บทที่ 6: ขยับริมฝีปากแดงสดไปที่ข้างหูเขา
“คุณธนกร คุณ...ไม่เป็นไรใช่ไหมครับ?”
คู่ค้ามองธนกรด้วยความเป็นห่วง เขาดูใจลอยตลอดทั้งคืน แม้แต่ตอนนี้ก็ยังดูจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
ธนกรเป็นอะไรไป
เขาบีบแก้วไวน์จนแตก เศษแก้วบาดเข้าไปในนิ้วของเขาจนเลือดไหลซึมออกมา
แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจ สิ่งที่เขาสนใจที่สุดในตอนนี้คือผู้หญิงที่กำลังเต้นอยู่บนฟลอร์เต้นรำคนนั้น
คู่ค้าเป็นคนฉลาดหลักแหลม ย่อมเข้าใจสถานการณ์ในตอนนี้ดี ไม่ว่าก่อนหน้านี้ธนกรกับผู้หญิงที่กำลังเต้นรำคนนั้นจะมีความสัมพันธ์อะไรกัน แต่เห็นได้ชัดว่าตอนนี้ธนกรสนใจเธอมาก
"คุณธนกรครับ เราคุยกันมาทั้งคืนแล้ว แถมยังดื่มไปไม่น้อยด้วย... หรือว่าเราออกไปเดินเล่นข้างนอกกันดีไหมครับ?" คู่ค้าเสนอ
“ได้”
ธนกรลุกขึ้นยืน
เขาอยากจะเห็นกับตา ว่าเธอใช้มารยาอะไรยั่วยวนผู้ชายทั้งฟลอร์เต้นรำได้
ที่ฟลอร์เต้นรำ
นับตั้งแต่ที่พิมพ์วดีราดไวน์แดงลงไปบนร่องอก บรรยากาศทั้งฟลอร์เต้นรำก็คึกคักถึงขีดสุดมาโดยตลอด
หลังจากผ่านการประชันเต้นมาหลายระลอก ในที่สุดชายคนหนึ่งที่เปลือยท่อนบนและสวมหน้ากากพระอาทิตย์ก็เดินเข้ามาหาเธอ
“คนสวย พอเข้ามาดูใกล้ๆ แล้ว คุณสวยกว่าเมื่อกี้อีกนะ ผมไม่เคยเห็นผู้หญิงคนไหนสวยเท่าคุณมาก่อนเลย”
ชายคนนั้นใช้มือใหญ่โอบรอบเอวบางที่เนียนขาวของเธอ ก่อนจะโน้มริมฝีปากไปที่ข้างหูแล้วกระซิบเสียงเบา
ลมหายใจอุ่นๆ เป่ารดติ่งหูของพิมพ์วดี ทำให้เธอหัวเราะ คิกคักออกมา
เสียงหัวเราะของเธอทำให้ทรวงอกที่ถูกห่อหุ้มด้วยเสื้อครอปตัวจิ๋วสั่นไหวตามไปด้วย ดอกไม้ที่ผลิบานออกมาจากร่องอกนั้นราวกับมีชีวิตขึ้นมา เชิญชวนให้เขามองลึกลงไปอีก เพื่อดูว่ามันงดงามเพียงใด
“นี่ดอกอะไรเหรอครับ? สวยจัง” มือของชายคนนั้นลอยอยู่เหนือหน้าอกของเธอ แค่เพียงพิมพ์วดีอนุญาต เขาก็พร้อมจะวางมันลงไปทุกเมื่อ
พิมพ์วดีแหงนหน้าขึ้นและยิ้มหวานให้เขา
“คุณลองดูเองก็รู้ไม่ใช่เหรอคะ? เราไปหาที่เงียบๆ กัน ไม่ว่าคุณอยากจะดูอะไร ฉันจะให้คุณดูทั้งหมดเลย ดีไหมคะ?”
มือที่โอบเอวเธออยู่ของชายคนนั้นออกแรงดึงรั้งเธอเข้าหาตัว
เขาโน้มศีรษะลงต่ำยิ่งกว่าเดิม เสียงที่พูดก็เบาลงกว่าก่อนหน้า “นอกจากดอกนี้แล้ว ผมยังอยากดูดอกไม้ที่อยู่ระหว่างขาของคุณด้วย...ดอกไม้ของอิสตรี...ได้ไหมครับ?”
พิมพ์วดีเอนตัวไปข้างหลัง มองหน้ากากบนใบหน้าเขาแล้วยิ้ม “เมื่อกี้ฉันบอกไปแล้วนี่คะ ไม่ว่าคุณอยากจะดูอะไร ฉันก็จะให้คุณดู แน่นอนว่ารวมถึงสิ่งที่คุณพูดเมื่อกี้ด้วย”
“ใจถึงดีจริง!” ชายคนนั้นพูดเสียงดัง ก่อนจะหันไปมองคนอื่นๆ ในฟลอร์เต้นรำ “คืนนี้ผมเลี้ยงเอง! ทุกคนกินดื่มให้สนุก เล่นให้เต็มที่ ผมขอพาคนสวยไปก่อนละ”
ตอนที่ธนกรมาถึง ก็เห็นภาพพิมพ์วดีกำลังหยอกล้อกับชายคนนั้นพอดี
ถึงแม้พิมพ์วดีจะสวมหน้ากากจิ้งจอก แต่เขากับเธอเป็นสามีภรรยากันมาห้าปี ต่อให้เขาไม่ได้รักเธอ เขาก็คุ้นเคยกับเธอเป็นอย่างดี
เขามองแวบเดียวก็จำได้ว่าผู้หญิงที่แต่งตัวโป๊ หุ่นร้อนแรงคนนั้นคือพิมพ์วดี ภรรยาของเขา
เธอเป็นภรรยาของเขา แต่ตอนนี้กลับไปซบอยู่ในอ้อมกอดของผู้ชายคนอื่น แถมยังจะตามผู้ชายคนอื่นไปอีก
คู่ค้าที่มาด้วยกันมองพิมพ์วดีใต้แสงสปอตไลต์สลับกับมองธนกรที่อยู่ข้างๆ ตอนที่เขากำลังจะพูดอะไรบางอย่าง กลับพบว่าธนกรหายตัวไปแล้ว
“...คน...คนหายไปไหน?”
วินาทีต่อมา ใต้แสงสปอตไลต์ก็มีคนเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน
ทั้งฟลอร์เต้นรำเงียบไปชั่วขณะ แต่ไม่นานก็มีคนจำผู้ชายที่โผล่มาได้
“นั่น...คุณธนกร ประธานบริษัทจรรยชาติไม่ใช่เหรอ? คนที่ผู้หญิงคนนี้บอกว่าจะไม่นอนด้วยเด็ดขาดน่ะ?”
“ธนกร? พระเจ้า! ธนกรมาได้ยังไง”
ใต้แสงสปอตไลต์ พิมพ์วดีมองมือใหญ่ที่คว้าข้อมือของเธอไว้ ในชั่วขณะนั้นเธอยังตั้งตัวไม่ทัน
ชายที่สวมหน้ากากพระอาทิตย์แสดงท่าทีไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด “คุณธนกร คนสวยคนนี้ตกลงจะไปกับผมคืนนี้แล้ว คุณจะมาแย่งเธอไปดื้อๆ แบบนี้ไม่ได้นะ ถ้าคุณชอบคนสวยคนนี้มาก คุณก็ค่อยรอพรุ่งนี้แล้วกัน”
ธนกรไม่แม้แต่จะชายตามองเขา เขาแกะมือชายคนนั้นออกจากเอวของพิมพ์วดีโดยตรง แล้วคว้าข้อมือของพิมพ์วดีเดินออกจากฟลอร์เต้นรำ
เขาเป็นแขกประจำของกาแล็กซี่คลับ หลังจากเลี้ยวไปไม่กี่โค้ง ก็มาถึงหน้าห้องห้องหนึ่ง
ธนกรยกเท้าถีบประตูจนเปิดออก แล้วลากพิมพ์วดีเข้าไปข้างในอย่างแรง
วินาทีต่อมา ใช้ร่างกายตนเองกดร่างของพิมพ์วดีไว้กับหลังประตู เสียงประตูปิดดัง “ปัง”
พิมพ์วดีมองผู้ชายที่เบียดร่างเข้ามาอย่างรุนแรง จู่ๆ ปลายจมูกก็รู้สึกแสบร้อนขึ้นมา
หลังจากแต่งงาน เธอเคยจินตนาการนับครั้งไม่ถ้วนว่าร่างกายของเธอกับธนกรจะสัมผัสกันอย่างใกล้ชิดแบบนี้ ถึงขั้นไม่รังเกียจเลยถ้าเขาจะเผด็จการและครอบครองเธออย่างบ้าคลั่งกว่านี้
น่าเสียดาย ตอนที่ชีวิตแต่งงานของพวกเขายังปกติ ธนกรไม่เคยทำแบบนี้เลยสักครั้ง
ตอนนี้เธอถอดใจแล้ว เตรียมที่จะเดินออกจากโลกของเขาแล้ว แต่เขากลับ...
เมื่อก่อน ภาพแบบนี้คือสิ่งที่เธอใฝ่ฝันหา
ตอนนี้ เธอไม่ต้องการมันอีกแล้ว
พิมพ์วดีพยายามจิกเล็บลงบนฝ่ามือเพื่อให้อารมณ์สงบลง จากนั้นก็ยกยิ้มที่ริมฝีปากสีแดงสด มองธนกรอย่างยั่วยวน
“คุณธนกรคะ คืนนี้ฉันสัญญาว่าจะใช้ค่ำคืนอันแสนวิเศษนี้กับคนอื่นแล้วนะคะ คุณมาฉุดฉันไปจากอ้อมกอดของผู้ชายคนอื่นดื้อๆ แบบนี้ มันจะไม่ไร้เหตุผลไปหน่อยเหรอคะ?”
ตอนนี้เธอยังคงสวมหน้ากากอยู่ ไม่รู้ว่าธนกรจำเธอได้หรือยัง
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร เธอก็ตัดสินใจที่จะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นไปก่อน
ตอนนี้เธอไม่อยากใช้สถานะ “พิมพ์วดี” มาเผชิญหน้ากับเขา
ธนกรไม่พูดอะไร มองเธอด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธ
“คุณธนกรคะ ถ้าคุณชอบฉันจริงๆ แล้วก็อยากจะนอนกับฉันสักครั้ง ก็รอพรุ่งนี้ได้ไหมคะ? นะคะ? ฉันผิดนัดกับแขกในวันนี้ไม่ได้”
พูดพลาง พิมพ์วดียกนิ้วที่ทำเล็บสวยขึ้นมา ใช้เล็บที่ประดับเพชรลากไล้บนแผงอกของเขาเบาๆ ท่าทางยั่วยวนชวนฝันอย่างบอกไม่ถูก
“พิมพ์วดี!” ธนกรทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาพุ่งเข้าไปกระชากหน้ากากที่บดบังใบหน้าของเธอออก
แรงของเขามหาศาลจนยางยืดที่รัดหน้ากากขาดผึงทันที มันดีดใส่หน้าเธอจนรู้สึกเจ็บนิดๆ
พิมพ์วดีมีสีหน้าเปลี่ยนไปโดยพลัน
เขาจำเธอได้แล้ว
ยังไม่ทันที่พิมพ์วดีจะคิดออกว่าควรรับมือกับธนกรในสถานการณ์แบบนี้อย่างไร นิ้วมืออันเย็นเฉียบของธนกรก็แตะลงบนดอกไม้ที่โผล่ออกมาจากร่องอกของเธอ
“นี่อะไร? ใครสักให้? ผู้ชายหรือผู้หญิง?” นิ้วของธนกรลากไล้ลงไปตามร่องอก พอไปเจอกับเสื้อสายเดี่ยวที่ขวางอยู่ เขาก็กระชากมันออกด้วยมือเดียวทันที
เสื้อสายเดี่ยวที่ถูกฉีกขาดเป็นทางยาวเปิดออกไปสองข้างทันที ทรวงอกอวบอิ่มที่เคยถูกรัดรึงไว้สั่นไหวอยู่ตรงหน้าธนกร
รอยสักรูปดอกพลับพลึงที่อยู่ตรงกลางอกสั่นไหวไปตามการเคลื่อนไหวของทรวงอก ราวกับมีชีวิตขึ้นมาและกำลังพูดกับคนที่อยู่ตรงหน้าว่า 'ฉันสวยไหมล่ะ? มาเด็ดฉันสิ สวย'
สวยมากจริงๆ
แต่ดอกไม้แบบนี้ จะสวยก็ต่อเมื่อมีแค่เขาคนเดียวที่ได้เห็น ถ้าถูกผู้ชายคนอื่นเห็น...
เมื่อคิดว่าเรื่องแบบนี้เคยเกิดขึ้นแล้วครั้งหนึ่ง ไม่สิ ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นมากี่ครั้งแล้ว ภายในอกของธนกรก็พลันคุกรุ่นไปด้วยเพลิงโทสะ
ร่างกายของเขาเบียดเข้าไปอีก นิ้วมือเย็นเฉียบจับคางของพิมพ์วดี บังคับให้เธอเงยหน้าขึ้น คำพูดที่เปล่งออกมาแทบจะเล็ดลอดออกมาจากไรฟัน
“พูดมา ใครเป็นคนสักให้เธอ ผู้ชาย หรือผู้หญิง?”
พิมพ์วดีถูกธนกรพันธนาการจนแทบหายใจไม่ออก คางก็เจ็บเหมือนจะหลุดออกมา แต่เมื่อเห็นสีหน้าโกรธเกรี้ยวของเขาในตอนนี้ ในใจเธอกลับรู้สึกสะใจขึ้นมาอย่างประหลาด
เขาก็โกรธเป็นด้วยเหรอ?
เขาก็เจ็บปวดเป็นด้วยเหรอ?
เธอนึกว่าในชีวิตแต่งงานนี้มีแค่เธอคนเดียวที่เจ็บปวดเสียอีก
พิมพ์วดีมองเขา แล้วก็ยิ้มออกมา
วันนี้เธอสวมรองเท้าส้นเข็มสูงสิบกว่าเซนติเมตร ถือว่าค่อนข้างสูงแล้ว แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าธนกรที่ยังคงสูงกว่าเธอ เธอก็เขย่งปลายเท้าขึ้น ยิ้มพลางก่อนจะจงใจเคลื่อนริมฝีปากสีแดงสดเข้าไปกระซิบที่ข้างใบหูของเขา
“เป็นผู้ชายที่มีซิกซ์แพ็กแปดลูกน่ะค่ะ ฉันถอดเสื้อผ้าออกหมดทุกชิ้นยืนอยู่ตรงหน้าเขา เขาจับหน้าอกฉัน ลูบขาฉัน แล้วบอกว่าผิวตรงหน้าอกของฉันดีที่สุด เหมาะที่จะสักดอกพลับพลึงดอกนี้ที่สุด คุณก็ว่ามันสวยมากใช่ไหมล่ะคะ?”
ธนกร นี่คือดอกไม้แห่งความตายที่เบ่งบานออกมาจากหัวใจของฉันที่เคยรักคุณ ฉันใช้ดอกไม้นี้คอยเตือนตัวเองอยู่เสมอ ว่าความรักที่ฉันมีให้คุณมันได้ตายไปแล้ว
นี่คือเสียงในใจของพิมพ์วดี
แต่ประเด็นของธนกรไม่ได้อยู่ที่ “ดอกพลับพลึงคือดอกไม้แห่งความตายที่เบ่งบานในนรก” เลย แต่อยู่ที่—
เป็นผู้ชายที่มีซิกซ์แพ็กแปดลูกน่ะค่ะ
ฉันถอดเสื้อผ้าออกหมดทุกชิ้นยืนอยู่ตรงหน้าเขา
เธอรู้ได้ยังไงว่าผู้ชายคนนั้นมีซิกซ์แพ็กแปดลูก? ผู้ชายคนนั้นก็ถอดเสื้อผ้าต่อหน้าเธอด้วยงั้นเหรอ? ทำไมเธอต้องให้ผู้ชายที่สักให้เธอมาถอดเสื้อผ้าต่อหน้าเธอด้วย?
ต่อให้เธออยากจะสักดอกไม้กลางหน้าอกจริงๆ ก็แค่ถอดเสื้อผ้าบริเวณหน้าอกก็พอแล้ว ทำไมต้องถอดหมดทุกชิ้นด้วย?
ทำไมต้องใช้มือจับด้วย?
สักลายมันต้องจับด้วยเหรอ?
ผู้ชายคนนั้นจับยังไงกันแน่ นอกจากจับหน้าอกกับขาของพิมพ์วดีแล้ว ยังจับตรงไหนอีก?
