บทที่ 3 บทที่ 3

            จันทร์ดาราจึงหุบปากฉับ และเม้มปากแน่นเมื่อเรียวปากร้อนผ่าวแตะทาบเบาๆ แล้วจู่ๆ เขาก็หยุดชะงักเสียดื้อๆ ไม่บดคลึงและไม่ถอยห่าง ไม่พูดไม่จา นิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหว แล้วจันทร์ดาราก็เป็นฝ่ายทนไม่ได้ กลีบปากนุ่มขยับเพียงเล็กน้อย ตั้งใจจะบอกให้สุริยะถอยห่าง แต่เธอก็เสียทีจนได้ เมื่อคนเจ้าเล่ห์รอเวลานี้อยู่พอดี เพราะทันทีที่กลีบปากนุ่มเผยอแย้มเรียวปากหนาก็บดคลึงและสอดเรียวลิ้นทักทายลิ้นนุ่ม ยั่วเย้าและหลอกล่อให้เรียวลิ้นนุ่มตามติดเข้ามาในโพรงปากร้อน

มือบางที่ยันอกกว้างเอาไว้ไต่ขึ้นไปโอบรอบลำคอหนาอย่างไม่รู้ตัว ตอนนี้จันทร์ดารากำลังรู้สึกว่าถูกราหูอมจันทร์เข้าจริงๆ ร่างกายของเธอร้อนวูบวาบแต่เส้นขนในกายลุกชันราวกับหนาวเหน็บ ความรู้สึกกำลังขัดแย้งกันอย่างรุนแรง และเผลอตัวเปล่งเสียงครางออกมาเบาๆ

“จูบแรกล่ะสินะ ขอโทษด้วยที่ผมเป็นคนได้มันไป แต่ขอชมหน่อยนึงว่าหวานชะมัด”

สุริยะบอก เมื่อถอนริมฝีปากออกอย่างเสียดาย

จันทร์ดาราเริ่มรู้สึกตัว และผลักร่างหนาออกเต็มแรง มือบางยกหลังมือขึ้นเช็ดริมฝีปากของตัวเองแรงๆ ก่อนกระโดดไปตามก้อนหินและนั่งยองๆ ริมธารน้ำตก วักน้ำขึ้นล้างปากหลายๆ ครั้งด้วยท่าทีรังเกียจสัมผัสจากเขา

“โอ๊ย...ไม่ทันแล้วมั้ง รสจูบของผมมันคงฝังลึกเข้าไปในหัวใจของคุณแล้วล่ะ”

เสียงยั่วเย้าอย่างอารมณ์ดีดังไล่ตามมา

จันทร์ดาราจึงลุกขึ้น และก้าวฉับๆ เดินนำหน้าไปอีกทางอย่างฉุนเฉียว เธออยากบริภาษคนปากปีจอให้สาแก่ใจ แต่ก็กลัวจะถูกลงโทษด้วยการกระทำอันจาบจ้วงอีก หญิงสาวทำปากขมุบขมิบเจริญพรสุริยะไปตลอดเวลา และไม่คิดจะหันมามองว่านายราหูจะเดินตามมาหรือไม่

“นี่คุณ...แถวนี้ไม่มีควายให้คุณไล่หรอกนะ จะรีบเดินไปไหนกัน แล้วรู้เหรอว่าต้องเดินไปทางนั้น”

“ข้างหน้าฉันไม่มี แต่ข้างหลังฉันมี และฉันก็ไม่ได้เดินไล่ควายนะ แต่ฉันกำลังเดินหนีควายที่ไล่ตามมาต่างหาก”

“อ้าวๆ พูดอย่างนี้ก็สวยสิ” สุริยะสาวเท้าเร็วขึ้น ไล่ตามคนตัวบางไปติดๆ

“เชอะ สวยอยู่แล้วย่ะ ไม่จำเป็นต้องบอกหรอก ฉันส่องกระจกอยู่ทุกวัน”

สุริยะกระชากแขนบางจนจันทร์ดาราปลิวเข้ามาปะทะอกกว้าง

“คุณนี่นะ...มันน่าจะเอาผงซักฟอกมาล้างปากจริงๆ เสียดายหน้าตาก็สะสวย แต่ปากเสียชะมัด”

“แล้วนายมันต่างกับฉันตรงไหนกัน นายก็ปากปีจอไม่แพ้ฉันหรอกน่ะ”

“จะบอกอะไรให้ ผู้หญิงปากปลาร้าอย่างคุณ ไม่มีผู้ชายคนไหนอยากได้ไปทำเมียหรอก ผมทำนายได้เลย ว่าคุณต้องขึ้นคานแหงๆ”

“ฮึ ฉันเพิ่งจะอายุ 23 ยังห่างไกลจากคำนั้นอีกเยอะ แต่...อย่างนายนี่...คงใกล้จะ 40 แล้วถ้าให้ฉันเดา นายก็คงยังไม่มีเมียหรอกจริงมั้ย คำว่าขึ้นคานควรจะเก็บไว้ใช้กับตัวเองดีกว่าล่ะมั้ง นายราหู...”

จันทร์ดาราจีบปากจีบคอพูด แถมยังลอยหน้าลอยตาไปมาอย่างน่าจับมาตีก้นเสียให้เข็ด

“ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ ผมอายุ 34 ครับคุณผู้หญิง แล้วคำว่าขึ้นคาน เขาก็ใช้เฉพาะสาวแก่ไม่มีผัวเท่านั้น”

ระหว่างที่กำลังต่อล้อต่อเถียงกันอยู่นั้น สายตาของจันทร์ดาราก็มองเห็นโขลงช้างป่าที่เดินต่อแถวมากินน้ำ มีทั้งตัวใหญ่ ที่เธอคิดว่าคงจะเป็นตัวพ่อหรือตัวแม่ และตัวเล็กๆ ก็คงจะเป็นตัวลูกเดินตามกันมา

“นี่ๆ นายราหู ดูนั่นสิ”

สุริยะขมวดคิ้ว ก่อนจะหันไปมองตามนิ้วที่ตวัดขึ้นชี้ไปยังโขลงช้างป่า ผู้พันหนุ่มถึงกับคลายปมที่หัวคิ้ว เมื่อเห็นใบหน้ายิ้มแย้มอย่างตื่นเต้นของจันทร์ดารา หญิงสาวแทบกระโดดเหมือนเด็กที่พ่อแม่พามาเที่ยวสวนสัตว์ และแทบถลาเข้าไปหา ถ้าไม่ติดว่าอยู่คนละฟากฝั่งธารน้ำ

“สาวเมืองกรุงไม่เคยเห็นช้าง ก็เป็นอย่างนี้ล่ะน๊า”

“ฉันเคยเห็นแต่ในสวนสัตว์ แต่ไม่เคยเห็นเป็นโขลงแบบนี้ นายราหู...ช้างป่านี่มันดุร้ายใช่มั้ย แล้ว...มันจะข้ามฝั่งมาเหยียบเรามั้ย”

จันทร์ดาราถาม โดยที่ไม่ได้ละสายตาไปจากภาพของธรรมชาติอันงดงามเบื้องหน้าเลย

“หึ หึ ช้างมันก็กลัวตายเหมือนกันนะคุณ น้ำเชี่ยวขนาดนี้ มันคงไม่ลงไปหรอก แต่...ถ้าคุณยังยืนดูมันอยู่ตรงนี้ แล้วมันมองเห็นคุณ ก็ไม่แน่หรอกนะ มันอาจจะอยากข้ามมาหาคุณก็ได้”

สุริยะแสร้งขู่ให้จันทร์ดารากลัว ก่อนเดินนำหญิงสาวออกไปก่อน

“นี่ๆ รอฉันด้วยสิ นายราหู”

จันทร์ดารารีบวิ่งตามร่างสูงไปทันที สงครามฝีปากสงบลงไปชั่วขณะ ต่างคนก็ลืมๆ ไปว่าได้ต่อล้อต่อเถียงอะไรกันบ้าง

ทั้งคู่เดินลัดเลาะไปเรื่อยๆ จนกระทั่งได้ยินเสียงน้ำตกดังสนั่น สุริยะจึงมองหาหนทางใหม่ เขามองเห็นกองหินสลับซับซ้อนเป็นขั้นๆ ไล่ลงไปเบื้องล่างอ้อมไปทางที่สายน้ำตกลงไป เขาจึงหันไปคว้ามือบางและพาไต่ก้อนหินลงไปช้าๆ บางก้อนมีตะไคร่น้ำเกาะอยู่เต็มจนลื่นไปหมด ผู้พันหนุ่มก็ใช้วิธียกร่างบางส่งข้ามไปอีกก้อน ใช้กำลังและความชำนาญในการเดินป่ามาช่วยเต็มที่

บทก่อนหน้า
บทถัดไป