บทที่ 5 2/2
สถานีรถไฟหัวลำโพง
ใช้ระยะเวลาเกือบครึ่งชั่วโมงในที่สุดเขาก็มาถึงหัวลำโพงเสียที เพชรเอนกายพิงกระโปรงรถพลางมองนาฬิกาข้อมือเรือนหรูของตนสลับกับทางออกของประตูสถานีรถไฟ นี่ก็เลยเวลานัดมาเกือบสิบนาทีแล้วแต่เพชรก็ตามหาตัวคนที่ท่านพ่อให้มารับไม่เจอเสียที
“เอ๊ย! ระวังหน่อยซิวะเดียวก็ตกลงไปตายหรอก” เสียงเตือนหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง
“ขอโทษทีพี่” ชายคนนั้นตอบขณะที่มือทั้งสองข้างกำลังแบกท่อนเหล็กยาวราวสองเมตรด้วยกันไว้บนบ่า ก่อนจะค่อย ๆ ก้าวไปยังทางเดินของนั่งร้าน
ในขณะที่เพชรเองก็เริ่มจะกระวนกระวายใจอย่างบอกไม่ถูก เขาจึงตัดสินใจว่าจะเดินออกไปดูอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าคนคนนั้นจะมาตรงเวลาตามที่นัดหมายเอาไว้ หากแต่หางตาก็เหลือบไปเห็นเงาของแท่งเหล็กที่กำลังจะร่วงหล่นมาและสีหน้าตื่นตกใจของคนงาน
“ระวัง!”
เพชรพรรณารายหลับตาปี๋ เขาได้ยินเสียงของใครสักคนเตือนเขาให้ระวังแต่ความกลัวก็มีมากกว่า ถึงแม้อยากจะหนีมากสักเพียงใดแต่ร่างกายก็ไม่ยอมขยับราวกับมีมือนับสิบมาตรึงมันเอาไว้ เสี้ยววินาทีที่เหล็กแหลมกำลังจะพุ่งปักกลางศีรษะของเขาก็มีมือของใครบางคนมากระชากเขาให้หลบมัน
“กรี๊ดดดดดดดดด!”
เคร้ง! เสียงเหล็กที่หล่นกระทบพื้นดังสนั่น เพชรหลับตาปี๋ไม่กล้าที่จะมองมันด้วยซ้ำ
“ไป!” ชายคนนั้นเอ่ยเสียงเหี้ยมทำให้เพชรยิ่งตกใจและสั่นกลัว
“ลืมตาได้แล้วมันไปแล้ว”
เพชรลืมตาขึ้นก็พบว่าตนอยู่ในอ้อมกอดแกร่งของใครสักคนหนึ่งที่มาช่วยเขาเอาไว้ สายตาพลางเหลือบไปมองแท่งเหล็กที่หล่นลงมาเฉียดตัวเขาไปเพียงนิดเดียวเท่านั้น ไม่นานเขาก็เริ่มได้สติขึ้นมาจึงรีบดันร่างสูงตรงหน้าให้ออกห่าง
นิลกาฬหนุ่มหอบหายใจ มือหนึ่งทาบหน้าอกของตนเอาไว้ฟังเสียงหัวใจที่รัวเร็วดั่งกลองรบ เขาผ่อนลมหายใจอย่างแรง ขณะที่ว่าไม่สนใจว่าคนตรงหน้าจะมองตนด้วยสายตาเช่นไร เขาเกือบจะโดนเหล็กแหลมพุ่งทะลุร่างเกือบตายเสียแล้ว
ชายคนนั้นเห็นว่าเขาท่าทางไม่สู้ดีนักจึงได้พยุงนิลกาฬหนุ่มไปพักที่เก้าอี้ใกล้ ๆ นั้น
“ชื่อเพชรพรรณารายใช่ไหม”
เพชรค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นตามเสียงนั้น เขาจ้องมองคนที่ช่วยตนอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้ารับคำ ชายตรงหน้ารูปร่างสูงใหญ่รอบกายแผ่กลิ่นอายน่าเกรงขามออกมา อีกครั้งนัยน์ตาราชสีห์ที่จ้องมองเขายังดุดันจนดูน่ากลัว ทว่าเพชรกลับรู้สึกปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูก
“ข้าชื่อสิงหเรศ”
“คุณคือคนที่คุณพ่อให้มารับ”
ฝ่ายนั้นทำเพียงพยักหน้ารับเท่านั้น ก่อนที่สายตาของเขาจะเหลือบไปอีกทางราวกับมองอะไรบางอย่างอยู่
“กรรมหนักหนานะเอ็ง”
“ครับ (?)” เพชรพรรณารายขมวดคิ้ว ไม่นานเขาก็คลายความสงสัยนั้นออกไป เพราะดูท่าทางแล้วชายคนนี้คงเป็นผู้มีวิชาอาคมอยู่บ้างพอสมควร ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่รู้สึกว่าตนปลอดภัยขนาดนี้
“คุณเป็นใครหรือครับ”
“โน่นรถเอ็งใช่ไหม” ฝ่ายนั้นไม่ตอบแต่เป็นคนถามขึ้นมาแทน เพชรพยักหน้าหงึก
“เดินนำไปสิพ่อเอ็งให้มารับข้าไม่ใช่รึ”
“แต่ผม....” เพชรยังรู้สึกใจหายไม่หาย อีกทั้งเรี่ยวแรงยังไม่ค่อยมีด้วย
“หรือเดินไม่ไหว” น้ำเสียงนั้นเรียบนิ่ง ทว่าการกระทำกลับตรงกันข้ามเขาเข้ามาหมายจะช้อนร่างของนิลกาฬหนุ่มขึ้น ทว่ากลับโดนเจ้าตัวผลักออกและโวยวายขึ้นมา
“เอ๊ย! คุณจะทำอะไรผม”
“ข้าก็จะอุ้มเอ็งอย่างไร”
“ผมเดินเองได้”
ว่าแล้วก็ทำท่าจะลุกยืนขึ้นมา “โอ๊ย!” ทว่าเขากลับไม่คิดว่าตนจะหมดเรี่ยวแรงจนล้มลงไปอีกครั้ง แต่โชคดีที่สิงหเรศรับร่างของเขาไว้ได้ทัน ไม่เช่นนั้นเพชรคงได้ขายหน้าอีกเป็นแน่
“อย่าอวดเก่ง”
“คุณ!”
“เจ็บเท้ามิใช่หรือ”
คนคนนี้เป็นคนอย่างไรกันแน่จะดีหรือจะร้ายกับเขา เมื่อครู่ยังด่ากันอยู่เลย แล้วตอนนี้กลับมาเป็นห่วงกันเสียอย่างนั้น เขาชักจะคาดเดาอารมณ์ของชายตรงหน้าไม่ถูกเสียแล้ว
“คุณเป็นโกเมนหรือครับ”
“ข้าเหมือนพวกโกเมนหรือ”
“อือ...ก็เห็นอารมณ์แปรปรวนอย่างกับคนมีประจำเดือนนิ”
“เอ็งว่าอะไรนะ(?)”
“เปล่าครับ จะช่วยผมไม่ใช่หรือ เอาสิครับแต่ห้ามอุ้มนะ”
“ใครมันอยากจะไปอุ้มเอ็งกันวะตัวอย่างกับควาย”
เพชรเบะปาก แอบหมั่นไส้คนตัวโตกว่าเล็ก ๆ หากแต่เขาก็ยังต้องพึ่งพาชายหนุ่มคนนี้อยู่มาก
“คุณชายเป็นอะไรไปครับ!” เชิดที่พึ่งกลับมาจากห้องน้ำวิ่งหน้าตาตื่นมาหาคุณชายของมันที่เดินกะเผลก ๆ โดยที่มีชายคนหนึ่งพยุงอยู่ มันจึงรีบเข้าไปช่วยในทันที
“ฉันไม่เป็นอะไร”
“แต่คุณชายครับ”
“กลับบ้านเถอะ”
“แล้วคุณคนนี้ล่ะครับ” เชิดมองชายตรงหน้าหัวจรดเท้า คนตรงหน้าแม้ไม่ได้สักเต็มตัวแต่เสื้อที่สวมใส่ทำให้เห็นไปถึงด้านในอกแกร่ง เพทายหนุ่มขมวดคิ้วมุ่น คุ้นเคยรอยสักนี้เหลือเกินเหมือนกับว่าเขาเคยเห็นมันที่ไหนสักแห่ง
“พ่อครูสิงห์ พ่อครูสิงห์ใช่ไหมจ๊ะ” มันต้องใช่สิ มันจำพ่อครูได้ พ่อครูสิงห์เป็นหมอธรรม[1]ที่ชาวบ้านในหมู่บ้านของมันเคารพนับถือและศรัทธา
“พ่อครู(?) หมายถึงหมอผีหรือนายเชิด”
“ไม่ใช่ครับพ่อครูสิงห์เป็นหมอธรรม”
“หมอธรรม(?)”
“พวกเอ็งจะพูดมากกันอีกนานหรือไม่”
“โอ๊ะขอโทษจ้ะ เชิญทางนี้จ้ะพ่อครู” เชิดรีบเปิดประตูให้กับพ่อครูสิงห์ในทันที ตลอดระยะทางกลับวังวงศ์วริศธาราเต็มไปด้วยความเงียบเชียบ สิงหเรศไม่ยอมแม้แต่จะปริปากพูดสักคำ บรรยากาศจึงชวนอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก
[1] หมอธรรม (พ่อธรรม, พ่อฮักษา) คือ ผู้ที่เรียนคาถาอาคมทางพุทธเวทย์และไสยเวทย์ ปฏิบัติตัวอยู่ในคุณธรรมจริยธรรม มีศีลมีธรรม ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชายสูงอายุ หรือเป็นพระภิกษุ สามารถถือข้อคะลำ (ข้อห้าม) ได้อย่างเคร่งครัด เช่น ไม่ผิดลูกเมียคนอื่น ไม่กินรกของโคกระบือ ไม่กินงู ไม่รับประทานอาหารที่เหลือจากผู้อื่น และเป็นคนที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือ สามารถขจัดปัดเป่าผีร้ายได้ทุกประเภท เช่น ผีปอบ ผีแม่หม้าย ผีกระสือ ฯลฯ
