บทที่ 17 6/3
ทีปกรสาดส่องสายตาไปรอบ ๆ ก็เห็นว่ามันมืดมาก มืดจนมองไม่เห็นทางแต่โชคดีที่เขาไม่เห็นสัมภเวสีหรือเงาดำข้างทางอีกแล้วแต่นั่นก็ยังดีกว่าเพราะตอนนี้เขาเริ่มได้ยินนกแสกหวีดร้องเสียงแหลมอยู่เหนือหลังคารถของตนแล้ว ใจของทีปกรเริ่มสั่นระรัวราวกลองศึก เขาใช้มือข้างหนึ่งกำพวงมาลัยมืออีกข้างก็กำสร้อยพระที่พ่อครูสิงห์ให้มาเอาไว้แน่น ถึงแม้จะเคยเจอผีมาบ้างแต่ทุกครั้งจะมีพ่อครูอยู่ด้วยถึงจะฝากตัวเป็นลูกศิษย์มาเสียหลายปีแต่ก็ใช่ว่าเขาจะเก่งอย่างพ่อครูเสียหน่อย
ฝูงนกแสกหวีดเสียงร้องแหลมบาดแก้วหู ทั้งยังได้ยินเสียงกลองดังสนั่นตลอดสองข้างทางที่รถของเขาขับผ่าน อุณหภูมิภายในรถเริ่มลดลงเรื่อย ๆ ทีปกรจึงได้เอื้อมมือไปเบาแอร์ทว่าสายตาของเขากลับเหลือบไปเห็นหญิงสาวในชุดสไบสีทองอร่ามคล้ายกับนางรำในสมัยก่อนนั่งอยู่ตรงเบาะด้านหลังรถ ใบหน้าของเธอนั้นแม้จะไม่เละเทะจนดูน่ากลัวแต่สายตาดุร้ายที่มองผ่านบานกระจกกลับชวนหวาดหวั่น
เสียงผิวปากเป็นเพลงไทยเดิมดังแว่วขึ้นข้างหู ทั้งเสียงกลองยังคงดังขึ้นเรื่อย ๆ ทีปกรบริกรรมคาถาไม่หยุดหย่อน แต่ดูเหมือนว่ามันกลับไม่ได้ผล ผีตนนี้มีฤทธิ์มากทีเดียวเพราะภายในรถเองก็มีพระพุทธรูปและยันต์ติดอยู่แต่ดูเหมือนว่าเธอจะไม่กลัวเลยสักนิดกลับจ้องมองเขาอยู่อย่างนั้น ทีปกรหลังติดกับเบาะรถแน่น ทั้งที่อากาศภายในรถหนาวจับใจแต่เขากลับรู้สึกว่าที่นี่ร้อนมาก ร้อนราวกับเปลวเพลิงคอยแผดเผา ความประหม่าในแววตาฉายชัดออกมา
“สัพเพทวาปีสาเจวะ อาฬะวะกาทะโยปิยะ ขัคคัง ตาละปัตตัง ทิสวา สัพเพยักขา ปะลายันติ สักกัสสะ วะชิราวุธัง เวสสุวัณณัสสะ คะธาวุธัง อะฬะวะกัสสะ ทุสาวุธัง ยะมะนัสสะ นะยะนาวุธัง อิเมทิสวา สัพเพยักขา ปะลายันติ![1]”
หลังจากที่ประโยคสุดท้ายจบลงผีตนนั้นก็จางหายไป แต่ทีปกรเองก็ยังคงท่องต่อไปแต่ในจังหวะที่กำลังบริกรรมคาถาอยู่นั้น เงาร่างของหญิงสาวคนหนึ่งก็ปรากฏขวางหน้ารถของเขาเอาไว้ ตลอดทั่วทั้งร่างนั้นแต่งกายด้วยชุดสีขาวหากแต่กลับขาดวิ่นรุงรัง ผมของเธอนั้นยาวจนแทบจะลากไปกับพื้นถนน เธอก้มหน้าต่ำ ไม่คิดที่จะหลีกหนีหรือหลบหลีกรถของเขา ทีปกรเลียริมฝีปากเล็กน้อยรู้โดยทันทีว่าหญิงสาวชุดขาวตรงหน้าไม่ใช่คน จิตใจของเขาเริ่มหวั่นวิตก ทั้งที่ปากของเขายังคงบริกรรมคาถาแต่มันกลับไม่ได้ผล สัมภเวสีเหล่านี้ไม่คิดจะหายไป
“เชี้ย!!” ในวินาทีที่กำลังจะพุ่งชนร่างของหญิงสาว เธอกลับล้มตัวนอนลงไปกับพื้นจากนั้นร่างของเธอคล้ายกับว่าไม่มีกระดูก มือและขาทั้งสองข้างบิดเบี้ยวผิดรูปร่าง กระดูกสันหลังหักออกจากกันจนส่วนหัวติดกับเท้าคล้ายกับแมงมุมไม่มีผิดเพี้ยง อีกทั้งดวงตาที่เคยเล็กเรียวเวลานี้ขยายออกจากกันจนโผล่ออกมาจากเบ้า
ทีปกรเหงื่อตกเขานิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ในจังหวะที่ยังคงบริกรรมคาถาอยู่นั้นทีปกรก็เหมือนจะลืมบทสวดที่ร่ำเรียนมา รถของเขาพุ่งชนร่างของผีร้ายอัปลักษณ์จนทะลุร่างของมันไป ทว่าแทนที่มันจะหายไปผีแมงมุมตนนั้นกลับคลานตามรถเขามาด้วยความเร็ว จากนั้นมันก็หยุดชะงักตามสัญชาตญาณ แล้วจึงเริ่มคลานต่อ เธอหวีดร้องเสียงแหลมเสียดแทงแก้วหูคล้ายกับสัตว์ป่า
ทีปกรขวัญผวารีบนึกถึงบทสวดที่พ่อครูเคยสอนแล้วท่องใหม่ ทั้งที่มือยังคงจับพวงมาลัยไว้แน่นเร่งเครื่องให้เร็วมากขึ้นแต่เพียงเสี้ยววินาทีเขาหันกลับไปมองด้านหลังก็เกิด...
โครม! เอี๊ยดดดด
กิ่งไม้ใหญ่หล่นลงบนหน้ากระโปรงรถทำให้รถเสียหลักต้องเบรกอย่างกะทันหัน กลุ่มควันสีขาวลอยคละคลุ้งไปทั่ว
“อะไรอีกวะเนี่ย!” ทีปกรสถบออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ เขารีบลงจากรถเพราะจิตใต้สำนึกของเขาบอกว่ามันไม่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้ว ความทะมึนอาบย้อมเงาร่างหลายสิบตนรุมทึ้งรถของเขาราวกับก้อนสีดำขนาดใหญ่ ก่อนที่วิญญาณของผีแมงมุมตนนั้นจะคลานมาหยุดอยู่ตรงหน้าเขาจากนั้นเธอก็คลานเข้าไปในรถทันที วิญญาณร้ายพยายามจะแกะกล่องที่อยู่ด้านหลัง ทีปกรจึงได้รู้สาเหตุที่เธอตามเขามา กล่องใบนั้นบรรจุชิ้นส่วนของอาจารย์ใหญ่ที่เขามักจะนำไปศึกษามาด้วย ดูท่าแล้ววิญญาณร้ายตนนี้เพียงต้องการอาหารเท่านั้น
ทีปกรสะบัดหน้าพรืดไม่คิดจะใส่ใจมันอีก ความหวาดกลัวทำให้เขาวิ่งก้มหน้าอย่างไม่คิดชีวิต ทว่าวินาทีที่เขากำลังวิ่งอยู่นั้นกลับรู้สึกว่าตนชนเข้ากลับบางสิ่ง นัยน์ตาสีรัตติกาลหวาดหวั่นเมื่อเห็นว่ามีเท้าคู่หนึ่งอยู่ตรงหน้าเขา เขาจึงจำต้องค่อย ๆ เงยหน้ามองอย่างเลี่ยงไม่ได้ ทว่าภาพตรงหน้าทำให้ร่างสูงตกใจจนถอยหนี หากแต่เขากลับก้าวขาไม่ออกไม่ไกลมากกว่านั้น
ใบหน้าของหญิงสาวด้านหนึ่งเป็นแผลเหวอะหวะคล้ายกับถูกสัตว์กัดกิน ดวงตาแดงก่ำประหนึ่งหยาดโลหิตจ้องมองทีปกรที่ไม่แม้แต่ขยับกายด้วยแววตาดุร้ายคล้ายต้องการสังหารตน
“มึงอย่าเสือก!”
ภาพตรงหน้าทำให้เขาเองที่จิตใจเข้มแข็งไม่อาจทนรับไหว ร่างทั้งร่างร่วงหล่นอย่างไร้สติ จากนั้นไม่นานเหล่าผีร้ายก็ได้จางหายไปในที่สุด ทิ้งไว้เพียงเพทายหนุ่มที่นอนกลางถนนไร้ผู้คนพบเจอ
[1] ถาคาขุนแผนป้องกันผี
