บทที่ 9 ข้าจะซื้อที่นี่
บทที่ 9 ข้าจะซื้อที่นี่
เป้ยอี้ถูกพาตัวเดินมาที่ด้านในโถงชั้นสามติดระเบียง
ที่ลานชั้นหนึ่งตรงกลางมีลานการแสดงที่สาวงามกำลังเล่นกู่เจิง สำหรับเป้ยอี้เสียงกู่เจิงที่ได้ยินถือว่าใช้ได้ ในชาติก่อนนางเคย
ได้เรียนอยู่ช่วงหนึ่งเพราะต้องใช้แสดงในละครยอมรับเลยว่า
การเล่นกู่เจิงไม่ใช่เรื่องง่าย นอกจากต้องจดจำยังต้องเพลินไปกับ
บทเพลงที่บรรเลงออกมาไม่เช่นนั้นเพลงที่เล่นจะธรรมดาไม่ทำให้
คนฟังเข้าถึงเนื้อหาแก่นแท้ของเพลงได้
“ไม่ทราบว่านายท่านต้องการสาวงามแบบไหนหรือ
เจ้าคะข้าจะได้จัดมาให้ตามที่ท่านชอบ”
“งดงามเป็นหนึ่ง บุปผาอันดับหนึ่งของที่นี่”
แม่เล้าที่ได้ยินทำสีหน้าลำบากใจเล็กน้อย ท่าทาง
ของนางไม่ได้ทำให้เป้ยอี้ประหลาดใจเลยสักนิด จุดประสงค์ของนางมีหรือจะไม่รู้
“คือนางไม่อยากรับแขกด้วยช่วงนี้นางต้องการพัก”
“หากเจ้าทำให้นางออกมารับรองข้าได้ ข้าจะจ่ายให้อย่างงามทั้งในส่วนของเจ้าและนาง จ่ายในแบบที่ไม่เคยมีใครจ่ายมาก่อน”
เป้ยอี้หันไปหาซือซือที่ทำสีหน้าหวาด ๆ อยู่ด้านข้าง
จนอีกฝ่ายสะดุ้งเพราะสายตาคุณหนูตนเอง เป้ยอี้แทบจะมองบนเพราะคนของนางมันไม่รู้เวลาเอาเสียเลย จนเป้ยอี้ต้องยื่นมือไปเป็นอันให้อีกฝ่ายรู้ว่าควรยื่นอะไรมาให้นาง
ซือซือที่เพิ่งคิดได้ควานหาถุงเงินถุงใหญ่ส่งให้คุณหนูตนเองด้วยสายตาเจ็บปวดมองถุงเงินที่นางไปเบิกมาด้วยความปวดใจ ไม่นึกว่าคุณหนูของตนจะเอาจริง
ถุงเงินหนาที่อยู่ในมือถูกเปิดออกเพียงเล็กน้อย เป้ยอี้หยิบออกมาห้าเหรียญทองแล้วยื่นไปให้แม่เล้าที่ตาลุกวาว
เพราะเห็นเหรียญทองตรงหน้า เงินของที่นี่มีเหรียญทอง
เหรียญเงิน และเหรียญทองแดง
ยี่สิบเหรียญทองแดงเท่ากับหนึ่งเหรียญเงิน ยี่สิบเหรียญเงินเท่ากับหนึ่งเหรียญทอง การที่เป้ยอี้แสดงความกระเป๋าหนักจ่ายไปถึงห้าเหรียญทองทำเอาแม่เล้ารีบหยิบไปพร้อมรอยยิ้มแล้วเร่งรับปากว่าสาวงามอันดับหนึ่งของที่นี่จะรับงาน
อย่างแน่นอน ก่อนจะขอตัวออกไปตามอีกฝ่ายมา
“คุณหนูเราต้องจ่ายหนักขนาดนี้เลยหรือ”
เป้ยอี้หันหน้าไปมองซือซือที่หลุดปากจนซือซือต้องเร่งเอามือปิดปากตัวเอง
“ขอโทษเจ้าค่ะ”
“ตอนนี้เจ้าเป็นบุรุษจะมาเจ้าค่ะได้อย่างไร”
“ข้าน้อยขออภัยนายน้อยด้วยขอรับ แต่ว่าเงินมากขนาดนั้นข้าคิดว่ามันมากเกินไปที่จะจ่าย คนที่มาเที่ยวมากสุดคงจ่ายเพียงเหรียญทองเหรียญเดียวด้วยซ้ำ”
“นั่นมันคนอื่น อีกอย่างข้าร่ำรวย ถ้าข้าไม่ถามเงียบเอาไว้เดี๋ยวหลุดอีก แล้วข้าจะไม่ให้เจ้าติดตามคอยดู”
เป้ยอี้ขู่ซือซือไปอีกรอบ ไม่ใช่ว่านางอยากจะขู่แต่ว่าถ้า
ไม่พูดเช่นนี้รับรองว่าซือซือต้องหลุดออกมาแน่ แล้วความพยายามของนางที่ทำมาทั้งหมดมันจะพัง ซึ่งเป้ยอี้ไม่ต้องการ
ให้มันพัง
นี่มันอาชีพในอนาคตนางนะจะมาพังง่าย ๆ ได้อย่างไร
“ขอรับ ข้าจะเงียบปาก”
เป้ยอี้มองทุกอย่างรอบตัวตั้งแต่ชั้นแรกจนถึงชั้นสาม
ซึ่งเป็นชั้นสำหรับแขกกระเป๋าหนัก นางชอบที่นี่พอสมควรแต่ว่าหอนี้ไม่มีลูกค้ากระเป๋าหนักคนอื่นเลยนอกจากนาง ที่อยู่ชั้นสามตอนนี้มีนางเพียงคนเดียวทั้งยังมีแขกน้อยนิดที่กำลังใช้บริการสาวงาม นับว่าน้อยกว่าหออื่น ๆ ที่อยู่ในถนนเส้นนี้มาก
จุดด้อยของที่นี่คือความเก่าทุกอย่างไม่ได้รับการปรับปรุงเท่าที่ควร อีกทั้งสาวงามยังมีให้เลือกน้อยนิดเทียบกับหออื่นไม่ได้ บรรดานางรำและนักดนตรีก็เล่นแต่เพลงรักที่ไร้ความสนุกสนานเรียกอารมณ์ ดูไปแล้วมันน่าเบื่อสำหรับคนที่อยากมาหาความสนุกในยามค่ำคืน
หากนางซื้อที่นี่คงต้องปรับปรุงมากมาย ไหนจะพื้นที่ทั้งหมดเปลี่ยนทุกอย่าง หาสาวงาม หาเด็กรับใช้ที่จะบริการแขก เหล้าชั้นดีและอาหารคงต้องรอดูก่อนเมื่อทุกอย่างขึ้นโต๊ะว่าพอใช้ได้หรือไม่ อีกอย่างที่นี่ไม่มีการแสดงเรียกสายตา เพราะมีเพียงการร่ายรำง่าย ๆ ดูแล้วลูกค้าที่เข้ามาคงเพราะที่นี่ราคาถูกกว่าหออื่น
เมื่อสู้ไม่ได้จึงลดราคาเรียกลูกค้า แต่การกระทำแบบนี้
จะไม่ได้ผลในระยะยาวเนื่องจากขาดทุนด้วยไร้แขกเข้ามา
ยิ่งแขกกระเป๋าหนักต้องตาบอดเท่านั้นที่เลือกที่นี่
แต่ที่เป้ยอี้เลือกเพราะนางเห็นว่าภาพรวมรูปทรงของหอนี้แปลกตากว่าหออื่นที่เป็นตึกสามชั้นมีระเบียงออกมาทั่วไป
แต่ที่นี่ยังมีพื้นที่รอบนอกกว้างกว่า ไหนจะตัวหอทั้งสามชั้นมีการเว้นพื้นที่ตรงกลางให้แขกได้ชมการแสดงที่ชั้นหนึ่ง อีกทั้งชั้นสามยังปรับให้เป็นชั้นดาดฟ้าได้ ดูแล้วมันน่าสนใจ
“นายท่าน นางมาแล้วเจ้าค่ะ”
แม่เล้าที่หายไปนานกว่าที่คิดกลับมาพร้อมกับสตรีนางหนึ่งที่ใบหน้างดงามหมดจด ดวงหน้าของหญิงสาวนับว่าใช้ได้เพียงต้องเปลี่ยนการแต่งหน้าเล็กน้อย อีกอย่างยังขาดรอยยิ้มเพราะตั้งแต่เดินมาอีกฝ่ายไม่มีรอยยิ้มเลยเหมือนถูกบังคับมาอย่างนั้น
เป้ยอี้มองอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า
“มานั่งสิ”
สาวงามเดินเข้ามานั่งข้างกายทำให้เป้ยอี้ได้กลิ่นหอมอ่อนจากกายของนาง ดูท่าอีกฝ่ายจะชอบเครื่องหอมเพราะมันติดตัวนางจนกลายเป็นกลิ่นประจำตัว สาวงามนั่งข้างขวาส่วน
แม่เล้านั่งข้างซ้าย ถึงแม่เล้าจะดูอายุมากแต่ก็ยังงดงามเรียก
ได้ว่าเป้ยอี้มีสองสาวงามขนาบข้าง
“ดูเจ้าจะไม่พอใจที่ต้องออกมา”
เป้ยอี้หันไปถามสาวงามอันดับหนึ่งของหอที่ใบหน้า
ไร้รอยยิ้ม แต่ก็ยังปรนนิบัติชงชาและป้อนนางถึงปากอย่างดี
เรียกได้ว่าไร้รอยยิ้มแต่ยังทำหน้าที่ได้ไม่ขาดตกบกพร่อง
สายตาของเป้ยอี้ทำให้สาวงามชะงัก
“ข้าเพียงเบื่อหน่ายเจ้าค่ะ”
“อิงลี่ เจ้าไม่ควรพูดกับนายท่านเช่นนี้”
แม่เล้าตกใจก่อนจะรีบเอ่ยปาก ด้วยกลัวว่าลูกค้ากระเป๋าหนักที่นาน ๆ จะหลงเข้ามาอาจเกิดความไม่พอใจ
“ให้นางพูดข้าชอบความจริงใจ มาที่นี่อาจจะมีอะไรน่าสนใจมากกว่าที่คิด แล้วอะไรที่ว่าเบื่อหน่าย”
เป้ยอี้เอ่ยปากถามด้วยรอยยิ้มก่อนจะถามอีกฝ่ายต่อ ความเบื่อหน่ายของนางคือสิ่งที่เป้ยอี้กำลังสนใจ
“งานของข้ามันน่าเบื่อ การดูแลบุรุษที่มักมากทำให้ข้าเบื่อหน่าย อีกอย่างที่นี่กำลังจะปิดตัวลงในไม่ช้าเพราะว่าไร้ลูกค้ามานาน เราคิดค่าเช่าที่และมีหนี้สินจำนวนมากก้อนหนึ่งเพราะแบกรับภาระเลี้ยงดูปากท้องหลายคน”
“เจ้าพูดเหมือนกับว่าเจ้าดีใจว่าที่นี่กำลังจะปิดตัว”
อิงลี่เงยหน้าขึ้นจากการชงชา นางมองบุรุษใบหน้า
หล่อเหลาและงดงามในเวลาเดียวกัน เขาไม่เหมือนคนอื่นที่มาที่นี่ จ่ายหนักแต่ไม่ลวนลามนางแม้แต่น้อยสายตาที่มองมายังไม่คุกคาม ทำให้อิงลี่รู้สึกประหลาดใจอย่างบอกไม่ถูก
“หากที่นี่ปิดตัวข้าคงจะตกงาน คงไม่ดีเท่าไร หรือท่านคิดว่าดี”
เป้ยอี้หัวเราะ “แต่เจ้าทำสีหน้าไร้อารมณ์ต่อแขกที่จ่ายเจ้าหนักอย่างข้า”
“นั่นเพราะท่านจะมาที่นี่เพียงครั้งเดียวแม้ว่าข้าจะเอาใจท่านมากแค่ไหนก็ตามเพราะที่นี่ไม่ถูกใจท่าน มีเพียงข้าคนเดียวคงไม่อาจจะรักษาลูกค้าไว้ได้ ท่านว่าจริงหรือไม่”
เป้ยอี้ชอบคำตอบของอีกฝ่าย เพราะรู้สึกว่าทำอย่างไร
ก็ไม่อาจจะรักษาที่นี่ได้ นางจึงไม่อยากทำหน้าที่
“นายท่าน ข้าขออภัยแทนนางด้วย ที่นี่กำลังจะถูกปิด นายท่านของที่นี่ตอนนี้แบกรับภาระไม่ไหวทำให้อีกไม่กี่วันข้างหน้าจะต้องปิดกิจการเจ้าค่ะ อย่าว่าแต่อิงลี่เลยข้าเองยัง
อดคิดมากไม่ได้ ข้าอยู่ที่นี่เป็นแม่เล้าแต่ถ้าไปอยู่หออื่นคงเป็นได้เพียงสาวรับใช้ด้วยอายุมากกว่ายี่สิบห้า ส่วนอิงลี่มีหอนางโลมกลีบบุปผาติดต่อซื้อ ตัวด้วยความงามของนางแต่ถ้าไปที่นั่น
นางย่อมต้องถูกรังแก และยังต้องเป็นรองสตรีอันดับหนึ่งของ
ที่นั่นอยู่ดี จึงทำให้เราไม่มีใจทำงานมากนัก”
เป้ยอี้ได้ยินเริ่มเข้าใจเรื่องราวมากขึ้น สาเหตุของเรื่องมันคือแบบนี้นี่เอง
“แล้วถ้าข้าจะซื้อที่นี่ต่อเพื่อเปิดกิจการ ข้าต้องคุยกับใคร”
น้ำเสียงจริงจัง ดวงตาเจ้าเล่ห์ของเป้ยอี้ทำให้สตรีทั้งสองแสดงสีหน้าตกใจปนไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่ได้ยิน
“นายท่านพูดจริงหรือ”
แม่เล้าสาวถามด้วยใบหน้าตกใจมองไปที่อิงลี่
ด้วยสายตาอย่างตั้งคำถามว่าตนเองไม่ได้หูฝาดไปคนเดียวใช่หรือไม่
“ข้าจะซื้อที่นี่”
