู้กันในความหมายทุกอย่าง
“ที่มีอยู่ยังไม่พอ?” แล้วมันก็เลิกคิ้วถามผมอีกครั้งอย่างประชดประชันทั้งที่รู้ดีว่าที่มีอยู่คืออะไร
“.....” ผมไม่ตอบเพราะสิ่งที่มีอยู่ไม่ได้มีความหมายอะไรสักอย่าง พร้อมกับหันกลับไปมองยังร่างบางที่เป็นเป้าสายตาของผมตอนนี้อย่างละสายตาไม่ได้
และในเมื่อเจ้าของร้านมันรู้แล้วก็ไม่มีเหตุผลอะไรต้องพูดอะไรมาก อีกอย่างเวลากินข้าวมึงยังต้องหากับข้าวหลายๆ อย่างแล้วเปลี่ยนเมนูไปเรื่อยๆ เลย แล้วจะแปลกตรงไหนถ้าผมจะไม่กินอาหารจานเดิมซ้ำๆ ให้เอียนและรู้สึกเบื่อหน่าย ยิ่งอาหารจานนั้นไม่ใช่พันธะผูกมัดอะไรด้วย
“เด็กมันน่าสงสาร” แล้วอยู่ๆ ไอ้ธามก็พูดขึ้นหลังจากผมเงียบไป นั่นทำให้ผมหันไปมองมันอีกครั้งด้วยความสงสัยหลังจากได้ยินสิ่งที่มันพูด
“ก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ” ผมย้อนกลับไปอย่างไม่ใช่เรื่องเสียหายสักนิด เพราะยิ่งน่าสงสาร ก็ยิ่งน่าช่วยเหลือไม่ใช่เหรอ ยิ่งมีเรื่องเดือดร้อนก็ยิ่งต้องมีคนคอยยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือสิ
“พึ่งเข้ามาทำงานได้อาทิตย์หนึ่ง...” แล้วไอ้ธามมันก็เล่าเรื่องของเด็กคนนั้นให้ผมฟังถึงเรื่องของเด็กใหม่ของมันคร่าวๆ แต่ยิ่งได้ฟังเรื่องที่มันเล่าแค่คร่าวๆ ยังขนาดนี้ แล้วถ้าได้ฟังอย่างละเอียดล่ะ
“จัดการให้กูหน่อย” ผมได้ยินแบบนั้นก็ไม่ได้สนใจอะไรนอกจากคิดว่ามันน่าจะง่ายกว่าเดิมด้วยซ้ำ บอกมันออกไปสั้นๆ ตามความต้องการของผมอย่างไม่ให้เสียเวลา และมันก็รู้ว่าสิ่งที่ผมพูดหมายถึงอะไร
“เอาจริงดิ” มันถามขึ้นอีกครั้งอย่างกับผมต้องลังเลทั้งที่ปกติไม่เคยสนใจขนาดนี้
“ไม่ดี?” ผมเลิกคิ้วถามมันออกไปอีกครั้งอย่างแปลกใจว่ามันไม่ดีตรงไหน ก็บอกแล้วว่ายิ่งลำบากก็ยิ่งต้องช่วยเหลือไม่ใช่เหรอ ใครจะให้ผู้หญิงตัวเล็กๆ ดิ้นรนคนเดียวได้ลงคอล่ะ
“เออๆ” แล้วไอ้ธามก็ตอบรับออกมาเหมือนเบื่อหน่าย หันไปเรียกเด็กในร้านที่อยู่ใกล้ๆ มาบอกบางอย่างออกไป ก่อนเด็กนั่นจะเดินออกไป
ผม คิมทัน ตอนนี้อายุ 28 ปี ถ้าถามว่าผมเป็นคนยังไง ผมเองก็บอกไม่ได้เหมือนกัน แล้วแต่พวกคุณจะตัดสินแล้วกัน ตอนนี้ผมก็ดูแลธุรกิจของครอบครัวผมแทนพ่อที่จากไปอยู่
ตอนนี้ครอบครัวผมมีผมกับแม่แค่สองคน เพราะว่าพ่อเสียชีวิตไปด้วยอุบัติเหตุเมื่อหลายปีก่อนตั้งแต่ผมยังเรียนไม่จบด้วยซ้ำ แต่หลังจากนั้นผมก็เข้าไปดูแลงานของพ่อแทนท่านอย่างเต็มตัว ทั้งในบริษัทของท่าน และบริษัทในเครือของท่านด้วย ซึ่งมันก็ไม่ง่ายสำหรับหลายๆ คนที่ไม่เชื่อมั่นในตัวผม แต่สุดท้าย ผมก็ผ่านจุดนั้นมาได้จนตอนนี้ขึ้นแท่นประธานเต็มตัว
“คุณ มีอะไรกับฉันเหรอคะ” เสียงหวานของผู้หญิงตรงหน้าถามผมขึ้นด้วยความแปลกใจจากเธอเดินมาหาผมที่ยืนรอเจอเธอหลังเลิกงาน
“มาเป็นผู้หญิงของฉัน แล้วฉันจะเลี้ยงดูเธออย่างดีทุกอย่าง” เมื่อเผชิญหน้ากับเธอผมก็ไม่รอช้าที่จะพูดสิ่งที่ต้องการออกมาอย่างตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม
และมันก็ทำให้ผู้หญิงตรงหน้าเบิกตากว้างอย่างตกใจหลังจากผมพูดสิ่งที่ต้องการออกไปตรงๆ อย่างไม่อ้อมค้อมให้เสียเวลา
“ประสาทหรือไง! คุณคิดว่าตัวเองเป็นใครมาพูดแบบนี้กับคนอื่น!” แต่แทนที่เธอจะดีใจและรีบคว้าข้อสเนอ แต่เธอกลับพูดต่อว่าผมออกมาอย่างไม่พอใจและเดือดดาลทันที
“ฉันรู้ว่าเธอลำบาก” ผมไม่ได้แสดงความไม่พอใจกลับไป ก่อนจะตอกย้ำความจริงของเธอขึ้นอย่างน่าจะเข้าใจว่าผมสามารถช่วยเธอได้ถ้าเธอตอบรับข้อเสนอนี้
แต่ในเมื่อลำบากขนาดนี้แล้วจะลีลาทำไมให้เสียเวลา เราต่างก็ได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย
“ใช่ ฉันลำบาก! แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าฉันจะต้องรับข้อเสนอทุเรศๆ ของคุณ!” แต่คนตรงหน้ากลับยังแย้งออกมาด้วยคำรุนแรงกว่าเดิมอย่างอวดดีจนทำให้ผมยกยิ้มเย้ยหยันหมุมปาก
“อวดดี” ผมว่าออกไปตรงๆ อย่างหมั่นไส้และเหยียดหยามไม่น้อย เรียกได้ว่าเธอเป็นผู้หญิงคนแรกที่กล้าพูดกับผมออกมาต่อหน้าแบบนี้ทั้งที่ตัวเองลำบากมากจนทำอะไรแทบไม่ได้แล้ว
ถึงแม้ว่าผมไม่เคยบังคับใคร ถ้าใครเต็มใจก็ตกลงข้อเสนอกัน แต่ถ้าใครไม่ต้องการก็แล้วแต่ เพียงแต่ผมไม่คิดว่าผู้หญิงคนนี้จะอวดดีเกินไปแบบนี้
“ฉันจะเป็นยังไงไม่ต้องยุ่งกับฉัน ไปดูตัวเองให้ดีก่อนเถอะ!” แต่เธอกลับไม่รู้สึกผิดหรือเสียดายอะไรกับข้อเสนอของผม พุดขึ้นอย่างเด็ดขาดก่อนจะเดินออกไปทันที
ผมได้แต่มองตามหลังเธอไปนิ่งๆ อย่างไม่คิดรั้งหรือห้ามสักนิด เพราะมันไม่จำเป็นต้องเสียเวลาทำอะไรแบบนั้น
เพียงแต่...
“แล้วฉันจะคอยดู”
