บทที่ 13 5/2
หลังจากทำพิธีกรรมทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้ว หม่อมเจ้าภากรจึงขอตัวพาลูกและภริยาออกไปก่อน พวกเขาไม่ได้คิดจะถามหาเหตุผลว่าทำไมพ่อครูต้องให้ของขลังแก่สาวรับใช้ด้วยเพียงแต่เมื่อพ่อครูเห็นว่าดีพวกเขาก็ว่าดี
ทุกคนออกไปกันหมดแล้ว เวลานี้จึงเหลือเพียงแค่อ้ายแก้วที่นั่งเล่นอยู่กับพ่อครูสิงห์เท่านั้น
“อ้ายแก้วเอ็งออกไปตามเขากลับบ้านที ปานนี้แล้วมัวไปเถลไถลที่ไหนก็มิรู้ เมื่อไหร่จะกลับมา”
‘พ่อเป็นห่วงแม่หรือจ้ะ’
พ่อครูสิงห์มองมันสายตาเรียบนิ่ง จนอ้ายแก้วไม่กล้าหยอกล้อต่อเพราะเกรงว่าจะโดนไม้ตะพดฟาดเข้าให้มันหลังลาย
‘ไปแล้วจ้ะพ่อ ไปเดี๋ยวนี้แหละจ้ะ อย่าริทำตัวเป็นวัยรุ่นใจร้อนสิจ้ะ’ ถึงจะกลัวแค่ไหนแต่อ้ายแก้วมันก็ยังคงเป็นเด็กติดเล่นอยู่ดีนั้นแหละ
“อ้ายแก้ว!” สิงหเรศว่าเสียงเข้ม กำไม้จะฟาดลงกลางหลังไอ้กุมารทองจอมอวดดีแต่มันก็หายวับไปกับตาเขาเสียก่อน นิลกาฬหนุ่มถอนหายใจเฮือกหนึ่งพลางส่ายศีรษะไปมา
“นี่ก็ค่ำมืดแล้วเธอไปอยู่ไหนของเธอนะเพชรพรรณาราย” เขาพึมพำกับตนเองเบา ๆ พลางนึกอยากจะเขกหัวทีปกรสักทีสองที ปานนี้แล้วยังไม่พาเพชรพรรณารายกลับมาส่งเรือนอีกหรือ
“ฮัดชิ้ว!” ทีปกรจามเสียงดังพลางทำจมูกฟุดฟิด นึกในใจว่าต้องมีคนคิดถึงตนเป็นแน่
“กรสกปรก” เพชรทำทีรังเกียจเมื่อเพื่อนนั้นไม่ยอมปิดปาก
“โทษทีวะ สงสัยมีคนคิดถึงกู” ทีปกรขยี้จมูกเบา ๆ อย่างไม่ใส่ใจมากนัก เพชรจึงได้แต่ส่ายหน้าไปมา ทีปกรทำตัวไม่สมกับเป็นหมอสักนิด ก็มีอย่างที่ไหนที่คนที่จบแพทย์มาจากเมืองอังกฤษจะเชื่อเรื่องผีสาง อีกทั้งยังเล่นคุณไสย นับถือพ่อครูสิงห์เสมือนบิดาบังเกิดเกล้า ทั้งที่ตัวเองเป็นหมอแท้ ๆ
“มึงจะเข้าไปจริง ๆ เหอะ” สายตาเฉยชามองไปยังสถานที่ซึ่งเรียกได้ว่าไม่น่าอภิรมย์เสียเท่าไรนัก อีกทั้งการที่เพชรทำเช่นนี้หากพ่อครูรู้เข้าก็คงจะโกรธเอาได้ มีอย่างที่ไหนเป็นถึงว่าที่ภรรยาของผู้ทรงศีลแต่กลับเลือกที่จะมาดูหมอดูเสียอย่างนั้น
“ก็เราอยากรู้นิ ว่าทำไมผีตนนั้นถึงตามเรา”
“แล้วทำไมมึงไม่ถามพ่อครูเอาล่ะ”
“เขาไม่ยอมบอกเราหรอก” เพชรว่าอย่างนั้น นึกขึ้นมาเองว่าหากตนถามไปตรง ๆ มีหรือคนนิ่งขรึมอย่างพ่อครูสิงห์จะยอมบอกง่าย ๆ
ทีปกรถอนหายใจ เอาก็เอาวะ อยากจะรู้เหมือนกันว่าหมอดูที่พยาบาลในวอร์ดแนะนำมามันจะแม่นแค่ไหนกัน
‘พี่กร พ่อให้มาตามแม่กลับบ้านจ้ะ’ เสียงแหลมเล็กของเด็กชายเอ่ยขึ้น ทว่ากลับไม่ปรากฎตัวให้เขาเห็น ทีปกรถอนหายใจอีกครั้ง ครานี้หากพ่อครูรู้เข้าเขาต้องโดนไม้ตะพดพ่อครูเขกกบาลเอาเป็นแน่
“เป็นอะไรกร เข้าไปเถอะฝนจะตกแล้ว” เพชรลูบแขนตนเองไปมาเพราะเริ่มรู้สึกหนาวขึ้นมา ทั้งลมยังเริ่มพัดแรงขึ้นเรื่อย ๆ คล้ายว่าอีกไม่นานฝนห่าใหญ่ต้องตกลงมาเป็นแน่
ทีปกรพยักหน้ารับก่อนที่เขาจะเป็นฝ่ายเดินนำนิลกาฬหนุ่มเข้าไปยังสำนักหมอดู ด้านอ้ายแก้วที่เห็นเช่นนั้นจึงรีบกลับไปหาพ่อครูของมัน
สิงหเรศยืนอยู่ริมหน้าต่าง สองมือไพล่หลัง สายตาคมสงบเยือกเย็นทอดมองไปเบื้องหน้าราวกับกำลังรอใครบางคนอยู่
“พ่อจ้ะ”
“...” พ่อครูไม่ได้ตอบเพียงแค่หมุนตัวกลับไปแล้วจึงนั่งลงตรงหน้าโต๊ะหมู่บูชาพระ ขณะที่ยกขันน้ำขึ้นดื่มอย่างใจเย็น
“แม่กับพี่กรไปหาหมอดูจ้ะพ่อ”
“อือ”
“แล้วพ่อไม่โกรธหรือจ๊ะ” อ้ายแก้วเอ่ยถาม เพราะทั้งที่พ่อของมันเป็นถึงพ่อครูมีวิชาอาคมอยู่มาก เหตุใดแม่ต้องไปถามเอาความจริงกับหมอดูเช่นนั้นด้วยเล่า
“ถ้าเขาอยากรู้จากข้าเขาก็จะถามเอง”
นัยน์ตาสีเปลือกไม้มองสำรวจไปรอบ ๆ เข้ามาด้านในแล้วกลิ่นอายอันไม่พึงประสงค์ก็ตีขึ้นจมูกจนรู้สึกมวนท้องอยากจะอาเจียนออกมาเสียให้ได้ ทว่ากลับมีลมสายหนึ่งพัดหน้าต่างให้เปิดออก คุณชายรักสะอาดอย่างเพชรได้หายใจหายคอคล่องขึ้นมาบ้าง
บรรยากาศด้านนอกมืดฟ้ามัวฝนไปประหนึ่งกับพายุฝนกำลังจะกระหน่ำลงมา กระนั้นที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะการมาเยือนของเด็กสองคนนี้แหละ
“มากันแล้วหรือ” เสียงเนิบนาบของใครบางคนดังขึ้นในความมืดมิด ก่อนที่เจ้าของเสียงจะโผล่หน้าออกมาพร้อมตะเกียงที่อยู่ในมือ ชายตรงหน้าอายุราวสี่สิบปลาย ๆ สวมเสื้อยืดสีขาว กางเกงสีขาวราวกับผู้มาปฏิบัติธรรม ท่าทางที่แสดงออกนั้นนิ่งขรึม จนเพชรแอบคิดว่าคนเช่นนี้จะมาอยู่ในสำนักหมอดูธรรมดา ๆ ทำไมกัน
“ตามมาสิ” ชายคนนั้นบอกกล่าวแก่ทั้งสองก่อนจะเดินนำหายเข้าไปด้านใน เพชรและทีปกรหันหน้ามองกันเล็กน้อยพลางพยักหน้าให้แก่กันจากนั้นทีปกรก็จับมือเพชรเดินตามเข้าไปด้านใน
กลิ่นอายเย็นของธูปและเทียนหอมลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ ทำให้บรรยากาศเมื่อครู่ที่อับชื้นดูดีขึ้นมามากทีเดียว ทันทีที่พวกเขาเข้ามาถึงก็เห็นว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งนั่งรออยู่ก่อนหน้าแล้ว
“ท่าจะเจอมาหนักนะเอ็ง” หญิงตรงหน้าเอ่ยทักขึ้น อายุของเธอดูราวสี่สิบต้น ๆ แต่งกายราวกับพวกหมอดูยิปซีของฝรั่งที่เขานิยมกัน ทว่าบนโต๊ะตรงหน้าเธอกลับมีเพียงขันใส่น้ำสีทองใบหนึ่งหาใช่ไพ่แบบชาวตะวันตกเหล่านั้น
“ครับ”
“อยากรู้อะไรก็ถามมา แต่กูตอบได้ไม่หมดหรอกนะ” พูดพร้อมหันไปหยิบเทียนเล่มหนึ่งจากด้านหลังออกมา เพชรเผยสีหน้าตั้งคำถามพลางขมวดคิ้วมุ่น
“ทำไมตอบไม่ได้ล่ะครับ” เพชรเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจก่อนจะถามออกไปบ้าง
“กูเป็นหมอดูไม่ใช่หมอผีไม่อาจจะไปยุ่งเรื่องเวรกรรมของใครหรอกเพราะเดี๋ยวเขาจะโกรธเอา”
“ตอบไม่ได้ก็กลับ เสียเวลา” ทีปกรคว้าข้อมือของเพื่อนสนิทให้ลุกขึ้นยืนตามแต่เพชรพรรณารายกลับฝืนแล้วดึงเขาให้นั่งลงอีกครั้ง
“กรไม่เอา เราอยากรู้”
“ก็เขาบอกว่าตอบไม่ได้แล้วมึงจะถามทำไมอีก”
“หึ! นี่เอ็งดูถูกข้างั้นหรือ”
“หรือไม่จริง เป็นหมอดูเสียเปล่าแต่บอกว่าบอกไม่ได้แล้วจะเป็นหมอดูไปทำไมกัน” เอ่ยคล้ายกับหยั่งเชิงอีกฝ่าย อันที่จริงทีปกรพอจะรู้ความหมายที่เธอบอก กรรมใครกรรมมัน เธอเป็นเพียงหมอดูไม่ควรจะเอามือเข้าสอดแต่จะให้ทำอย่างไรเขาเองก็ไม่อยากจะเสียเวลาและเขาเองก็อยากรู้เช่นกันว่าทำไมเจ้ากรรมนายเวรของเพชรพรรณารายจึงอาฆาตแค้นถึงเพียงนั้น
“กรพอเถอะ” เพชรเอ่ยปราม ทีปกรจึงยอมเงียบเสียงลง
“แล้วแม่หมอพอจะบอกได้แค่ไหนครับ”
“ตามที่เขาให้ข้าพูด”
