บทที่ 12 5/1
ด้านของพ่อครูสิงห์เองเมื่อรู้ว่าแท้จริงแล้วเพชรพรรณารายเป็นเพื่อนกับทีปกรเขาก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาเปลาะหนึ่งแต่จะเรียกว่าวางใจก็คงจะไม่ถูกเสียทีเดียว วิญญาณดวงนี้อาฆาตมาหลายภพหลายชาตินัก พลังของมันเองก็มีมากเช่นนั้น เขาจึงวางใจเสียไม่ได้
'เชิญทางนี้จ้ะ' เสียงของอ้ายแก้วเชื้อเชิญใครบางคนให้เข้ามา
'สวัสดีจ้ะ เธอคือคนในคำทำนายใช่ไหม' วิญญาณหญิงสาวยิ้มกว้างจ้องมองสิงหเรศที่นั่งรออยู่ด้วยใบหน้าเรียบเฉย
'น้าชื่อศศิกานต์เป็นแม่ของเพชรพรรณาราย ขอบคุณนะจ๊ะที่ยอมทำตามคำทำนายช่วยลูกของน้า' เธอกล่าวด้วยรอยยิ้ม
สิงหเรศปรับสีหน้าให้อ่อนลงเพราะเกรงว่าเธอจะหวาดกลัวเขา เขาให้อ้ายแก้วไปเรียกเธอมาเพราะมีเรื่องจะถามไถ่ เพราะรู้ดีว่าเธอนั้นเป็นใครมาจากไหน ดวงวิญญาณนี้เป็นดวงวิญญาณบริสุทธิ์ที่คอยปกป้องเพชรพรรณารายจากภยันอันตรายตลอดมานี้ ทว่าด้วยพลังจิตที่อ่อนแอของเธอในหลาย ๆ ครั้งเธอก็ไม่สามารถปกป้องเขาไว้ได้
“คุณน้ารู้จักวิญญาณของรำพึงหรือเปล่าครับ” สิงหเรศเอ่ยถามอย่างสุภาพชน
วิญญาณของหญิงสาวมีสีหน้าโศกเศร้าเล็กน้อย 'รู้จักจ้ะ เธอเป็นวิญญาณของหญิงสาวในสมัยอยุธยาที่ตามอาฆาตพยาบาทลูกของน้า ดวงจิตของเธอนั้นแข็งกล้าขึ้นทุกวัน จนน้าเองก็กลัวว่าจะปกป้องลูกไม่ได้อีกต่อไป' เธอก้มหน้าสายตาเสมองไปอีกทางอย่างโศกเศร้า น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาราวกับมีก้อนโศกจุกอยู่กลางอก
“แล้วรู้หรือไม่ครับว่าทำไมเธอต้องตามอาฆาตเพชรพรรณารายถึงขนาดนี้”
'น้าไม่รู้หรอก ดวงจิตของน้ามันยังไม่เข้มแข็งพอ'
“ครับไม่เป็นไร ผมจะทำพิธีคุ้มครองเรือนหลังนี้ คุณน้าห้ามออกไปจากที่นี่เด็ดขาดนะครับ” สิงหเรศกล่าวเพราะเขาไม่อยากให้เธอต้องกลายเป็นผีเร่ร่อน
'แต่น้าจะต้องไปหาลูก'
“คุณน้าไม่ต้องห่วงเขานะครับ เพชรพรรณารายจะปลอดภัย ผมสัญญา คุณน้าเข้ามาอยู่ในตุ๊กตาตัวนี้ก่อนเถิดนะครับ”
ดวงวิญญาณของหญิงสาวมองตามสายตาของสิงหเรศก็เห็นว่าในมือของเขามีตุ๊กตากระเบื้องเคลือบอยู่ เธอยกยิ้มอย่างอ่อนโยนพลางพยักหน้ารับ จากนั้นจึงนำพาดวงจิตของตนสิงสู่ในตุ๊กตาตัวนั้น
“อ้ายแก้วไปเฝ้าหน้าบ้านไว้อย่าให้ใครเข้ามา”
'จ้ะพ่อ'
สิงหเรศหยิบตุ๊กตามาถือเอาไว้ในมือ จากนั้นเขาเดินไปที่ห้องของเพชรพรรณารายที่อยู่ติดกันก่อนจะนำมันไปวางไว้ที่โต๊ะตรงหัวเตียง ไม่นานเขาก็ถือม้วนสายสิญจน์สีแดงสดราวหยาดโลหิตเดินลงไปยังชั้นล่าง เอ่ยสั่งทุกคนในวังวงศ์วริศธาราแห่งนี้ให้รีบทำธุระด้านนอกให้เสร็จแล้วเข้ามาด้านใน
วันนี้ทุกคนกลับมาหมดแล้วจะเหลือแค่เพียงคุณชายเพชรเท่านั้น สิงหเรศรู้ว่าทีปกรไม่มีวันยอมให้เพื่อนของตนเป็นอะไรไปแน่ เขาจึงเลือกทำพิธีล้างบ้านเพื่อคุ้มครองทุกคนจากคุณไสยมนตร์ดำและอันตรายทั้งปวงในช่วงเวลานี้
พ่อครูหนุ่มนำสายสิญจน์ผูกตามลำต้นไม้จันทน์หอมหน้าบ้านจากอีกต้นไปอีกต้นตลอดจนเสาทุกต้นที่มีเพื่อล้อมรอบบ้านหลังนี้เอาไว้ จากนั้นจึงเรียกทุกคนให้เข้าไปรวมตัวกันที่ห้องพระ
“ท่านพ่อจะให้เขาทำแบบนี้กับวังเราจริง ๆ น่ะหรือครับ” เป็นหม่อมราชวงศ์ธีรฉัตรที่เอ่ยถามขึ้นเพราะเขายืนดูพฤติกรรมของพ่อครูสิงห์อยู่นานแล้วก็ไม่เห็นว่ามันจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงเสียที
“ชายฉัตร” สายตาดุ ๆ ของหม่อมเจ้าหญิงพรรณพษาปราบไม่ให้บุตรชายของตนเอ่ยให้มากความไปกว่านี้
“แต่ท่านแม่ครับ ผมว่ามันไม่ถูกต้อง” ใช่นี่มันดูท่าจะทำเกินไปแล้ว วังแห่งนี้ไม่ใช่ที่บูชาผีสางเสียหน่อยเหตุใดท่านพ่อท่านแม่จึงเห็นดีเห็นงามกลับหมอผีแบบนี้ อีกทั้งยังจะให้มันแต่งงานกับชายเพชรอีก
“มีอะไรไม่ถูกหรือคุณชาย นั่งลงเถิดผมจะได้ทำพิธี” น้ำเสียงราบเรียบเปล่งออกมาอย่างน่าเกรงขาม
“แล้วชายเพชรล่ะครับพ่อครู” คุณชายใหญ่เอ่ยเพราะพิธีนี้ควรจะมีน้องชายของเขาซึ่งเป็นต้นเหตุร่วมอยู่ด้วยมิใช่หรือ
“แค่พวกเราก็พอ” สิงหเรศตอบแค่นั้นจากนั้นเขาก็จุดเทียนพรรษาหน้าโต๊ะหมู่บูชาขึ้น ทว่าอยู่ ๆ ก็เกิดสายลมกระโชกแรงโดยไม่มีสาเหตุ พัดแรงเสียจนหน้าต่างในห้องพระเปิด กระทั้งนกแสกบินวนรอบหลังคาวัง พวกมันต่างพากันหวีดเสียงร้องจนแสบแก้วหู
นัยน์ตาราชสีห์จ้องมองเปลวเทียนที่เริ่มสั่นไหว ก่อนจะเพ่งสมาธิให้ดวงจิตตั้งมั่น จากนั้นจึงใช้วิชากสิณไฟ เพื่อบังคับเปลวไฟให้คงอยู่กับที่ เมื่อเห็นว่าดีแล้วจึงตั้งจิตใจให้มั่นคงอีกครั้งจากนั้นก็สั่งทุกคนให้พนมมือแล้วจึงเริ่มบูชาพระรัตนตรัยรำลึกถึงพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ
จากนั้นตั้งจิตนึกถึงพระครูอาจารย์ที่คอยบ่มเพาะสรรพวิชาทั้งปวงให้ จบแล้วจึงขยับปากบริกรรมคาถาคุ้มครองต่อไป
“ปุตตะกาโมละเภปุตตัง ธะนะกาโมละเภธะนัง
อัตถิกาเยกายะญายะ เทวานังปิยะตังสุตตะวา
อิติปิโสภะคะวา ยะมะราชาโน ท้าวเวสสุวัณโณ
มรณังสุขัง อะระหังสุคะโต นะโมพุทธายะ
นกแสกส่งเสียงร้องหวีดแหลมประสานกับเสียงของสายลมพัดที่เริ่มพัดแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนรบกวนสมาธิของผู้สวดมนต์ ทว่าดวงจิตของสิงหเรศกลับตั้งมั่นบริกรรมคาถานั้นต่อไป
“ชะยาสะนากะตา พุทธาเชตวา มารัง สะวาหะนัง
จะตุสัจจาสะภัง ระสัง เย ปิวิงสุ นะราสะภา.
ตัณหังกะราทะโย พุทธา อัฏฐะวีสะติ นายะกา
สัพเพ ปะติฏฐิตา มัยหัง มัตถะเกเต มุนิสสะรา[1]…”
เสียงสวดมนต์ดังขึ้นเป็นทำนองเสนาะ กังวานไปทั่วทิศทาง ทำให้ยามนี้ฝูงนกแสกที่บินวนอยู่เหนือหลังคาวังเริ่มหวีดร้องเสียงแหลมหนักขึ้นเรื่อย ๆ ทันใดนั้นเองอักขระภาษาบาลีสีทองอร่ามก็ค่อย ๆ ประดิษฐานขึ้นเป็นปราการแก้วครอบคลุมภยันตรายทั่วทั้งวังแห่งนี้ และเพียงช่วงอึดใจก็ได้ยินเสียงร้องหวีดแหลมของหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้นอย่างสุดเสียง สรรพางค์กายแห่งนกผีจึงมลายหายไป
สิงหเรศก้มลงกราบพระเป็นการเสร็จพิธี จากนั้นเขาจึงหันหน้ากลับมาเผชิญหน้ากับคนตระกูลวงศ์วริศธาราก่อนที่น้ำเสียงราบเรียบจะเอ่ยขึ้น
“ห้ามเอาสายสิญจน์ออกเด็ดขาด มันจะช่วยคุ้มครองบ้านหลังนี้เอาไว้”
“ครับ” หม่อมเจ้าภากรตอบรับเสียงหนักแน่น
สิงหเรศยืนขึ้นใช้ไม้ตะพดกระทุ้งไปยังพื้นถึงสามครั้งจากนั้นจึงเริ่มบริกรรมคาถาอีกครั้ง
“ตสฺสา เกสีสโต ยถา คงฺคาโสตํ ปวตฺตนฺติฯ
มารเสนา ปติฏฺฐาตุํ อสกฺโกนฺโต ปลายึสุฯ
ปริมทฺทนานุภาเวน มารเสนา ปราชิตาฯ
ทิโสทิสํ ปลายนฺติ วิทฺธํเสติ อเสสโตฯ
นโม พุทธายะ นะเมติฯ…”
“เม อะ มะ อุ แม่พระธรณีเอ่ย แม่อยู่แล้วหรือ อยู่แล้ว คุ้มชีวิตลูกด้วยเถิด!![2]”
“เอาน้ำมนตร์ในขันนี้ไปดื่มเสีย” หม่อมเจ้าภากรยกมือพนมขึ้นเหนือศีรษะก่อนจะรับขันน้ำมนตร์จากมือพ่อครูมาดื่มกินแล้วจึงส่งให้บุตรและภรรยาตลอดจนบ่าวรับใช้ทุกคนภายในเรือน
“เธอเข้ามานี่หน่อยสิ” พ่อครูสิงห์เอ่ยขึ้นสายตาจ้องมองไปที่สาวใช้คนหนึ่ง
“ดิฉันหรือคะ” หญิงสาวชี้นิ้วเข้าหาตัว
“เข้าไปสิแม่ปิ่น” เสียงของแม่นมอรช่วยบอกเธออีกแรง หญิงสาวพยักหน้ารับแล้วคลานเข่าเข้าไปหาพ่อครูสิงห์ที่นั่งรออยู่
พ่อครูสิงห์หยิบเทียนจากพานทองส่งให้แก่เธอ
“ยามจะนอนให้จุดเทียนเล่มนี้เอาไว้ ระวังอย่าให้เทียนดับ” เขาเอ่ยอย่างเป็นมั่นเหมาะ หญิงสาวคนนี้ชาติก่อนมีใจปรปักษ์ต่อเพชรพรรณารายนัก เธอถูกรำไพหรือเพชรพรรณารายในอดีตชาติทำร้ายตบตีอยู่บ่อยครั้ง ชาตินี้มิรู้ว่าเวรกรรมหรืออันใดจึงส่งให้นางผู้ที่เกลียดชังรำไพปานเข้ากระดูกดำมาเป็นบ่าวรับใช้ยังตระกูลนี้อีกครั้ง
“ก่อนนอนหมั่นสวดมนต์ พระพุทธองค์จะคอยคุ้มครอง”
“เจ้าค่ะ” ปิ่นมณีรับมาก่อนจะก้มลงกราบพ่อครู จากนั้นจึงถอยห่างออกไปยังที่ของตน
[1] คาถาชินบัญชร โดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) พระคาถานี้เป็นคาถาศักดิ์สิทธิ์ตกทอดมาจากลังกาท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯค้นพบในคัมภีร์โบราณและได้ดัดแปลงแต่งเติมให้ดีขึ้นเป็นเอกลักษณ์พิเศษผู้ใดสวดภาวนาพระคาถานี้เป็นประจำสม่ำเสมอจะทำให้เกิดความสิริมงคลแก่ตนเองศัตรูไม่กล้ากล้ำกราย
[2] พระคาถาบูชาท่านแม่ธรณี
