บทที่ 7 ผู้ชนะการแสดง

บทที่ 7 ผู้ชนะการแสดง

เป้ยอี้โดนหิ้วปีกกลับเข้ามาในจวน แล้วพ่อบ้านของจวนก็ปิดประตูดังปังใส่หน้าซูจินที่เหมือนวิญญาณหลุดออกจากร่างไปแล้ว

“คุณหนู สมจริงมากเลยเจ้าค่ะ”

ซือซืออดที่จะเอ่ยชมไม่ได้ นับว่าคุณหนูของนางแสดง

ได้ดีไม่มีที่ติ เล่นเอาคนอื่นเชื่อสนิท ไหนจะตอกหน้าคุณหนูซูจิน

ที่ชอบใช้น้ำตาแก้ปัญหาอีก

“เจ้าก็ไม่น้อยหน้าเลยนะ ทำเอาซูจินเงียบปากไปเลย”

“เพราะได้คุณหนูสั่งสอนเจ้าค่ะ”

เป้ยอี้หันไปรอบตัว ตอนนี้คนของนางส่วนมากจะก้มหน้าหลบตา ไม่กล้าแม้แต่จะมองนางด้วยซ้ำ คงเป็นความกลัว

ในจิตใจ ก็แต่ก่อนน้องสาวตัวดีทำเรื่องไว้มาก เอาแต่ใจเป็นที่หนึ่ง อยากได้อะไรก็แหกปากเอา ไม่แปลกที่ข้ารับใช้กลัวว่าจะถูกลงโทษหากทำไม่ดี

“วันนี้ข้าขอบคุณพวกเจ้ามาก ๆ ที่ช่วยให้ข้าหลุดพ้น

จากคำครหาในอนาคต”

หลังจากคำขอบคุณที่หลุดออกจากปาก เหล่าข้ารับใช้ต่างเงยหน้าขึ้นมา แสดงสีหน้าราวเห็นผี คุณหนูของพวกเขา

ใยอยู่ดี ๆ ถึงเปลี่ยนไปราวเป็นคนละคน คำขอบคุณที่ได้ยิน

เป็นเหมือนคำหายากที่ไม่เคยคิดว่าจะได้ยินมาก่อนในชีวิตนี้

ถึงคุณหนูของพวกเขาจะร้ายกับคนอื่นแต่ไม่เคยร้าย

กับพวกเขา อีกอย่างที่ผ่านมานางเพียงชอบเสียงดังโวยวาย

แต่ไม่เคยลงมือต่อว่าทุบตีบ่าวไพร่สักคน

“เพียงคุณหนูพอใจพวกข้ายินดีทำตามขอรับ”

พ่อบ้านของจวนและท่านหมอมองหน้ากันก่อนจะเอ่ยออกมา

เป้ยอี้เข้าใจดี แต่นางยังอยากที่จะซื้อใจคนของตัวเอง

มีคนเข้าข้างไว้ย่อมดีกว่าให้พวกเขาเอาใจออกห่าง อนาคตมันจะเป็นอันตราย คนพวกนี้นางต้องเลี้ยงด้วยใจแต่ไม่ให้เกินเลยจนทำให้พวกเขาติดนิสัย

“วันนี้ถ้าไม่ได้พวกเจ้าร่วมมือด้วย เกรงว่าข้าคงถูกตราหน้าว่าเป็นต้นเหตุทำให้ซูจินถูกต่อว่า คนทั้งเมืองหลวงไม่มีใครเข้าข้างข้าเลยสักคนมีแต่เข้าข้างซูจินที่อ่อนโยน เป็นสตรีอ่อนหวานว่าง่าย ต่างจากข้าที่เอาแต่ใจไม่ยอมคน หยิ่งยโส

ถ้าวันนี้ข้าไม่ทำแบบนี้จะกลายเป็นว่าเพราะข้าซูจินถึงไม่เป็น

ที่ยอมรับ”

เป้ยอี้พูดจบก็ทรุดลงที่เก้าอี้ ใบหน้านางมีความตึงเครียดอย่างที่ไม่เคยเป็น

“คุณหนู หมายความว่าตลอดมาคุณหนูซูจินกลั่นแกล้งท่านหรือ”

พ่อบ้านของจวนที่เอ็นดูเป้ยอี้ ด้วยอุ้มชูช่วยผู้เป็นนายเลี้ยงมาตั้งแต่นางยังเล็กถามขึ้น ที่นางเอาแต่ใจเริ่มตั้งแต่คบหาเป็นสหายกับคุณหนูซูจิน ต่อมาก็เกิดเรื่องผิดใจจนบานปลายมาถึงตอนนี้แม้ว่าจะไม่รู้สาเหตุแต่เขาก็สงสัยมานานว่าอะไร

ทำให้คุณหนูของพวกเขาที่เคยน่ารักสดใส กลายเป็นคนร้ายกาจหาเรื่องคนไปทั่ว

เป้ยอี้พยักหน้า นางทำสีหน้าเบื่อหน่าย

“ก็ใครมันจะไปน่ารักน่าเอ็นดูเท่าซูจินละ ทำอะไรใคร ๆ ก็ชอบ บอกว่าน่ารักสดใส เป็นคนอ่อนหวานเรียบร้อย ต่างจากข้าที่ไม่อ่อนหวานชอบกลั่นแกล้งซูจินทั้ง ๆ ที่ข้าไม่ได้ทำเช่นนั้น

เสียหน่อยแต่ข้าถูกมองว่าร้ายมาตลอด”

ข้ารับใช้ที่ได้ยินต่างเอามือทาบอก สงสารเห็นใจคุณหนูของตนพวกเขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าอะไรที่ทำให้นิสัยคุณหนูเปลี่ยนไปจนเอาแต่ใจตัวเองมากขึ้น เพราะในสายตาคนอื่นนางทำอะไรก็ไม่ดี สู้คุณหนูซูจินไม่ได้ ทั้งสองต่างเป็นสาวเหมือนกันแต่คุณหนูของพวกเขาจะถูกมองในแง่ร้ายเสมอมา

“คุณหนู ต่อไปนี้พวกข้าจะช่วยคุณหนูไม่ให้ถูกรังแกเองเจ้าค่ะ ข้าผู้นี้จะปกป้องคุณหนูเองไม่ให้ใครมาต่อว่าท่านได้”

ซือซือพูดเสียงหนักแน่นจนข้ารับใช้คนอื่น ๆ พยักหน้าตาม

“ขอบคุณพวกเจ้ามาก แต่ข้าไม่สนใจสายตาคนอื่นหรอก ที่ทำวันนี้ก็เอาตัวรอดเท่านั้น ไม่งั้นผู้คนได้ด่าข้าตาย พวกเขาเชื่อข่าวลือที่ไม่จริงมากกว่าเชื่อคำพูดข้า นอกจากทำแบบนี้พวกเขาจะได้หยุดว่าร้ายข้าเสียที”

เป้ยอี้จูงใจให้คนอื่น ๆ คล้อยตามไปกับนาง นางจึงอาศัยการพูดเพื่อชี้ให้พวกเขาเห็นถึงความจริง โดยที่ไม่ได้ว่าร้ายซูจินเแต่มันคือการเอาตัวรอดของนางเอง แบบนี้พวกเขาจะได้ไม่ว่านางว่าใส่ร้ายซูจิน

หลังจากทุกคนออกไป เป้ยอี้ก็พอใจในสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ นางควรจะหาข่าวที่แม่นยำกว่านี้มาไว้ในมือ ใช่ การหาสายข่าว

ที่ไว้ใจได้เพื่อปล่อยข่าว การใช้คนของตนเองมันจะทำให้นางเสี่ยง เช่นนั้นนางจะไปหาสายข่าวมาจากไหนดี

ใบหน้างดงามนั่งเช็ดหน้าตัวเองอยู่หน้ากระจก

ก่อนจะคิดขึ้นมาได้ว่าการกระจายข่าวที่ดีที่สุด นอกจาก

กลางตลาดสดก็คือหอนางโลม แต่นางจะทำเช่นไรให้หอนางโลมเป็นที่กระจายข่าวส่วนตัวของตัวเองได้นี่สิ เรื่องนี้ไม่ง่ายเลย

ถ้าไม่ใช่หอนางโลมก็ต้องเป็นร้านน้ำชา แต่แบบหลัง

จะเปิดเผยผู้เป็นเจ้าของ ข่าวที่ออกมาคนจะเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ถ้าหอนางโลมนางไม่ได้เปิดเผยตัวตน น่าจะดีที่สุดแล้ว

“คุณหนูคิดอะไรอยู่หรือ”

ซือซือเดินเข้ามาวางถ้วยข้าวและอาหารเห็นคุณหนูตนเองนิ่งเงียบอยู่หน้ากระจกก็อดที่จะถามไม่ได้

“ข้ากำลังคิดว่าหอนางโลมไหนน่าสนใจ”

“คุณหนู ท่านจะสนใจเรื่องนี้ทำไมกันเจ้าคะ”

ซือซือถามหน้าตื่น นางมองซ้ายมองขวากลัวว่า

เรื่องที่คุณหนูพูดจะถูกผู้อื่นมาได้ยินเข้า แบบนี้จะถูกต่อว่าได้ สตรีที่ดีไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวเรื่องนี้ แม้แต่พูดถึงยังไม่ควรกระทำ

เป้ยอี้อยากจะถอนหายใจวันละร้อยหน นั่นก็ไม่ได้

นี่ก็ลำบากการเกิดเป็นผู้หญิงยุคนี้ทำไมกฎเกณฑ์มันเยอะอะไรขนาดนี้

“ข้าสนใจกิจการเท่านั้น”

“คุณหนูมีหลายอย่างให้สนใจ ใยมาสนใจหอนางโลม

มันหาใช่เรื่องดี ยิ่งถ้าคนอื่นรู้เข้าคุณหนูจะเสียหายได้ อาจจะแย่ถึงขนาดที่ว่าไม่ได้แต่งงานออกเรือน”

ซือซืออดที่จะย้ำเตือนคุณหนูตัวเองไม่ได้ การที่คุณหนู

ในห้องหอจะสนใจกิจการเสื่อมเสียเช่นนี้เป็นเรื่องไม่ควร ไม่มีใครยอมรับเรื่องพวกนี้ได้ ยิ่งเป็นกิจการเกี่ยวกับชายหญิงด้วยแล้ว

“แล้วใครว่าข้าจะแต่ง ข้าอายุยังน้อยนะยังไม่สนใจเรื่องแต่งงานอะไรนั่น อีกอย่างท่านพ่อไม่บังคับข้าแน่ เวลานี้ข้าเป็นอิสระแล้วไม่คิดเอาตัวเองไปผูกติดกับใครให้เหนื่อยตัวเอง

ลำพังแค่จัดการซูจินก็ขี้เกียจทำอย่างอื่นแล้ว”

เป้ยอี้บ่นออกมายืดยาว นางลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไป

ที่สวนด้านนอก ตอนนี้บ่ายแก่แล้วอากาศจึงดีขึ้นไม่เหมือนช่วงเที่ยงที่อากาศร้อนอบอ้าวอยู่ลำบาก

นางเดินดูดอกไม้ในสวนที่ผู้เป็นน้องสาวปลูกกับมือตั้งแต่ยังเป็นเพียงแค่เด็กน้อย บางต้นอายุกว่าสิบปีมีดอกออกเต็มต้น

“เรื่องซูจินเป็นอย่างไรบ้าง”

เป้ยอี้ให้ซือซือไปดูว่าหลังจากที่นางเข้ามาซูจินมีท่าทีอย่างไรเป็นตามที่นางต้องการหรือเปล่า

“คุณหนูซูจินถูกต่อว่ายกใหญ่ ผู้คนเห็นด้วยกับสิ่งที่คุณหนูคิด หากนางจริงใจใยต้องให้คนมาเห็นเรื่องนี้ ออกมาทุกครั้งนางชอบเรียกสายตาคน แล้วคนผิดทุกครั้งคือคุณหนูเสมอ พวกเขายังสงสัยอีกว่าแท้จริงแล้วคุณหนูทั้งสองเป็นสหายกันจริงหรือเปล่า”

“สหายหรือ นางไม่เหมาะสมกับคำนั้นด้วยซ้ำ แต่คนที่ชอบแสดงสีหน้าจะเป็นจะตายอ่อนแอให้บุรุษปกป้องแบบนั้นเรียกความสงสารเห็นใจไม่ยาก มีแต่ข้าที่โง่เล่นตามเกมที่ซูจิน

วางเอาไว้ทุกครั้งข้าเลยเป็นจำเลยสังคมมาตลอด แต่หลังจากนี้ข้าจะเอาคืนบ้าง”

“คุณหนูจะจัดการอย่างไรกันเจ้าคะ”

เป้ยอี้เด็ดดอกไม้ดอกหนึ่งขึ้นมาไว้ในมือ นางคิดเอาไว้ว่าหลังจากนี้จะสั่งสอนซูจินเท่านั้นแต่ไม่ได้คิดจะทำร้ายอะไร

กับอีกฝ่ายมากมาย อย่างน้อยนางก็ไม่ได้อำมหิต

ที่ทำวันนี้เพื่อตอบโต้ว่าอย่าได้มายุ่งกับนางอีก

เพราะนางไม่ได้เต้นตามแผนอย่างแต่ก่อนแล้วอีกอย่างหลังจากนี้จะถือว่านางกับพวกเขาเดินคนละทางกัน

“เอาแค่สั่งสอนก็พอ นางไม่ยุ่งกับข้า ข้าก็ไม่ยุ่งกับนาง ส่วนองค์ชายรองเขาไม่มีทางได้เป็นรัชทายาท อาศัยแค่มารดาไม่ได้หรอก เพราะเขามันไร้สมองขนาดซูจินเขายังดูไม่ออกว่า    เสแสร้งแล้วจะไปดูคนอื่นออกได้อย่างไร ฮ่องเต้ไม่มีทางฝากบ้านเมืองไว้กับคนแบบนี้ แต่ถ้าเป็นองค์ชายใหญ่ก็ไม่แน่”

เป้ยอี้นึกถึงบุรุษอีกคนที่ไม่ค่อยอยู่เมืองหลวงแต่ชอบอยู่ตามชายแดนมากกว่า เขาชอบสงครามแต่ไม่ใช่การก่อสงคราม เพียงชอบศึกษาการศึกเท่านั้น

ส่วนเผ่าน้อยใหญ่เป็นเขาที่ปราบปรามให้สวามิภักดิ์

ต่อแคว้นได้ ถือเป็นความดีความชอบยิ่งใหญ่ทีเดียว

เรื่องพวกนี้ไกลตัว มาคิดถึงการงานในอนาคตนางเองดีกว่า เริ่มจากไหนดี ไปศึกษาการตลาดดีกว่า อยู่นิ่ง ๆ เบื่อ

นางอยากหาอะไรทำฆ่าเวลารอการแสดงชุดใหม่จากซูจิน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป