บทที่ 5 ลุคส์ใหม่ ไฉไลกว่าเดิม
“แล้วพามานี่ทำไม แว่นฉันแค่ตกอยู่บนพื้นที่คอนโด ยังใช้การได้ไม่ต้องตัดใหม่”
ปุณยวีร์ทักท้วงขึ้นมาอีกครั้งเมื่อถูกเหมือนพิมพ์ลากเข้าไปในร้านแว่นตา
“ใครบอกว่าฉันจะพาแกมาตัดแว่นใหม่ เอาเถอะรีบตามมาอย่ามัวพูดมากอยู่เลย ที่นี่ที่สุดท้ายแล้วจะได้ไปกินข้าวเย็นกัน”
เหมือนพิมพ์ตอบกลับขณะก้าวฉับๆ ตรงเข้าไปหาพนักงานในร้าน “เอาคอนแทคเลนส์รายเดือนเบอร์สามหกคู่ ขอเป็นแบรนด์ X นะคะ แล้วก็ตลับแช่เลนส์และน้ำยาล้างเลนส์ด้วย”
พอพ่นออเดอร์เป็นชุดจบแล้วเจ้าหล่อนก็หันมาถามว่า “สายตาแกสั้นสามร้อยใช่ไหมฉันว่าฉันจำไม่ผิด น่าจะยังอยู่แค่นี้นะเพราะเพิ่งตัดแว่นใหม่ไปเมื่อไม่กี่เดือนนี้เอง คอนแทคเลนส์แบรนด์นี้รุ่นน้องที่ทำงานฉันใช้ประจำ เขาบอกว่าดี เอ้าเอาไปใส่ดู อ๊ะ ต้องล้างมือก่อนนะแก น้องคะที่ล้างมืออยู่ตรงไหน” พูดเองเออเองจบเหมือนพิมพ์ก็หันไปหาพนักงานที่เป็นคนหยิบสินค้าที่เจ้าหล่อนสั่งออกมาวางไว้บนเคาน์เตอร์
“ด้านนี้ค่ะ เชิญค่ะ” พนักงานคนดังกล่าวบอกพลางเดินนำไป
“เฮ้ย! พิมพ์ ฉันไม่ใส่คอนแทคเลนส์นะ มันไม่ชิน” ปุณยวีร์ยังไม่ยอมทำตามง่ายๆ เหมือนเช่นทุกครั้ง
“งั้นแกยิ่งต้องใส่มันจะได้ชิน ไหนบอกอยากเห็นหน้าตัวเองชัดๆ ไม่ใช่เหรอ แล้วแกจะมัวดื้อแพ่งไปทำไม ลองใส่ไปก่อนเถอะน่าพอถึงห้องแล้วแกจะถอดมันออกใส่แว่นเป็นยายป้าเฉิ่มเบ๊อะเหมือนเดิมฉันก็ไม่ว่า”
ฮึ่ม! ไม่บังคับแต่มีแดกดันนะนังเพื่อนบ้า ปุณยวีร์เข่นเขี้ยวในใจ หากสุดท้ายก็ต้องทำตามที่เหมือนพิมพ์บอกอีกครั้ง เพราะทนมองเห็นอะไรแบบเลือนรางไม่ชัดต่อไปไม่ได้แล้ว มันทำให้เธอเวียนหัวจนแทบจะอาเจียนออกมาเลยทีเดียว
“เป็นไงชัดแจ๋วพอกันกับแว่นเลยใช่ไหมล่ะ แต่ดีกว่ากันเห็นๆ ไม่เกะกะ จะพรวดพราดลุกนั่งยังไงก็ไม่มีหลุดง่ายๆ”
ปุณยวีร์ไม่ตอบแต่เสมองกระจกแบบเต็มตัวที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ แทน
“ทีนี้เห็นแล้วหรือยังว่าแกไม่ใช่ตุ๊กตาบาร์บี้ ผู้หญิงตาโตๆ แบบแกต้องเปรียบกับตุ๊กตาบลายธ์ถึงจะถูก ตาออกจะโตสวยแต่ดันปล่อยให้เลนส์แว่นตาบดบังอยู่ได้ตั้งนาน” เหมือนพิมพ์บอกทำนองชื่นชมขณะที่ปุณยวีร์ยืนทำหน้างงมองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกอย่างไม่ชินสายตา
“มัน… แปลกๆ ว่ะแก” คนที่ยังไม่ชินกับรูปลักษณ์ใหม่ของตัวเองบอกเสียงไม่มั่นใจ
“แปลกตรงไหน น่ารักจะตายสิไม่ว่า ดีกว่าลุคฆาตกรโรคจิตเมื่อตอนบ่ายเป็นร้อยเท่า”
“นังพิมพ์!”
“ก็ฉันพูดเรื่องจริง เอาน่า ที่ฉันพูดฉันทำทุกอย่างก็เพื่อแกนะ” เหมือนพิมพ์ประนีประนอม “สำหรับลุคส์นี้ฉันรับรองว่าถึงแกไม่ก้าวเท้าออกไปคว้าผู้ชายดีๆ มาไว้ในครอบครอง ก็จะมีผู้ชายดีๆ ตบเท้าเข้ามาหาแกเอง”
“ฉันจะไปทำงานเก็บเงินเท่านั้นย่ะ ไม่ได้ไปแรดหาผู้ชาย”
เหมือนพิมพ์ยักไหล่ “ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไร แค่เปรยให้ฟังเท่านั้น แกจะทำงานเก็บเงินไม่สนใจใครมันก็สิทธิ์ของแก อยากจะเป็นผู้หญิงหนึ่งในเจ็ดสิบสองส่วนที่ต้องแห้งเหี่ยวอยู่บนคานตามที่พี่เป้ดูถูกนักก็ตามใจ และในเมื่อแกตัดสินใจจะไปทำงานที่นั่น แกก็ต้องยอมรับให้ได้ด้วยนะว่าเราคงต้องห่างกัน เพราะฉันคงถ่อสังขารไปหาทุกครั้งที่แกบัญชาไม่ได้ มันไกลรู้ใช่ไหม ถึงตอนนั้นก็ห้ามบ่นเด็ดขาดว่าเหงาแล้วก็พาลว่าถูกเพื่อนทิ้ง หาเรื่องลาออกจากงานจนแม่มีช่องบังคับให้กลับบ้านแล้วก็จับคลุมถุงชนอีก” เพื่อนรัก(เพื่อนร้าย)วางระเบิดส่งท้าย
เมื่อรอแล้วรอเล่ากระทั่งถึงเดดไลน์สิ้นเดือนตามที่ผู้เป็นแม่กำหนดไว้ก็ยังไม่มีบริษัทอื่นใดเรียกตัว ปุณยวีร์จึงต้องตัดสินใจไปทำงานที่ HANO บริษัทเพียงหนึ่งเดียวที่มอบโอกาสให้
หญิงสาวเริ่มงานใหม่ได้เกือบสัปดาห์แล้ว ซึ่งงานตลอดหลายวันที่ผ่านมานั้นเป็นการแปลเอกสารที่มาจากบริษัทแม่ในประเทศญี่ปุ่นเพื่อส่งต่อไปยังแผนกต่างๆ และติดตามล่ามรุ่นพี่ไปทำหน้าที่เป็นสื่อกลางการสื่อสารระหว่างผู้บริหารระดับสูงชาวญี่ปุ่นกับบุคลากรในแผนกต่างๆ ซึ่งเป็นคนไทย
และแม้ว่าล่ามคนใหม่จะเรียนจบจากคณะมนุษยศาสตร์ ภาควิชาภาษาต่างประเทศ เอกภาษาญี่ปุ่น โทภาษาอังกฤษ ด้วยคะแนนเกียรตินิยม และยังสอบวัดระดับความสามารถทางภาษาญี่ปุ่น JLPT[1] ได้ระดับ N2 ทั้งยังมีประสบการณ์ทำงานเป็นไกด์นำเที่ยวประเทศญี่ปุ่นและเป็นถึงเจ้าหน้าที่ธุรการของสถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยรวมๆ แล้วถึงสี่ปีด้วยกัน แต่ก็ใช่ว่าการเข้าทำงานที่ใหม่ตำแหน่งใหม่จะเป็นอะไรที่ง่ายดายสำหรับเธอ เพราะล่ามภาษาญี่ปุ่นประจำโรงงานอุตสาหกรรมนั้นจำเป็นต้องเรียนรู้ศัพท์เทคนิคอีกมาก ที่สำคัญเลยก็คือศัพท์เฉพาะทางวิศวกรรมซึ่งเธอไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน ดังนั้นหญิงสาวจึงจำเป็นต้องใช้เวลาเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์สักระยะหนึ่ง ซึ่งล่ามรุ่นพี่ทั้งสองคนที่เคยทำงานมาก่อนก็ดีใจหาย บอกพร้อมรอยยิ้มว่าสำหรับเดือนแรกของการเริ่มงานใหม่ งานของเธอจะเป็นการแปลเอกสารและติดตามล่ามรุ่นพี่ไปมีตติ้งเท่านั้น รอให้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้สักเดือนจน ปีกกล้าขาแข็งแล้วค่อยบินเดี่ยว
ครั้นแล้ว ก็มีเหตุให้นกน้อยปุณยวีร์ต้องบินเดี่ยวตั้งแต่วันที่ห้าของการเริ่มงานใหม่ เมื่อทอไหม หนึ่งในล่ามรุ่นพี่เกิดเผอเรอจัดตารางการมีตติ้งของผู้บริหารชาวญี่ปุ่นกับบุคลากรแผนกต่างๆ ซ้ำซ้อนกัน แล้วมณฑกานต์ซึ่งเป็นหัวหน้าล่ามก็คิวไม่ว่างเสียอีก
...TBC...
[1] Japanese Language Proficiency Test ตัวย่อ JLPT เป็นการสอบเพื่อวัดผลและรับรองความสามารถทางภาษาญี่ปุ่น มี 5 ระดับ ตั้งแต่ N1 – N5 ระดับสูงที่สุดคือ N1 แล้วลดหลั่นลงมาตามลำดับ
