บทที่ 21 7/3
“แต่ลูกอยากกอดคุณแม่ คุณแม่รู้ไหมครับว่าลูกกลัวแค่ไหนที่คุณแม่ไม่อยู่ตรงนี้กับลูก ลูกกลัว...กลัวเหลือเกิน กลัวว่าตนจะตายไปแล้วทำให้ท่านพ่อและทุกคนเสียใจ” หยาดน้ำตาสีใสไหลรินอย่างไม่อาจห้ามปราม หัวใจกระตุกวูบเมื่อเห็นว่ามารดาบังเกิดเกล้าอยู่ตรงหน้าแต่เขากลับไม่สามารถทำอะไรได้เลย
‘เชื่อแม่นะชายเล็ก ห้ามถอดสร้อยเส้นนั้นเด็ดขาดเพราะมันจะช่วยปกป้องคุ้มครองลูกจากวิญญาณร้ายตนนั้น’ เธอกล่าวออกมาอย่างจริงจัง ทั้งที่ภายในใจแล้วเป็นเธอเองที่อยากเข้าไปสวมกอดลูกจับใจ แต่เธอเป็นเพียงสัมภเวสีเท่านั้นจึงไม่อาจจะย้ำกายผู้ที่ครอบครองสิ่งของศักดิ์สิทธิ์อย่างเขี้ยวเสือโคร่งโปร่งฟ้าได้
‘เชื่อแม่เถิดหนาชายเล็ก ห้ามถอดสร้อยเส้นนี้เด็ดขาด’ ดวงตาหม่นหมองทอประกายประหนึ่งได้รับพลังงานมหาศาลเมื่อจับจ้องไปยังสร้อยเขี้ยวเสือโคร่งโปร่งฟ้าบนลำคอของบุตรชายที่ยังคงส่องแสงสีทองเรืองรองออกมา
เพชรพรรณารายพยักหน้ารับอย่างเชื่อฟังเพราะเกรงว่าสร้อยเขี้ยวเสือที่ตนสวมใส่จะทำอันตรายต่อมารดาเขาจึงถอยห่างออกไปครึ่งก้าว
‘เป็นห่วงเขาใช่ไหม’
เพชรพยักหน้า ทั้งเป็นห่วงทั้งกังวลจนไม่อาจข่มตาหลับได้ หากไม่ใช่เพราะเขาทีปกรคงไม่เดือดร้อนและพ่อครูสิงห์เองก็คงไม่ต้องมาแต่งงานกับคนอย่างเขา เขานี่มันตัวซวยอย่างที่ใคร ๆ ว่าเสียจริง
‘พวกเขาจะปลอดภัยเชื่อแม่นะ แม่เชื่อว่าพ่อครูสิงห์เขาจะรักษาสัญญาที่มีต่อลูก เขาจะช่วยหนูกรกลับมาอย่างปลอดภัย ฉะนั้นเลิกโทษตัวเองได้แล้วชายเล็กของแม่ หนูไม่ใช่ตัวซวย เข้าใจที่แม่พูดใช่ไหม’
“ครับคุณแม่”
‘พวกเขามาแล้ว ลูกลงไปช่วยเขาเถิด’
เพชรพรรณารายหันกลับไปมองด้านหลังก็เห็นแสงจากไฟหน้ารถสาดส่องเข้ามาเขาจึงไม่รอช้าที่จะรีบออกไป ทว่าเขากลับไม่ลืมผู้ที่คอยเตือนสติตน
“ขอบคุณนะครับคุณแม่ ลูกรักคุณแม่นะ”
ดวงหน้าซีดขาวเผยรอยยิ้มเอ็นดู ‘แม่จะอยู่ตรงนี้รอลูกกลับมานะชายเล็ก’ เธอมองไปที่ตุ๊กตากระเบื้องเคลือบตัวเดิมจากนั้นจึงยกยิ้มให้กับบุตรชาย มองส่งสายตาจนเห็นว่าเพชรพรรณารายออกไปด้านนอกแล้วตนจึงเข้าไปสิงสถิตอยู่ที่ตุ๊กตาตัวนั้นดังเดิม
“คุณพระ! ตายจริงคุณกรเป็นอะไรไปเจ้าคะท่านครู” แม่นมอรที่รับหน้าที่เฝ้าประตูหน้าวังอุทานขึ้นด้วยความตกอกตกใจเมื่อเห็นว่าพ่อครูสิงห์พยุงร่างของเพื่อนสนิทคุณชายเล็กกลับมาดึกดื่นค่อนคืนเสียขนาดนี้ ทั้งคุณกรเองก็ยังดูไร้สติ ใบหน้าดำคล้ำประหนึ่งว่าได้พบเจอเหตุการณ์ร้ายแรงมา
“กระผมช่วยครับ” นายเชิดที่เฝ้าประตูวังอยู่เช่นเดียวจึงรีบเข้ามาช่วยพยุงร่างของทีปกรเอาไว้
“เรียกบ่าวทุกคนให้มารวมตัวกันที่นี่” น้ำเสียงทรงอำนาจเอ่ยสั่งออกมา
“เจ้าค่ะ ๆ” แม่นมอรวิ่งวุ่นด้วยความลนลานใจ กระนั้นเองที่เพชรพรรณารายพึ่งมาถึงเพราะห้องนอนของตนอยู่ทางปีกขวาของวังแม้จะรีบแค่ไหนเขาก็ยังมาถึงช้าอยู่ดี เมื่อเห็นร่างไร้สติของเพื่อนสนิทที่ต้องมาเดือนร้อนเพียงเพราะยื่นมือเข้ามาช่วยเขา ก็ประหนึ่งเส้นสติขาดผึงลงพลางรีบเข้าไปสวมกอดเพื่อนรักในทันที
“กร! กรเราขอโทษ ขอโทษนะกร” น้ำตาสีใสไหลรินอย่างรู้สึกผิดสองมือกอดร่างเพื่อนสนิทไว้แน่น ครูสิงห์เข้ามาหาพวกเขาก่อนจะจับให้ทั้งสองแยกจากกัน จากนั้นจึงสั่งให้คนนำร่างไร้สติไปนอนพักที่ห้องรับรองของวังเสียก่อน
“สงบใจเสียพ่อเพชร แล้วให้คนไปบอกวัดใกล้ ๆ นี้ให้พระท่านช่วยทำพิธี”
“ทำพิธี(?)” หัวคิ้วเรียวงามย่นเข้าหากันอย่างมีคำถาม
“พิธีสู่ขวัญ เจ้ากรเจอสิ่งไม่ดีมา ฉะนั้นเราต้องเรียกขวัญให้กลับคืนร่าง” พ่อครูสิงห์อธิบาย มีแต่วิธีนี้เท่านั้นที่จะทำให้ทีปกรฟื้นสติกลับคืนมา
“เราพาเขาไปโรงพยาบาลไม่ดีกว่าหรือเจ้าคะ”
“แม่นมครับเชื่อพ่อครูสิงห์เขาเถอะนะครับ” ถึงตนจะขึ้นชื่อว่าเป็นศัลยแพทย์ที่ควรจะเชื่อหลักการทางวิทยาศาสตร์มากกว่าแต่เรื่องที่เขาพบเจอมาตลอดนี้ทำให้เขาไม่อาจจะปฏิเสธคำบอกกล่าวของหมอธรรมตรงหน้าได้
“เจ้าค่ะ”
“พ่อครูครับ ทางวัดแจ้งมาว่าให้เข้าไปได้เลยครับ พระท่านจะช่วยอย่างเต็มที่” นายเชิดที่หายไปคุยโทรศัพท์บอกกล่าวออกมา โชคดีที่คนของวังวงศ์วริศธารามักชอบทำบุญทำกุศลกับวัดวาใกล้เคียงนี้อยู่เสมอ เมื่อเดือดร้อนมาพระท่านจึงเต็มใจช่วยเป็นอย่างยิ่ง
“คุณมันจะได้ผลจริง ๆ ใช่ไหม” น้ำเสียงที่แหบพร่าของเขาระคนความเจ็บปวด
“ฉันเองก็ไม่มั่นใจแต่อย่างไรเจ้ากรมันก็เป็นลูกศิษย์ของฉัน ขอให้เธอเชื่อฉันเถิดหนาพ่อเพชร ฉันจะไม่มีวันยอมให้เจ้ากรเป็นอะไรไปแน่”
“ครับ ผมเชื่อคุณ”
