บทที่ 1 บทที่ 1

เด็กที่ถูกเก็บมาเลี้ยง

แสงแดดสลัวยามเช้าตรู่ทอแสงผ่านบานหน้าต่างไม้เก่าของเรือนพักคนงานหลังเล็กที่ตั้งอยู่ท้ายคฤหาสน์อัศวภาคไพศาล... ไม่สิ ตระกูลนี้เปลี่ยนมาใช้ชื่อ ‘อัครเดชา’ หลังจากที่เจ้าสัวธนินขยายอำนาจทางธุรกิจจนกลายเป็นหนึ่งในเจ้าสัวใหญ่ของเมืองหลวง แต่สำหรับ ชญาภา หรือ ชื่น บ้านหลังโตที่โอ่อ่าราวกับวังนี้ไม่เคยเป็นบ้านของเธอเลยสักวันเดียว

เด็กหญิงตัวน้อยในวันนั้นเติบโตขึ้นมาเป็นหญิงสาววัยสิบแปดปีในวันนี้ ดวงตากลมโตฉายแววหม่นเศร้าแต่ทว่าเด็ดเดี่ยว ใบหน้านวลลออเรียบเนียนแม้ไม่ได้แต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางราคาแพงเหมือนอย่างลูกสาวคนโปรดของบ้าน ชญาภาลุกขึ้นจากที่นอนตั้งแต่ตีห้าเพื่อเริ่มต้นหน้าที่ประจำเป็นกิจวัตร

แม้เจ้าสัวธนินจะเคยป่าวประกาศกับผู้คนภายนอกว่าเธอคือ ‘เด็กในอุปการะ’ ที่เขาเมตตาเก็บมาเลี้ยงดูจากสถานสงเคราะห์ตั้งแต่อายุไม่กี่ขวบ แต่ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นภายในรั้วบ้านหลังนี้กลับห่างไกลจากคำว่าลูกบุญธรรมอยู่โข ทุกคนในบ้าน ตั้งแต่แม่บ้านเก่าแก่ไปจนถึงคนสวน ต่างรู้ดีว่าสถานะของชญาภาต่ำต้อยยิ่งกว่าสิ่งใด เธอคือคนรับใช้ที่ไม่มีค่าจ้าง มีเพียงข้าวสามมื้อและที่ซุกหัวนอนเพื่อแลกกับการทำงานสารพัดสิ่ง

“อีชื่น! มัวแต่เหม่ออะไรอยู่ฮะ! น้ำส้มของคุณกิ๊บเขาหรือยัง แล้วเสื้อผ้าที่จะต้องส่งซักแห้งน่ะแยกไว้แล้วใช่ไหม”

เสียงแหลมสูงของ อัญชลี ภรรยาของเจ้าสัวธนินดังขึ้นจากประตูห้องครัว ทำเอาชญาภาที่กำลังยืนคั้นน้ำส้มสดอยู่สะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะรีบหันไปค้อมศีรษะลงต่ำ

“แยกเรียบร้อยแล้วค่ะคุณผู้หญิง ชื่นเตรียมน้ำส้มสดกับมื้อเช้าเบา ๆ ไว้ให้คุณกิ๊บแล้วค่ะ” หญิงสาวตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนน้อม

อัญชลีเดินบิดสะโพกเข้ามาสแกนสายตามองชญาภาตั้งแต่หัวจรดเท้า แววตาของริษยาและเหยียดหยามฉายชัดโดยไม่คิดจะปิดบัง แม้ชญาภาจะแต่งกายด้วยเสื้อเชิ้ตสีซีดกับกางเกงผ้าธรรมดา ๆ แต่ความผุดผ่องของผิวพรรณและโครงหน้าที่สวยคมเกินเด็กรับใช้ทั่วไปก็มักจะทำให้อัญชลีรู้สึกขวางหูขวางตาอยู่เสมอ

“ดี! จำใส่หัวไว้ด้วยนะว่าแกเรียนจบแค่ชั้นมัธยมปลายนี้แล้ว เจ้าสัวท่านคงส่งเสียแกต่อไปไม่ไหวหรอก เงินทองสมัยนี้มันหายาก อีกอย่าง แกไม่ได้มีสมองไปแข่งขันกับใครเขา หน้าที่ของแกต่อจากนี้คือคอยตามรับใช้ยายกิ๊บ เป็นหูเป็นตา และช่วยงานทุกอย่างที่ยายกิ๊บสั่ง”

“ค่ะ... ชื่นทราบแล้วค่ะ”

คำว่า ‘ไม่ได้เรียนต่อ’ เหมือนค้อนปอนด์ที่ทุบลงกลางใจของเด็กสาววัยสิบแปด ชญาภาเคยฝันว่าอยากเรียนต่อในมหาวิทยาลัย อยากมีใบปริญญาเพื่อที่จะได้หางานดี ๆ ทำและนำเงินมาตอบแทนบุญคุณตระกูลนี้ให้หมดสิ้น แต่ความฝันนั้นก็ถูกดับลงอย่างสิ้นเชิงเมื่อเจ้าสัวธนินเรียกเธอไปพบเมื่อเดือนก่อนเพื่อบอกว่าบ้านกำลังประสบปัญหาการเงิน และเธอต้องเสียสละไม่เรียนต่อเพื่อมาเป็นผู้ช่วยส่วนตัวของ กุสุมา หรือ กิ๊บ ลูกสาวคนเดียวของบ้านที่กำลังโด่งดังในฐานะนางแบบดาวรุ่ง

แม้จะเสียใจจนแอบไปร้องไห้ใต้ต้นไม้ท้ายบ้านอยู่หลายคืน แต่สิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชญาภาไว้คือ ‘ความกตัญญู’

‘ถ้าไม่มีเจ้าสัวธนินในวันนั้น เราคงเป็นแค่เด็กกำพร้าไม่มีหัวนอนปลายเท้า ท่องไว้ชื่น... เขาให้ชีวิตเรามา มีหน้าที่ตอบแทนก็ต้องตอบแทน’ เธอปลอบใจตัวเองในอก

สายของวันนั้น กุสุมาเดินลงมาจากชั้นบนของคฤหาสน์ในชุดแบรนด์เนมสีสันฉูดฉาด ใบหน้าสวยเฉี่ยวถูกแต่งแต้มมาอย่างประณีตพร้อมที่จะออกไปเฉิดฉายในงานสังคม หล่อนปรายตามองชญาภาที่กำลังถือกระเป๋าถือและรองเท้าส้นสูงเตรียมพร้อมรออยู่ที่ห้องโถง

“ชื่น แกหยิบร่มคันยาวในห้องเก็บของมาด้วยนะ วันนี้แดดแรงมาก ผิวฉันจะเสียไม่ได้เด็ดขาด สัปดาห์หน้ามีงานเดินแบบครั้งใหญ่ ฉันต้องเด่นที่สุดในงาน” กุสุมาสั่งเสียงเฉียบพลัน

“ได้ค่ะคุณกิ๊บ ชื่นเตรียมไว้ให้เรียบร้อยแล้วค่ะในรถ”

“เออ ดี รู้ใจแบบนี้ค่อยน่าเก็บไว้ใช้งานหน่อย” กุสุมาหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ก่อนจะเดินไปทรุดตัวนั่งที่โซฟาหลุยส์ตัวยาว โดยมีอัญชลีเดินตามมานั่งข้าง ๆ พร้อมกับคอยลูบแขนลูบขาให้ลูกสาวสุดที่รักด้วยความภาคภูมิใจ

“คุณกิ๊บของแม่สวยเหลือเกินลูก งานสัปดาห์หน้ายัยพวกนางแบบหน้าใหม่พวกนั้นชิดซ้ายแน่ ๆ ค่ะ” อัญชลีเยินยอ

“แน่นอนอยู่แล้วค่ะคุณแม่ กิ๊บเป็นถึงลูกสาวเจ้าสัวธนิน ใครจะกล้ามาเทียบ” กุสุมาเชิดหน้าขึ้นอย่างทระนงตน

ในระหว่างที่สองแม่ลูกกำลังพูดคุยกันอย่างอารมณ์ดี ชญาภาทำได้เพียงยืนหลบมุมอยู่ข้างเสาต้นใหญ่ คอยสังเกตเผื่อว่ากุสุมาจะต้องการอะไรเพิ่มเติม ดวงตากลมโตมองภาพความรักความอบอุ่นระหว่างแม่ลูกด้วยความรู้สึกโหวงเหวงในใจลึก ๆ เธอไม่เคยรู้ว่าแม่ของเธอเป็นใคร ไม่เคยได้รับอ้อมกอดที่อบอุ่นแบบนั้นเลยสักครั้งในชีวิต

ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ของเจ้าสัวธนินก็เดินเข้ามาในห้องโถง ใบหน้าของชายวัยกลางคนดูเคร่งเครียดและอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด ในมือของเขาถือเอกสารบางอย่างที่ดูเหมือนจะเป็นหนังสือสัญญา เขามองมาที่กุสุมาด้วยสายตาที่มีความนัยบางอย่าง ทว่าเมื่อหันมาเห็นชญาภา เขากลับรีบซ่อนเอกสารนั้นไว้ข้างหลังทันที

“ธนินคะ มีเรื่องอะไรหรือเปล่า หน้าตาดูไม่ดีเลย” อัญชลีเอ่ยถามสามีด้วยความกังวล

“ไม่มีอะไรหรอก... เรื่องงานที่บริษัทนิดหน่อย” เจ้าสัวธนินตอบปัด ๆ ก่อนจะหันไปสั่งชญาภาเสียงเข้ม “อีชื่น แกออกไปรอที่รถข้างนอกไป๊ ฉันมีเรื่องจะคุยกับคุณอัญชลีและยัยกิ๊บเป็นส่วนตัว”

“ค่ะ เจ้าสัว”

ชญาภารับคำอย่างว่าง่าย เธอหมุนตัวเดินเลี่ยงออกมาทันที ทว่าในจังหวะที่กำลังจะก้าวพ้นประตูห้องโถงใหญ่ เสียงกระซิบกระซาบที่ดังรอดออกมากลับทำให้ฝีเท้าของเด็กสาวต้องชะงักลงโดยอัตโนมัติ

บทถัดไป