บทที่ 4 บทที่ 4

ปลายเท้าในรองเท้าคอมแบ็ตก้าวไปข้างหน้าและหยุดชะงักพร้อมกับยกร่างบางข้ามเป็นระยะๆ โดยไม่บ่น และจันทร์ดาราก็ไม่พูดมากเช่นเดียวกัน กว่าสุริยะจะพาจันทร์ดาราไต่ลงมาถึงข้างล่างได้ก็กินเวลาไปเกือบชั่วโมง

           สุริยะเงยหน้าขึ้นมองดวงอาทิตย์ และเห็นว่าดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลงไปมาก บ่งบอกให้รู้ว่าอีกไม่กี่ชั่วโมงผืนป่าแห่งนี้ก็จะมืดครึ้ม และมีแสงนวลลออจากดวงจันทราเข้ามาแทนที่

           “เราคงต้องหาที่พักแล้วล่ะ มันใกล้จะมืดแล้ว”

           “นายว่ายังไง ฉันก็ว่าตามนั้น”

           สุริยะหันมามองร่างบางที่สูงแค่ไหล่ของเขา และอดแปลกใจไม่ได้ที่ได้ยินน้ำเสียงอ่อนๆ นั้น หญิงสาวตรงหน้าเขาคนนี้คงเริ่มเหนื่อยและกำลังหิว ถึงไม่มีแรงต่อล้อต่อเถียงกับเขาอีก แต่เวลาที่เธอทำตัวสงบๆ แบบนี้ก็น่ารักดีเหมือนกัน

           “มองอะไร หน้าฉันมีอะไรติดรึไง”

จันทร์ดารายกมือป้ายหน้าป้ายตาของตนเอง เพื่อปัดสิ่งที่คิดว่าจะมีติดอยู่บนใบหน้าของเธอ

           “หน้าคุณน่ะไม่มีอะไรติดหรอก แต่ผมมองคุณ เพราะไม่เคยเห็นคุณเงียบแบบนี้ไง คงจะหิวแล้วสิท่า”

           “จ๊อก” เสียงท้องของจันทร์ดาราร้องประจานเจ้าของขึ้นทันควัน และสุริยะก็หัวเราะลั่น จนหญิงสาวบิดตัวไปมาอย่างเขินอายหน้างอลงนิดๆ

           “ทนอีกนิดนะ ผมมีปลากระป๋อง แต่ไม่มีข้าว ก่อนอื่นเราคงต้องหาที่พักก่อนจะกิน”

พูดจบ ผู้พันหนุ่มก็เหลียวมองไปรอบๆ และสายตาก็ไปหยุดที่ม่านน้ำตกขนาดใหญ่ สุริยะเห็นสิ่งมีชีวิตบางอย่างค่อยๆ เลื้อยออกมาจากหลังม่านน้ำตก และมันก็ค่อยๆ เลื้อยออกไปทางด้านซ้าย สายตาคมกริบมองเส้นทางที่เจ้างูเหลือมตัวนั้นเลื้อยออกมา ก่อนที่มันจะเลื้อยหายไป

           “ผมรู้แล้วว่าคืนนี้เราจะนอนที่ไหน”

           พันตรีสุริยะเดินนำจันทร์ดาราผ่านชั้นน้ำตกเล็ก สายน้ำบริเวณนี้ไม่แรงเท่าน้ำที่ไหลลงมาจากน้ำตกใหญ่ แต่ก็ยังต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมากเช่นกัน เพราะหินที่เหยียบใต้น้ำนั้นมีตะไคร่จับหนา ร่างสูงจับมือบางเอาไว้มั่นและค่อยๆ เดินผ่านไปทีละก้าวช้าๆ จนในที่สุดก็ผ่านไปได้อย่างปลอดภัย

           สุริยะพาร่างเล็กเดินไปถึงม่านน้ำตก เขาชั่งใจอยู่ชั่วครู่เพราะกระแสน้ำค่อนข้างแรงและทางเดินที่พาเขาและเธอเดินไปนั้นมันทั้งแคบและลื่น

           “คุณเห็นช่องระหว่างน้ำตกและก้อนหินนั่นมั้ย”

ชายหนุ่มถาม พร้อมกับชี้ไปที่หลังม่านน้ำตก

           “เห็น เอ๊ะ! นั่นมัน...”

           “ถ้ำ...คืนนี้เราจะต้องเข้าไปนอนในนั้น มันเป็นที่ที่ปลอดภัยมากที่สุด เพราะถ้าพวกนั้นยังตามมา มันคงไม่คิดว่าเราจะเข้าไปนอนในนั้น”

           “มันไม่คิด เพราะในนั้นมันอันตรายยังไงล่ะ แล้วนายจะเข้าไปนอนทำไม” จันทร์ดาราสงสัย

           “คุณรู้ได้ยังไงว่ามันอันตราย คุณคิดว่าจะมีตัวอะไรอยู่ในนั้นรึไง” สุริยะไม่บอกหญิงสาวว่าเขาเพิ่งเห็นงูเหลือมเลื้อยออกมาจากในนั้น เพราะถ้าเธอรู้ เธอก็คงกรี๊ดๆๆ จนป่าแตกก็เป็นได้ “คุณดูสิ ว่าทางเข้ามันลำบากและอันตรายแค่ไหน แล้วจะมีตัวอะไรเข้าไปอยู่ในนั้นได้” ชายหนุ่มให้ความเห็นเพื่อคลายความกังวลแก่หญิงสาว

           “รู้ว่ามันลำบากและอันตราย แล้วนายจะพาฉันเข้าไปได้ยังไง”

           “ถ้าคุณอยู่เฉยๆ ไม่เอะอะโวยวาย ไม่ถามมากแบบนี้ ผมพาคุณเข้าไปได้แน่ๆ”

           จันทร์ดาราจำต้องหุบปากฉับ ไม่ถามอะไรอีก แต่ยังหวั่นใจระคนสงสัยว่านายราหูจะพาเธอเข้าไปในนั้นได้ยังไง

           สุริยะเปิดกระเป๋าเป้ทหารที่สะพายมาตลอด และหยิบเชือกเส้นใหญ่ออกมา ก่อนจะผูกเป็นบ่วงและเงยหน้ามองหาหลัก ชะง่อนหินเล็กๆ ที่ยื่นออกมานั้นเป็นหลักให้สุริยะเหวี่ยงบ่วงขึ้นไปหาอย่างแม่นยำในคราเดียว เขาทดสอบความแข็งแรงของชง่อนเล็กๆ นั่นจนรู้ว่ามันแข็งแรงพอจะรับน้ำหนักตัวของคนทั้งคู่ไหว ก็ใช้ปลายเชือกอีกข้างผูกลำตัวของทั้งคู่เอาไว้

           “นี่...ทำไมต้องผูกเชือกให้ตัวติดกันด้วยล่ะ นายอย่าบอกนะว่าจะใช้เชือกเส้นนี้โหนเข้าไปในถ้ำนั้นน่ะ”

           “ผมบอกให้คุณเงียบไงล่ะ ทำตามที่ผมบอกทุกอย่างก็พอ” เขาสั่งเสียงดุ ดวงตามีแววไม่พอใจ

           “แต่...ฉันกลัวนี่” เสียงหวานนั้นสั่น จนสุริยะอดสงสารไม่ได้

           “ถ้าตกลงไปก็คงไม่ตายหรอก แต่ที่ผมต้องผูกคุณไว้แบบนี้ เพราะผมขี้เกียจลงไปช่วยคุณ”

           เอวบางถูกมัดติดกับเอวหนาแน่นจนไม่มีอะไรลอดผ่านไปได้

           “กอดคอผมไว้แน่นๆ ถ้ากลัวก็ซุกหน้ากับอกของผม”

           แล้วโดยที่จันทร์ดารายังไม่ทันตั้งตัว สุริยะก็เหวี่ยงตัวเข้าไปใต้สายน้ำ แล้วใช้เท้าเหยียบบนพื้นหินหน้าปากถ้ำ รองเท้าคอมแบ็ตไถลเล็กน้อย แต่ชายหนุ่มก็ยังทรงตัวได้อย่างปลอดภัย

           จันทร์ดาราถอนใจยาวอย่างโล่งอก และอดทึ่งในความสามารถของผู้พันหนุ่มไม่ได้ นี่คงเป็นสาเหตุที่ทำให้บิดาเลือกเขาให้มาช่วยเธอ เพราะฝีมือและความเก่งกาจของเขานี่เอง

           สุริยะเห็นร่างบางที่เงยหน้าขึ้นมองเขานิ่งๆ ไม่โวยวายหรือร้องแลกแหกกะเชออะไรเลย ทั้งที่เขาก็ยังไม่ได้แกะเชือกที่ผูกเอวออก ริมฝีปากหนากระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มก่อนฉกวูบลงจุมพิตแผ่วเบาที่เรียวปากนุ่ม นั่นล่ะที่ทำให้จันทร์ดาราได้สติ

           “ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ คนฉวยโอกาส”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป