บทที่ 6 มันคือการแสดง

บทที่ 6 มันคือการแสดง

“คุณหนู แย่แล้วเจ้าค่ะตอนนี้คุณหนูซูจินนางมาขอ

พบท่านทั้งยังมาด้วยสภาพที่เรียกได้ว่าไม่น่าดู เสื้อผ้านาง

ถูกฉีกทึ้งเส้นผมก็พันกันยุ่ง นางเอาแต่ร้องไห้อยู่หน้าจวน ตอนนี้

นายท่านก็ไม่อยู่ ผู้คนเริ่มมามุงแล้วว่าเกิดเรื่องอะไรกันขึ้น”

“แล้วสาเหตุคืออะไร”

“เห็นว่าถูกซูฮูหยินและมารดาองค์ชายรองเรียกไปต่อว่า ทำให้นางต้องมาที่นี่”

“มาเรียกความสนใจนะสิ คงจะทำให้ข้าดูเป็นคนร้าย

ในสายตาคนอื่น ทำให้ผู้คนเข้าใจว่าเพราะข้า นางถึงได้ถูก

ซูฮูหยินและมารดาองค์ชายรองต่อว่าทำให้นางไม่ได้แต่ง

เป็นพระชายาเอก”

“แล้วเราจะแย่หรือเจ้าคะ”

“นางนะสิแย่”

เป้ยอี้ทิ้งนิยายประโลมโลกในมือที่ซื้อมาเมื่อวานด้วยใบหน้าขัดใจ จะอะไรอีกนักหนา ชอบมากหรือการแสดงละคร

ได้ ข้าจะเล่นกับเจ้าอีกสักรอบ

เป้ยอี้เดินไปที่หลังฉากกั้น นางล้างเครื่องประทินโฉม

ออกจากหน้าทั้งหมด แล้วก็ถอดปิ่นที่อยู่บนหัวออกทุกชิ้น ใบหน้าที่ไร้เครื่องประทินโฉมยังคงงดงามมากเกินไป เป้ยอี้จึงคิดว่า

มันยังไม่สมจริงมากพอ นางหันไปเอาแป้งมาทาที่ริมฝีปากบาง

ให้ดูซีดแต่งหน้าใหม่ให้ดูคล้ายคนป่วยไข้จนสมจริงขึ้นมาทันตามองดูน่ากลัวเหมือนผู้ป่วยโคม่าที่ต้องเข้าไอซียูรับการรักษาเร่งด่วน

ซือซือมองสิ่งที่คุณหนูตัวเองทำด้วยใบหน้าไม่เข้าใจ

นางไม่รู้ว่าคุณหนูตนเองคิดจะทำอะไรกันแน่ได้แต่ยืนนิ่งมองตาม

“ซือซือ ท่านหมอประจำจวนเราอยู่หรือไม่ ข้าคิดว่าจะให้เขาแสดงละครด้วย”

“เอ่อ อยู่เจ้าค่ะ”

“ไปตามเข้ามาแล้วให้เขาไปเจอข้าที่ด้านหน้าจวน

บอกเขาด้วยว่าจงเชื่อฟังข้า อย่าได้พูดมาก ให้เขาทำตาม

ข้าว่าอะไรให้เขาพยักหน้าก็พอ บอกแผนเราไปด้วย”

“บ่าวจะกำชับท่านหมอให้มากเจ้าค่ะ”

“ถ้าเขาทำดีบอกไปว่าข้าจะให้รางวัลอย่างงาม

ส่วนข้ารับใช้ในจวนเราก็ให้ตามข้าออกไปเช่นกัน เราจะแสดงละครฉากใหญ่ เอาให้ซูจินเทียบไม่ติด การแสดงของเด็กอนุบาลหรือจะสู้เด็กสาวมหาลัย”

“อนุบาล มหาลัยคืออะไรกันเจ้าคะ”

เป้ยอี้หันมาถอนหายใจ

“ไปทำตามที่สั่งได้แล้วอย่าชักช้า กลัวก็ไม่ต้องถามมาก ข้าพูดอะไรก็ว่าตามข้า พวกเจ้าด้วยเข้าใจหรือไม่ แล้วก็พวกเจ้าปกปิดใบหน้าออกทางด้านหลังไปรวมกับชาวบ้านคอยส่งเสริม

ถ้าทำดีข้าจะตบรางวัล”

“อย่างไรเจ้าคะคุณหนู”

เป้ยอี้ยิ้มหวาน นางเล่าแผนการบางส่วนให้คนของตัวเองและซือซือฟังอย่างละเอียด วันนี้นางจะเป็นผู้ชนะเช่นเคย

เป้ยอี้หันไปกำชับข้ารับใช้คนอื่น ๆ ที่อยู่ภายในห้อง

นางให้ข้ารับใช้สองคนมาประคองแล้วเดินออกจากเรือนไป วันนี้อากาศถือว่าร้อนมากพอสมควรจึงเป็นอะไรที่น่ารำคาญสำหรับสตรีที่เคยแต่อยู่ในห้องแอร์มาก่อน

ได้ยินว่าสมัยโบราณ หากร้อนมากเขาจะตัดน้ำแข็ง

มาวางไว้ในโอ่ง แต่ว่าที่ทำแบบนั้นได้เห็นจะมีแต่ในวังหลวงเท่านั้น น้ำแข็งสมัยนี้คือสิ่งล้ำค่าหายากที่รักษาไม่ได้ง่าย ๆ

ดูท่าเป้ยอี้ต้องปรับตัวอีกนานกว่าจะทำความเข้าใจ

และใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างไม่เดือดร้อนอะไรมากนัก

เริ่มที่ไปจัดการตัวปัญหานี้ก่อนเลย ไม่คิดว่าจะฉลาด

มาแสดงละครถึงหน้าจวนนางสมแล้วที่เป็นนางเอก

มีข่าวเสียหายนิดหน่อยถึงกับรับไม่ได้จะเป็นจะตาย มาดูข้านี่ ข่าวเสียหายคือเรื่องธรรมดา ข้ายังไม่เห็นเป็นอะไรมาก

แค่ถูกเกลียด แล้วใครจะสนเกลียดได้เกลียดไป ข้ารวยข้าไม่แคร์ แต่ก็นะ เพื่อเอาชนะนางเอกแสนดี การแสดงก็สำคัญนางร้ายอย่างข้าจะร้ายแบบที่ไม่มีใครต่อว่า ร้ายลึกยิ่งกว่าเจ้า

เมื่อมาถึงด้านหน้า เป้ยอี้เห็นซูจินถูกคนสนิทประคองอยู่ ใบหน้านางซีดเซียวไร้สีเลือด หน้าตาโรยแรงเหมือนจะตาย เสื้อผ้าสีขาวที่อีกฝ่ายสวมใส่อยู่ยิ่งขับให้ดูน่าสงสาร น่าถนอมเอาไว้ในมือ

เหอะ สมจริงมาก ๆ ตบมือให้เลย

การมาของเป้ยอี้คุณหนูเพียงคนเดียวของตระกูลถาง

ทำให้ผู้คนที่มุ่งดูรอบ ๆ ถึงกับปิดปากตกใจกับภาพที่เห็น

พวกเขาเห็นว่าคุณหนูซูจินน่าสงสารแล้วยังเทียบไม่ได้กับคุณหนูถางเป้ยอี้ที่ต้องให้ข้ารับใช้ประคองร่างถึงสองคน

เมื่อวันก่อนนางยังดี ๆ อยู่เลยแล้วทำไมตอนนี้นางถึงมีสภาพแบบนี้ได้ ใครบ้างจะไม่สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับนางภายในเวลาแค่วันเดียว หรือว่านางช้ำใจจากเหตุการณ์เมื่อวานที่ต้องเผชิญหน้ากับองค์ชายรองที่ไร้ความสนใจ นางถึงได้กลับมาตรอมใจที่จวน

ไม่ใช่แค่ผู้คนที่ตกตะลึง แม้แต่ซูจินยังอึ้งไปเลยทันทีที่เห็นว่าคนที่นางกำลังใช้เป็นเครื่องมือไม่ได้อยู่ดี แต่ดูอาการ

จะหนักกว่านางหลายเท่าตัวด้วยซ้ำ

เป้ยอี้ยิ้มเย็นท่าทางสะใจ มองท่าทางที่ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไปของซูจินแล้วยิ่งชอบใจ นางจะทำให้ซูจินกลายเป็นคนโง่ที่หาทางออกไม่เจอ

“ซูจิน เจ้ามาหาข้ามีเหตุอันใด”

น้ำเสียงของเป้ยอี้มีความแหบแห้งอ่อนแรงชัดเจน

การเอ่ยออกไปทำให้นางเหนื่อยลงเท่าตัว

ซูจินแสดงออกว่าสับสนผ่านทางแววตา แต่ไม่นาน

ก็กลับมาแน่วแน่เช่นเดิม ดูท่าคงจะทำตามแผนเดิมแน่นอน

อีกฝ่ายได้วางเดิมพันแล้ว กลับลำตอนนี้คงไม่ทัน

“ข้ามาขอโทษเจ้า เป้ยอี้เห็นแก่ความเป็นสหายกัน

เจ้าอภัยให้ข้าด้วย เรื่ององค์ชายรองข้าไม่คิดว่าเจ้าจะปักใจ

มากขนาดนี้ทำให้เจ้าถึงกับเจ็บปวดใจ ข้าเป็นฝ่ายผิดเองข้าจะขอถอยออกมาให้เจ้ากับองค์ชายรองได้รักกัน”

เป้ยอี้แสดงสีหน้าตกใจกับคำพูดของซูจิน นางเดินเข้าไปหาอีกฝ่ายช้าๆ ใช้เรี่ยวแรงน้อยนิดเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้า

“ข้าไม่คิดจะแต่งกับเขาแล้วเจ้าสบายใจเถอะที่เจ้า

มีสภาพเช่นนี้เพราะถูกต่อว่ามาใช่หรือไม่ ซูจินข้ากับเจ้าคบกันเป็นสหายมาก่อนถึงข้าจะนิสัยไม่ดีแต่เจ้าก็ไม่เคยต่อว่าข้า ครั้งนี้เจ้ากับองค์ชายรองแสดงให้ข้าเห็นแล้วว่าพวกเจ้ารักกันจริงใยข้าจะขัดขวางอีก อย่าคิดมากไปเลย แค่ก ๆ”

เป้ยอี้ไอออกมา นางทำท่าวูบลงดีที่ข้ารับใช้เข้ามาประคองร่างทัน ซูจินที่มองอยู่ถึงกับไม่อยากจะเชื่อสายตา

“คุณหนูซูจิน คุณหนูของเรามีอาการป่วยตั้งแต่ที่กลับมาเมื่อวาน อาการไม่ดีขึ้น ท่านยังให้นางเดินออกมาหาถึงหน้าจวนทั้งที่ท่านเข้าไปด้านในได้ ท่านต้องการอะไรกันแน่ วันนี้แดดแรง ลมแทบไม่มีอาการคุณหนูเริ่มแย่ หรือท่านต้องการให้คุณหนูของเราถูกผู้คนมองและต่อว่าถึงได้เลือกที่จะพูดคุยหน้าจวน แทนที่จะพูดคุยตามลำพังข้างใน”

ซือซือที่ถูกสั่งสอนมาตลอดเอ่ยขึ้นมาเสียงดัง น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความเจ็บปวดใบหน้ามีหยาดน้ำตาแล้วเข้าไปกอดร่างคุณหนูของตน

ทำเอาหลายคนเทใจให้นายบ่าวสองคนทันที

ผู้คนเริ่มหันไปพูดคุยถึงความเป็นไปได้ ใช่แล้วใยนาง

ไม่เข้าไปคุยกับคุณหนูเป้ยอี้ด้านใน แต่กลับพูดกันที่ด้านหน้า

มีคนมาดูเหตุการณ์มากมาย เหมือนกับว่าต้องการให้คนเห็น

“ว่านางคงอยากให้คุณหนูเป้ยอี้ผิด จึงมาทำให้คนสงสารมากกว่า”

เสียงหนึ่งพูดขึ้นเสียงสองสามก็ตามมาติด ๆ จนซูจิน แทบยืนไม่อยู่ มองไปทางไหนก็ไม่มีคนสงสารหรือเข้าข้างนางอย่างที่เคย แต่ก่อนจะหมดสติ คนที่ชิงหมดสติก่อนคือเป้ยอี้

พอดีกับที่ท่านหมอประจำจวนวิ่งหน้าตื่นออกมา สั่งการข้ารับใช้เสียงดังว่าให้พาตัวคุณหนูกลับเข้าจวน  โวยวายต่อว่าเหล่าข้ารับใช้ที่ไม่ห้ามปรามคุณหนูคนเดียวของจวน จนอาจทำให้พิษในร่างของนางกำเริบอีก

สิ่งที่ได้ยินทำให้หลายคนมองไปที่ซูจินเป็นตาเดียว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป