บทที่ 10 บทที่10
ระยะหลังมานี้หนิงเทียนค่อนข้างที่จะป่วยบ่อย ร่างกายก็พลันซูบผอมลงไปด้วย ทานข้าวไม่ค่อยได้ พักผ่อนก็น้อย ทำให้ใบหน้าของเด็กหนุ่มไม่ค่อยมีชีวิตชีวาเหมือนเมื่อก่อน
"หนิงเทียนหากไม่สบายเธอก็น่าจะไปตรวจร่างกายบ้างนะ พักนี้โทรมลงเยอะ"
เสียงที่พูดขึ้นเป็นเสียงของหลิงเฟิง ด้วยความที่ทั้งคู่ทำงานด้วยกันบ่อย ความห่วงใยน้องก็ต้องมีมากเป็นเรื่องธรรมดา ทว่า คนอย่างยู่หลงก็ไม่ได้คิดแบบนั้น
ยิ่งพักหลังมานี้เขาสังเกตเห็นว่าหลิงเฟิงชอบทำตัวเป็นห่วงเป็นใยหนิงเทียนจนออกนอกหน้า แต่ก็ไม่ได้คิดจะต่อว่าอะไรมากเพราะกลัวว่าหนิงเทียนจะได้ใจคิดว่าตัวเองหึงจนไม่รู้จักแยกแยะ
และวันนี้หนิงเทียนและหลิงเฟิงได้รับมอบหมายงานให้ออกมาตรวจเอกสารด้านนอก เป็นการมาดูหน้างานแทนท่านประธานไปด้วย อย่างที่บอกว่าหนิงเทียนเป็นผู้ช่วยของหลิงเฟิงจะไปไหนมาไหนด้วยกันมันก็เรื่องปกติ
แต่ที่มันจะไม่ปกติก็เรื่องภัยทางธรรมชาตินี่แหละ
ครึม!
เสียงฟ้าร้องดันสนั่นหวั่นไหว แถมยังมีฟ้าแลบมาเป็นช่วง ๆ ทำให้การทำงานของทั้งคู่มีอุปสรรคมาก
หลิงเฟิงพาหนิงเทียนเข้ามาหลบฝนที่อาคารพักชั่วคราว จากนั้นก็เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
"หากมีอาการไม่สบายรีบบอกฉันนะ หากเธอเป็นอะไรขึ้นมา มีหวังคุณยู่เล่นงานฉันแน่"
"คุณเฟิงคิดว่าเขาเป็นห่วงผมด้วยเหรอครับ"
คำถามของหนิงเทียนทำเอาหลิงเฟิงถอนหายใจลงยาว ๆ ทำหน้าคล้ายคนอึดอัด แต่ตัวเองรู้นิสัยเจ้านายดี แม้ว่าท่านประธานจะเป็นคนเย็นชาปากร้ายไปหน่อย แต่ใช่ว่าจะเป็นคนไม่มีหัวใจเสียเมื่อไหร่
"หนิงเทียนเธออยู่กับท่านประธานมาก็นานพอสมควร หากเขาไม่รักเธอ ป่านนี้เขาไล่เธอออกไปอยู่ที่อื่นนานแล้ว"
สิ้นคำพูดของหลิงเฟิง คนที่ยืนหนาวสั่นเพราะโดนฝนก็ทำหน้าสลดลงเล็กน้อย คำว่ารักของท่านประธานทำไมเขาเองถึงสัมผัสมันไม่ได้สักครั้ง
"รักหรือครับ แต่ทำไมผมไม่รับรู้เลยว่าความรักของเขามันอยู่ในรูปแบบไหนกันแน่"
"เอาน่ะ อย่าไปคิดมากคุณยู่ถูกเลี้ยงมาเพื่อให้เข้มแข็งเขาก็เลยเป็นคนด้านชาแบบนี้แหละ"
"ถ้าเป็นคนด้านชาจริง ทำไมกับคุณซูฉีเขากลับอ่อนโยนกว่าผมละ วันก่อนเขายังบอกว่าคุณซูฉีจะขอมาที่บ้านอยู่เลย"
น้ำเสียงของหนุ่มน้อยสั่นเครือด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ เมื่อเล่าให้หลิงเฟิงฟังเรื่องที่เขาเองได้รู้มา
ส่วนหลิงเฟิงเขาก็ไม่รู้ว่าจะตอบแบบไหน เพราะเรื่องของเจ้านายพูดมากก็กลัวจะไม่เป็นผลดี
ความเงียบเริ่มก่อตัวกันขึ้น เมื่อหลิงเฟิงเลือกที่จะไม่พูดเรื่องลูกรัฐมนตรี แต่สีหน้าของหนิงเทียนน่ะสิ มันหมองเศร้าเคล้าคลอไปด้วยน้ำตา
"เอ่อ..นี่ฝนจะหยุดแล้วนี่ ฉันว่าเราออกไปข้างนอกกันเถอะ นี่ก็เกือบจะค่ำแล้ว กว่าจะเข้าเมืองก็คงมืดแน่ ๆ "
เป็นประโยคที่ตัดบทของหลิงเฟิง เพราะเขาไม่อยากพูดเรื่องของเจ้านาย ไม่ใช่ว่าไม่รู้แต่ที่ไม่พูดเพราะว่าทุกอย่างมันคือผลประโยชน์ทั้งนั้น
กว่าหน้างานจะแล้วเสร็จ กว่าจะได้เซ็นเอกสารก็ปาเข้าไปเกือบหกโมงเย็นของวันนั้น ประจวบกับฝนก็เริ่มซาลงด้วยเช่นกัน
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยหลิงเฟิงก็พาหนิงเทียนกลับเข้ามาในเมือง
อย่างว่าแหละ ช่วงนี้รถค่อนข้างติดเพราะเป็นช่วงเลิกกิจการเลิกงานของพนักงานเมืองใหญ่ การจราจรก็คงติดขัดไปบ้าง แต่คนที่นั่งในรถตอนนี้ดูคล้ายจะมีความกังวล
หนิงเทียนเริ่มกระสับกระส่าย ใบหน้าหวานเริ่มแสดงออกทางสีหน้าได้ชัด จนคนขับอย่างหลิงเฟิงหันมามองหน้าพร้อมประโยคคำถาม
"เป็นอะไรเนี่ย"
ก็ไม่กล้าบอกหลิงเฟิงว่าตัวเองถูกท่านประธานกำชับไว้เรื่องการมาสองต่อสอง ยู่หลงสั่งไว้ว่าห้ามเข้าบ้านเกินหนึ่งทุ่ม แต่นี่หนึ่งทุ่มแล้วยังไม่ถึงอีก
"ป่านนี้คุณยู่ไม่หมายหัวผมแล้วเหรอ"
"จะหมายหัวทำไมละ ก็เธอมากับฉันเราถูกสั่งให้ออกมาทำงานข้างนอกนี่"
"มันก็จริงครับ แต่คุณยู่บอกว่าเดินทางไปกลับไม่น่าจะใช้เวลานาน อีกอย่างเขาบอกให้ผมเข้าบ้านก่อนหนึ่งทุ่มด้วยซ้ำ"
ได้ยินประโยคบอกเล่าของหนิงเทียนแล้ว หลิงเฟิงเองก็พลอยรู้สึกหวั่นไปด้วย แต่จะให้ทำอย่างไรได้เพราะวันนี้เกิดฝนตกหนักฟ้าร้องดังสนั่นแบบนั้น คงไม่มีใครเขาผ่าฝนออกไปทำงานหรอก
"คุณยู่คงเข้าใจแหละว่าวันนี้ฝนตก เธอก็อย่าพึ่งตีโพยตีพายไปก่อนสิ"
ก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะตอนนี้เวลาก็เกือบสองทุ่มแล้ว กว่าจะถึงเพนท์เฮ้าส์ก็น่าจะสองทุ่มครึ่งดีไม่ดีสามทุ่มก็ได้
และตามที่คิดไว้ หลิงเฟิงพาหนิงเทียนมาถึงที่พักก็เกือบสองทุ่มครึ่ง แต่พอมาถึงหนิงเทียนก็ดูรีบร้อนวิ่งขึ้นลิฟต์ไปยังขั้นบนสุด ส่วนหลิงเฟิงเขามัวแต่เก็บเอกสารในรถอย่างใจเย็น
ติ่ง
ประตูลิฟต์เปิดออกกว้าง หนิงเทียนก็รีบวิ่งไปที่ประตูห้อง เมื่อเปิดประตูแทรกร่างเข้ามาเท่านั้น สิ่งที่เห็นตรงหน้าทำเอาหนิงเทียนชะงัก
"ฮ่า ฮ่า....ทานเยอะ ๆ นะครับ"
ผู้ชายที่กำลังพะเน้าพะนอเอาใจสาวสวยก็คือสามีตัวเอง แต่ผู้หญิงคนนั้นก็น่าจะเป็นคนที่เขาเคยพูดถึง
"กลับมาแล้วเหรอ..." น้ำเสียงเย็นชาเอ่ยถาม
"คนนี้ใช่ไหมคะ ที่บอกว่าเป็นผู้ช่วยของหลิงเฟิง ที่คุณให้อาศัยอยู่ด้วย!"
"ครับ"
คำว่าอาศัย! มันทำเอาหัวใจดวงน้อยของหนิงเทียนแทบแตกสลาย ตัวเองถูกสั่งให้ออกไปทำงานข้างนอกแข่งกับฟ้ากับฝน แถมยังรีบกลับมาเพราะกลัวว่าเขาจะดุด่า แต่ที่ไหนได้เขากลับนั่งทานข้าวสบายใจกับผู้หญิงคนอื่น
"นี่คุณซูฉี เธอว่างวันนี้ก็เลยขอมาทานข้าวด้วย ฉันก็เลยให้ลุงฉางเตรียมอาหารไว้ หากเธอกลับมาแล้วอยากไปทำอะไรก็ไปทำเถอะ"
น้ำเสียงที่สั่งออกมาคล้ายจะใจดี แต่หนิงเทียนกลับไม่รู้สึกดีใจสักนิด เพราะในความหมายของหนิงเทียน เขากำลังกลายเป็นก้างชิ้นใหญ่ของท่านประธานต่างหาก
แทนที่เขาจะถามเรื่องงาน หากเขาเอ่ยถามว่าฝนตกหนักเป็นยังไงบ้างตากฝนไม่สบายหรือเปล่า ดูเป็นห่วงเป็นใยสักนิดก็คงดีกว่านี้ แต่เขากลับไล่ทางอ้อม นี่หรือคนที่หลิงเฟิงบอกว่ารัก ความรักแบบนี้ไม่มีน่าจะดีเสียกว่า
ก็ต้องเดินคอตกกลับเข้ามาที่ห้อง พร้อมกับความอดกลั้นน้ำตาเอาไว้ เมื่อเข้ามาในห้องเท่านั้นหนิงเทียนถึงขั้นทรุดตัวลงร้องไห้เจ็บปวดกับภาพตรงหน้า
"แทนที่คุณจะเป็นห่วงเป็นใยผม แต่ดูคุณทำสิยิ้มร่าหัวเราะชอบใจกับผู้หญิงอื่น มิน่าล่ะถึงอยากให้ผมออกไปทำงานข้างนอก"
บ่นพึมพำอยู่กับตัวเอง พลางคิดไปว่าหากมาช้ากว่านี้ก็คงจะดีไม่ต้องมาเห็นภาพบาดตาแบบนี้ ก็หลงคิดไปว่าเขาจะเป็นห่วงไม่อยากให้กลับบ้านดึก แต่ที่ไหนได้เขาอยากให้มาทันเวลาที่ซูฉีอยู่ที่นี่ เขาคงอยากเปิดตัวเต็มที่แล้วละ
