บทที่ 8 บทที่ 8
สามเดือนในกรงทอง
เวลาหมุนผ่านไปวันแล้ววันเล่า จากวันเป็นสัปดาห์ จากสัปดาห์เคลื่อนคล้อยเข้าสู่เดือนที่สาม...
ตลอดเวลาเกือบสามเดือนที่ผ่านมา ชญาภาใช้ชีวิตอยู่ภายในคฤหาสน์อัศวภาคในฐานะ ‘ตัวแทนชำระหนี้’ ที่ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธสิ่งใด ชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของบ้านยังคงตั้งตนเป็นผู้พิพากษาคอยลงทัณฑ์เธอด้วยคำพูดประชดประชันและสายตาที่เย็นชาชาชิน ทว่าสิ่งหนึ่งที่ชญาภารับรู้ได้ท่ามกลางพายุแค้นอันเกรี้ยวกราด คือพายัพไม่เคยปล่อยให้คนงานหรือใครหน้าไหนในบ้านเข้ามากล้ำกลาย หรือแสดงกิริยาดูแคลนเธอเลยแม้แต่ครั้งเดียว
“ใครสั่งให้ป้าเอาเรื่องงานบ้านพวกนี้มาให้ชญาภาทำ”
เสียงทุ้มต่ำและเฉียบขาดของพายัพเคยดังขึ้นกลางห้องอาหารในวันหนึ่ง เมื่อเขาเห็นหัวหน้าแม่บ้านเก่าแก่นำเสื้อผ้ากองโตมาให้ชญาภาช่วยซักรีด
“เอ่อ... คือป้าเห็นว่าคุณชื่นเธอเป็นเด็กรับใช้เก่าของบ้านโน้น...” แม่บ้านตอบเสียงอ้อมแอ้มด้วยความยำเกรง
“อยู่ที่นี่ เธอเป็นคนของฉัน” พายัพตวัดสายตาดุ ดันจนแม่บ้านรีบก้มหน้า “หน้าที่ดูแลฉันเป็นของเธอคนเดียว งานสัปเหร่อพวกนี้คนงานคนอื่นมีตั้งเยอะแยะ อย่าให้ฉันเห็นว่าใครเอาเปรียบเธออีก”
คำประกาศกร้าวของเขาในวันนั้นทำให้ชญาภานิ่งงัน ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับพายัพจึงเต็มไปด้วยความซับซ้อนและสับสนชวนให้ใจสั่น ในแง่หนึ่งเขาคือซาตานร้ายที่กักขังและตักตวงอิสรภาพจากเธอ แต่อีกแง่หนึ่ง เขากลับเป็นดั่งร่มเงาไม้ใหญ่ที่คอยปกป้องเธอจากโลกภายนอกอย่างที่ตระกูลอัครเดชาไม่เคยคิดจะทำ
ความใกล้ชิดที่เกิดขึ้นแทบทุกค่ำคืนในห้องนอนกว้างขวาง บ่มเพาะความรู้สึกบางอย่างให้ก่อตัวขึ้นทีละน้อยโดยที่ทั้งสองไม่รู้ตัว... หรืออาจจะรู้ แต่ไม่มีใครกล้ายอมรับ
หลายครั้งที่พายัพตื่นขึ้นมากลางดึกแล้วพบว่าร่างบางในอ้อมแขนกำลังละเมอร้องไห้สะอื้นเพราะฝันร้าย ชายหนุ่มที่เคยประกาศกร้าวว่าจะทำลายเธอให้ย่อยยับ กลับค่อย ๆ คลายอ้อมแขนแล้วดึงร่างที่สั่นเทาเข้ามาโอบกอดไว้แนบ อก มือหนาลูบกลุ่มผมลื่นสลวยอย่างอ่อนโยนเพื่อปลอบประโลมให้เธอสงบลง เพลิงแค้นที่เคยสุมทรมานในใจของเขา บัดนี้เริ่มถูกความอ่อนหวาน เจียมเนื้อเจียมตัว และความดีงามของชญาภากัดเซาะจนแปรเปลี่ยนเป็นความผูกพันที่ถอนตัวไม่ขึ้น
บ่ายวันหนึ่ง ฝนหลงฤดูเทกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่งจนทัศนียภาพรอบคฤหาสน์พร่าเลือน พายัพเดินเข้ามาในห้องทำงานด้วยสีหน้าเคร่งเครียดจากปัญหาธุรกิจที่รุมเร้า และผลจากการหักโหมทำงานหนักประกอบกับพักผ่อนน้อยมาตลอดหลายสัปดาห์ ทำให้ร่างกายแกร่งกำยำเริ่มประท้วง
ชญาภาที่เดินถือถาดน้ำชาอุ่น ๆ เข้ามาในห้อง สังเกตเห็นใบหน้าคมคายที่ดูซีดเซียวและร่องรอยความเหนื่อยล้าในดวงตาคู่คะนั้นอย่างชัดเจน ชายหนุ่มยกมือขึ้นนวดขมับ พลางไอออกมาเบา ๆ
“คุณพายัพคะ... น้ำชาค่ะ” ชญาภาเอ่ยเสียงแผ่ว วางถาดลงบนโต๊ะทำงานไม้สัก
“อืม... วางไว้เถอะ” พายัพตอบรับในลำคอ เสียงของเขาแหบพร่ากว่าปกติ เขากำลังจะเอื้อมมือไปหยิบถ้วยชา ทว่าจู่ ๆ ร่างสูงใหญ่กลับเซวูบ พลางยกมือขึ้นเกาะขอบโต๊ะไว้แน่น ใบหน้าคมคายบิดเบี้ยวด้วยความวิงเวียนขั้นรุนแรงจนแทบประคองสติไม่อยู่
“คุณพายัพ!”
ด้วยความตกใจและสัญชาตญาณความห่วงใยที่ซ่อนลึกอยู่ภายในใจ ชญาภารีบถลาเข้าไปประคองต้นแขนแกร่งของเขาไว้ทันที มือบางแตะลงที่หน้าผากกว้างก่อนจะพบว่าผิวกายของเขาร้อนผ่าวราวกับกำแพงไฟ
“คุณพายัพคะ! ตัวร้อนจี๋เลยค่ะ นั่งพักก่อนนะคะ...” หญิงสาวช้อนสายตากลมโตที่เต็มไปด้วยกระแสความวิตกกังวลและอาทรอย่างปิดไม่มิดขึ้นมองเขา น้ำเสียงหวานสั่นเครือเอ่ยเรียกชื่อเขาซ้ำอีกครั้งด้วยความอาทรจากก้นบึ้งของหัวใจ “คุณเพชรคะ... พักผ่อนก่อนเถอะนะ อย่าเพิ่งฝืนทำงานเลยค่ะ ชื่นเป็นห่วง...”
คำว่า ‘คุณเพชร’ ที่หลุดออกมาพร้อมน้ำเสียงห่วงหาและสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความจริงใจนั้น ราวกับลูกธนูที่พุ่งปักเข้ากลางใจของพายัพอย่างจัง
ชายหนุ่มที่กำลังสะลึมสะลือเพราะพิษไข้ถึงกับชะงักงันไปในทันที... ดั่งโลกทั้งใบหยุดเคลื่อนไหว นัยน์ตาคมกริบที่เคยฉายแววดุดันแปรเปลี่ยนเป็นความเบิกกว้างและสั่นไหวอย่างรุนแรง เขาจ้องมองใบหน้าหวานของเด็กสาวที่อยู่ใกล้เพียงคืบ หัวใจแกร่งที่เคยคิดว่าตายด้านไปพร้อมกับความแค้น บัดนี้กลับเต้นระทึกจนแทบระเบิดออกนอกอก เพียงเพราะคำว่าห่วงใยจากปากของ ‘ตัวแทนชำระหนี้’ ที่เขาตราหน้าว่าเป็นศัตรู
ผู้หญิงที่ไม่เหมือนใคร
สายฝนที่เทกระหน่ำในวันวานทิ้งไว้เพียงความชื้นแฉะและละอองไอเย็นที่ปกคลุมคฤหาสน์อัศวภาคในเช้าวันใหม่ หลังจากผ่านพ้นค่ำคืนที่พิษไข้รุมเร้า พายัพตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่เบาสบายตัวขึ้นอย่างน่าประหลาด แวบแรกที่สติแจ่มชัด ความทรงจำเกี่ยวกับน้ำเสียงหวานระคนห่วงใยและคำเรียกขานว่า ‘คุณเพชร’ ยังคงดังก้องอยู่ในมโนนึก มันเป็นความอบอุ่นสายเล็ก ๆ ที่แทรกซึมเข้ามาในหัวใจที่ด้านชา ทว่าบาดแผลและความแค้นในอดีตก็ทำหน้าที่เป็นกำแพงหนาทึบดึงรั้งให้เขากลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงอันโหดร้ายทันที
ตลอดระยะเวลาสามเดือนที่ผ่านมา พายัพเฝ้าสังเกตผู้หญิงที่ชื่อชญาภาอย่างเงียบ ๆ และยิ่งนานวัน เขาก็ยิ่งพบความจริงข้อหนึ่งที่ทำให้หัวใจของเขาสับสน... เธอช่างห่างไกลจากคำว่า ‘คนของตระกูลอัครเดชา’ เหลือเกิน
