บทที่ 6 ตอนที่6 ตัวแปรทางธุรกิจ

ตอนที่6

ตัวแปรทางธุรกิจ

ตลอดทางไปโรงแรม ทั้งสองนั่งเงียบอยู่ในรถคันเดียวกัน เหมันต์อ่านเอกสารบนแท็บเล็ต ส่วนเพียงฟ้ามองแสงไฟริมถนนที่ไหลผ่านกระจกรถไปเรื่อย ๆ เธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกพาไปยังสนามรบที่ไม่มีอาวุธ นอกจากรอยยิ้มสุภาพและศักดิ์ศรีที่เหลืออยู่

โรงแรมเมธาวรินทร์สว่างไสวด้วยแสงไฟระยิบระยับตั้งแต่ประตูทางเข้า พรมแดงทอดยาวไปถึงห้องบอลรูมขนาดใหญ่ แขกเหรื่อในชุดหรูเดินเข้าออกพร้อมเสียงหัวเราะและบทสนทนาทางธุรกิจที่แฝงการประเมินผลประโยชน์อยู่ในทุกคำ

เมื่อเหมันต์ก้าวลงจากรถ นักข่าวและแขกบางส่วนก็หันมามองทันที เพียงฟ้ายืนอยู่ข้างเขาอย่างสง่างาม แม้ในใจจะสั่นไหวเพราะสายตาหลายคู่ที่จับจ้องมาอย่างอยากรู้อยากเห็น

“จับแขนผมไว้ และยิ้มให้เป็นธรรมชาติ อย่าให้ใครรู้ว่าคุณกำลังประหม่า” เหมันต์กล่าวเสียงต่ำข้างหูโดยไม่หันมามองเธอ

เพียงฟ้าชะงักเล็กน้อย ก่อนยกมือขึ้นคล้องแขนเขาอย่างเบามือ ความอุ่นจากท่อนแขนแข็งแรงทำให้หัวใจเธอเต้นผิดจังหวะ ทั้งที่เธอรู้ดีว่าการใกล้ชิดครั้งนี้เป็นเพียงการแสดงต่อหน้าคนอื่น

“ฉันจะพยายามค่ะ ถ้าทำอะไรผิด คุณบอกฉันได้ทันทีนะคะ” เพียงฟ้ากระซิบตอบอย่างสุภาพ ขณะฝืนยิ้มรับแสงแฟลชที่วาบขึ้นตรงหน้า

เหมันต์ไม่ได้ตอบ แต่พาเธอเดินเข้าไปในงานอย่างมั่นคง ท่ามกลางสายตาชื่นชมและซุบซิบของแขกหลายคน บางคนชมว่าเธอสวยเหมาะสม บางคนสงสัยว่าทำไมการแต่งงานจึงเกิดขึ้นกะทันหัน บางคนมองเธอเหมือนตัวแปรทางธุรกิจที่เพิ่งถูกวางลงบนกระดาน

“คุณเหมันต์ ยินดีด้วยนะครับ ไม่คิดเลยว่าคุณจะสละโสดเร็วขนาดนี้ ภรรยาสวยมากเลยนะครับ” นักธุรกิจวัยกลางคนคนหนึ่งกล่าวพร้อมยื่นแก้ว           แชมเปญมาทักทาย

“ขอบคุณครับ การแต่งงานครั้งนี้เป็นเรื่องของครอบครัวและความเหมาะสมหลายอย่าง ผมยินดีที่ทุกคนให้เกียรติมาร่วมงานคืนนี้” เหมันต์ตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพและเป็นทางการ ก่อนเหลือบมองเพียงฟ้าเหมือนให้สัญญาณว่าเธอควรพูดบางอย่าง

“ขอบพระคุณมากนะคะที่ให้เกียรติเรา เพียงยังใหม่กับสังคมทางนี้ หากมีสิ่งใดที่เพียงวางตัวไม่เหมาะสม ต้องขอคำแนะนำจากทุกท่านด้วยค่ะ” เพียงฟ้ากล่าวด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลแต่ไม่หวาดกลัวจนเกินไป

เหมันต์เหลือบมองหญิงสาวข้างกายอย่างแปลกใจเล็กน้อย เพราะเธอรับมือกับสถานการณ์ได้ดีกว่าที่เขาคาดไว้ เพียงฟ้าไม่ได้พยายามทำตัวโดดเด่น แต่ทุกคำพูดกลับแสดงถึงมารยาทและความนอบน้อมอย่างพอดี

“คุณภรรยาพูดจาน่ารักมากครับ เหมันต์นี่โชคดีจริง ๆ นะครับ” นักธุรกิจคนนั้นกล่าวพร้อมหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

เพียงฟ้ายิ้มรับอย่างสุภาพ แต่คำว่าโชคดีทำให้หัวใจเธอเจ็บแปลบ เพราะเธอรู้ดีว่าหากถามเหมันต์ เขาคงไม่คิดเช่นนั้นเลย

งานเลี้ยงดำเนินไปท่ามกลางแสงไฟ เสียงดนตรี และบทสนทนาสุภาพที่แฝงความคมคาย เพียงฟ้ายืนข้างเหมันต์ตลอดเวลา เธอยิ้มเมื่อควรยิ้ม ตอบเมื่อควรตอบ และนิ่งเมื่อไม่จำเป็นต้องพูด เธอพยายามทำหน้าที่ภรรยาในนามของเขาให้สมบูรณ์ที่สุด แม้ทุกวินาทีจะรู้สึกเหมือนหัวใจถูกแขวนอยู่บนเส้นด้ายบาง ๆ

กระทั่งเสียงฮือฮาเบา ๆ ดังขึ้นบริเวณทางเข้างาน ผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมชุดราตรีสีแดงเข้มที่ขับให้ผิวขาวยิ่งดูโดดเด่น เส้นผมยาวดัดลอนตกอยู่บนบ่า ใบหน้าสวยเฉี่ยวแต่งแต้มรอยยิ้มอ่อนหวานอย่างรู้จังหวะ ทุกสายตาหันไปมองเธอโดยพร้อมเพรียงราวกับเธอเป็นคนที่ใครหลายคนรู้จักดี

เพียงฟ้าหันไปมองตาม ก่อนหัวใจจะเย็นวาบโดยไม่มีใครบอกชื่อ เธอไม่เคยเห็นหน้าผู้หญิงคนนี้มาก่อน แต่สัญชาตญาณบางอย่างกลับกระซิบบอกทันทีว่าเธอคือเจ้าของสายโทรศัพท์เมื่อคืน...ริสา

เหมันต์นิ่งไปอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเห็นหญิงสาวคนนั้นเดินตรงเข้ามา แววตาคมสั่นไหวเพียงเสี้ยววินาที แต่เพียงฟ้าที่อยู่ใกล้เขาที่สุดมองเห็นมันชัดเจนยิ่งกว่าใคร

“เหมันต์ ไม่คิดเลยว่าจะได้เจอคุณคืนนี้ ยินดีด้วยนะคะกับการแต่งงาน” ริสากล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน พลางยิ้มให้เขาอย่างคนที่มีอดีตร่วมกันมากพอจะพูดเพียงไม่กี่คำก็ทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไป

“ขอบคุณ ริสา ผมก็ไม่คิดว่าคุณจะมางานนี้เหมือนกัน” เหมันต์ตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้เป็นปกติ แต่ความนิ่งของเขากลับไม่แนบเนียนพอจะหลอกคนที่ยืนอยู่ข้างกายได้

ริสาหันมามองเพียงฟ้าช้า ๆ รอยยิ้มบนริมฝีปากยังอ่อนหวาน แต่ดวงตากลับประเมินและแหลมคมเหมือนกำลังมองผู้หญิงที่แย่งบางอย่างไปจากเธอ

“คุณคงเป็นคุณเพียงฟ้า ภรรยาของเหมันต์ใช่ไหมคะ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ ฉันริสา เป็นเพื่อนเก่าของเขา” ริสากล่าวพร้อมยื่นมือมาให้เพียงฟ้าอย่างสุภาพ

เพียงฟ้ายื่นมือไปจับตอบอย่างนุ่มนวล มือของริสาเย็นเฉียบและบีบแน่นกว่าที่ควรจะเป็นเล็กน้อย แต่สีหน้าของอีกฝ่ายกลับยังยิ้มอ่อนหวานไร้พิษภัย

“ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะคุณริสา เพียงได้ยินชื่อคุณเป็นครั้งแรก แต่ดูเหมือนคุณกับคุณเหมันต์จะรู้จักกันมานานมากนะคะ” เพียงฟ้าตอบด้วยรอยยิ้มสุภาพ แม้หัวใจจะเต้นแรงด้วยความเจ็บที่ไม่ควรแสดงออก

ริสาหัวเราะเบา ๆ เสียงนั้นนุ่มนวลเหมือนระฆังแก้ว แต่ถ้อยคำถัดมากลับแฝงเข็มเล็ก ๆ ที่แทงเข้ากลางใจคนฟัง

“ใช่ค่ะ เรารู้จักกันมานานมาก นานจนบางความทรงจำไม่ใช่สิ่งที่ลืมได้ง่าย ๆ แต่ไม่ต้องกังวลนะคะ ฉันดีใจกับเหมันต์จริง ๆ ที่ในที่สุดเขาก็มีภรรยาที่เหมาะสมตามที่ครอบครัวต้องการ” ริสากล่าวด้วยรอยยิ้มที่ดูจริงใจเกินกว่าจะจับผิดได้ง่าย

เพียงฟ้ารู้สึกเหมือนถูกลดค่าจากภรรยาเหลือเพียงตัวเลือกที่ผู้ใหญ่จัดวางไว้ เธออยากถามว่าความเหมาะสมที่ริสาพูดถึงคือการย้ำว่าเหมันต์ไม่ได้เลือกเธอด้วยหัวใจใช่หรือไม่ แต่เธอเลือกกลืนคำถามนั้นลงไป

“ค่ะ การแต่งงานบางครั้งอาจเริ่มจากเหตุผลหลายอย่าง แต่เพียงเชื่อว่าหน้าที่และความจริงใจเป็นสิ่งสำคัญเช่นกันค่ะ” เพียงฟ้าตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าดวงตาของเธอมั่นคงขึ้นเล็กน้อย

เหมันต์หันมามองเพียงฟ้าอีกครั้ง เขาไม่คิดว่าเธอจะตอบได้งดงามและไม่เสียท่าเช่นนี้ ริสาเองก็ชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนรอยยิ้มจะกลับมาอ่อนหวานดังเดิม

“น่าชื่นชมจังค่ะ เหมันต์โชคดีนะคะที่ได้ภรรยาที่เข้าใจหน้าที่ของตัวเองดีขนาดนี้” ริสากล่าวพลางหันไปมองเหมันต์ด้วยแววตาที่เจือความเศร้าอย่างจงใจ

เพียงฟ้ารู้สึกถึงความปวดร้าวจาง ๆ ที่ค่อย ๆ แผ่ขึ้นในอก เธอยืนอยู่ข้างเหมันต์ มือยังคล้องแขนเขา แต่กลับรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นส่วนเกินในวงสนทนาของคนสองคนที่มีอดีตผูกพันกันลึกเกินกว่าที่เธอจะเข้าไปแตะต้อง

ไม่นานนัก ริสาก็ถูกแขกคนอื่นเรียกตัวไปพูดคุย แต่ก่อนจะเดินจากไป เธอหันกลับมามองเหมันต์อีกครั้ง ดวงตาคู่นั้นมีทั้งความอาลัย ความท้าทาย และคำถามที่ไม่จำเป็นต้องพูดออกมา

เหมันต์นิ่งเงียบอยู่นาน ก่อนหยิบแก้วแชมเปญจากบริกรขึ้นดื่มรวดเดียว เพียงฟ้ามองเขาอย่างเป็นห่วง เพราะเธอเห็นชัดว่าอารมณ์ของเขาเปลี่ยนไปตั้งแต่วินาทีที่ริสาปรากฏตัว

“ถ้าคุณไม่สบายใจ เรากลับก่อนก็ได้นะคะ ฉันคิดว่าคืนนี้เราเปิดตัวตามหน้าที่พอสมควรแล้ว” เพียงฟ้าพูดด้วยเสียงแผ่วเบาและสุภาพ เพราะแม้เขาจะเย็นชา แต่เธอก็ยังไม่อยากเห็นเขาเจ็บเพราะอดีต

เหมันต์หันมามองเธอทันที แววตาของเขาคมขึ้นเหมือนถูกแตะต้องในเรื่องที่ไม่ต้องการให้ใครรับรู้

“คุณไม่จำเป็นต้องแสดงความเป็นห่วงผมต่อหน้าคนอื่นมากขนาดนั้น ผมไม่ได้อ่อนแอจนต้องให้คุณมาคอยดูแล” เหมันต์ตอบเสียงต่ำ ความเจ็บจากริสาถูกแปรเปลี่ยนเป็นความแข็งกระด้างใส่คนที่อยู่ใกล้ที่สุด

เพียงฟ้าหน้าเสียเล็กน้อย แต่ยังคงยืนอย่างสง่างาม เธอเริ่มเข้าใจแล้วว่าบางครั้งคนที่เจ็บก็ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำให้คนอื่นเจ็บตามไปด้วย

“ฉันไม่ได้จะทำให้คุณดูอ่อนแอค่ะ ฉันแค่เห็นว่าคุณดื่มเร็วเกินไป และคิดว่าคุณอาจไม่อยากอยู่ในงานแล้วเท่านั้นเอง” เพียงฟ้ากล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนลง แต่ยังไม่ยอมให้ตัวเองสั่นไหวต่อหน้าเขา

เหมันต์ไม่ตอบ เขาเพียงหยิบแก้วใหม่จากบริกรแล้วดื่มอีกครั้ง ราวกับต้องการกลืนบางความรู้สึกลงไปพร้อมแอลกอฮอล์ เพียงฟ้าทำได้เพียงยืนอยู่ข้างเขา เฝ้ามองสามีของตัวเองทำร้ายตัวเองเงียบ ๆ เพราะผู้หญิงอีกคน

งานเลี้ยงยืดเยื้อจนเกือบเที่ยงคืน เหมันต์ดื่มมากกว่าปกติ แต่ยังคงมีสติพอจะกล่าวลาผู้ใหญ่และพาเพียงฟ้ากลับบ้านได้ ระหว่างทางกลับ รถหรูแล่นฝ่าความมืดของเมือง เพียงฟ้านั่งอยู่ข้างเขา เฝ้ามองใบหน้าคมที่พิงพนักเบาะ ดวงตาปิดลงเล็กน้อย ทว่าเส้นกรามยังขบแน่นเหมือนเจ้าตัวกำลังต่อสู้กับบางอย่างในใจ

“คุณเหมันต์ ถ้าคุณเวียนหัวหรือไม่สบาย บอกฉันได้นะคะ เดี๋ยวกลับถึงบ้าน ฉันจะให้ป้านวลเตรียมน้ำอุ่นกับยาแก้เมาค้างไว้ให้” เพียงฟ้ากล่าวอย่างระมัดระวัง เพราะไม่อยากถูกเขามองว่าก้าวก่ายอีก

เหมันต์ลืมตาขึ้นช้า ๆ หันมองเธอในความมืดสลัวของรถ ดวงตาคมที่เคยเย็นชากลับพร่าลงเล็กน้อยจากฤทธิ์แอลกอฮอล์และความสับสนที่กดไว้ทั้งคืน

“ทำไมคุณต้องทำเหมือนเป็นห่วงผม ทั้งที่คุณก็รู้ว่าการแต่งงานนี้ไม่ได้เกิดจากความรัก” เหมันต์ถามเสียงต่ำ คำถามนั้นฟังเหมือนประชด แต่ในส่วนลึกกลับแฝงความอ่อนล้าที่เขาไม่เคยยอมให้ใครเห็นง่าย ๆ

เพียงฟ้านิ่งไปชั่วครู่ ก่อนหันมองออกไปนอกหน้าต่าง แสงไฟริมทางสะท้อนบนดวงตาที่เริ่มเอ่อชื้นของเธอ

“เพราะต่อให้ไม่ได้เกิดจากความรัก คุณก็เป็นสามีของฉันแล้วค่ะ และฉันไม่ได้ถูกสอนให้ละเลยคนที่อยู่ข้างตัวเพียงเพราะเขาไม่รักฉัน” เพียงฟ้าตอบอย่างแผ่วเบา แต่ทุกคำกลับชัดเจนและเจ็บลึก

เหมันต์มองเสี้ยวหน้าของเธอในความเงียบ ความรู้สึกผิดแล่นผ่านใจอย่างรวดเร็ว แต่เขาไม่ยอมรับมัน เขาไม่อยากอ่อนลงเพราะผู้หญิงที่ถูกส่งเข้ามาในชีวิตด้วยเหตุผลทางธุรกิจ และไม่อยากให้ความอ่อนโยนของเธอทำให้เขาลืมอดีตที่ยังค้างคาอยู่

เมื่อกลับถึงคฤหาสน์ ฝนเริ่มโปรยลงมาอีกครั้งราวกับจงใจทำให้ค่ำคืนนี้คล้ายคืนก่อน เพียงฟ้าประคองเหมันต์ลงจากรถ แม้เขาจะพยายามยืนด้วยตัวเอง แต่ร่างสูงก็เซเล็กน้อยเพราะดื่มหนักกว่าที่เขาเคยดื่มมา

“ฉันพาคุณขึ้นห้องนะคะ คุณเดินไหวไหมคะ” เพียงฟ้าถามด้วยความเป็นห่วง ขณะมือเล็กแตะแขนเขาอย่างระมัดระวัง

“ผมบอกแล้วว่าผมไม่ต้องให้คุณดูแล” เหมันต์ตอบเสียงเข้ม แต่ไม่ได้สะบัดมือเธอออกเหมือนเมื่อเช้า

“คืนนี้คุณดื่มมากเกินไปค่ะ ต่อให้คุณไม่อยากให้ฉันดูแล อย่างน้อยให้ฉันพาคุณขึ้นไปถึงห้องก่อนก็ยังดี หลังจากนั้นฉันจะไม่รบกวนคุณอีก” เพียงฟ้ากล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นขึ้นเล็กน้อย เพราะความห่วงใยของเธอในเวลานี้มากกว่าความกลัวถูกปฏิเสธ

เหมันต์เงียบไป เขาควรปฏิเสธ แต่เมื่อมือเล็กประคองเขาไว้ กลิ่นหอมอ่อนจากเรือนผมและความอบอุ่นบางเบาจากร่างของเธอกลับทำให้เขาไม่อยากผลักออก

เพียงฟ้าพาเขาขึ้นไปยังห้องนอนฝั่งตะวันตกซึ่งเป็นห้องของเขาเป็นครั้งแรก ห้องนั้นกว้างขวาง ตกแต่งด้วยโทนสีเทาเข้มและน้ำตาลเข้ม ทุกอย่างเป็นระเบียบ เรียบหรู และเย็นชาเหมือนเจ้าของห้องไม่มีผิด

เธอประคองเขานั่งลงบนโซฟา ก่อนเดินไปหยิบน้ำเปล่าจากมุมเครื่องดื่มเทใส่แก้วให้ เหมันต์มองการเคลื่อนไหวของเธอเงียบ ๆ เพียงฟ้าไม่ได้วุ่นวาย ไม่พูดมาก ไม่พยายามแสดงบทภรรยาให้เกินงาม เธอแค่ทำในสิ่งที่คนเป็นห่วงควรทำเท่านั้น

“ดื่มน้ำก่อนนะคะ แล้วเดี๋ยวฉันจะให้ป้านวลเอาผ้าชุบน้ำอุ่นมาให้ คุณจะได้นอนสบายขึ้น” เพียงฟ้ากล่าวพลางยื่นแก้วน้ำให้เขาด้วยสองมือ

เหมันต์รับแก้วน้ำไป แต่สายตายังไม่ละจากใบหน้าของเธอ ความใกล้ชิดในห้องเงียบยามดึกทำให้บรรยากาศระหว่างทั้งคู่เปลี่ยนไปอย่างเชื่องช้า แสงไฟสีอุ่นจากโคมข้างโซฟาทำให้ใบหน้าของเพียงฟ้าดูอ่อนหวานจนเขาเผลอมองนานเกินไปอีกครั้ง

“คุณรู้ไหมว่าคืนนี้ริสาตั้งใจพูดให้คุณเจ็บ” เหมันต์ถามขึ้นโดยไม่รู้ตัว น้ำเสียงของเขาเบาลงกว่าปกติ

เพียงฟ้าชะงักไปเล็กน้อย ไม่คิดว่าเขาจะเอ่ยถึงผู้หญิงคนนั้นต่อหน้าเธอตรง ๆ

“ฉันรู้ค่ะ แต่ฉันคิดว่าบางทีเธออาจเจ็บเหมือนกัน คนที่เคยมีอดีตร่วมกับคุณคงไม่ง่ายที่จะยืนดูคุณแต่งงานกับคนอื่น ถึงฉันจะเป็นคนที่ถูกพูดให้เจ็บ ฉันก็ยังเข้าใจความรู้สึกนั้นค่ะ” เพียงฟ้าตอบด้วยความจริงใจ แม้คำพูดของตัวเองจะทำให้หัวใจเจ็บขึ้นอีกครั้ง

เหมันต์ขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาไม่เข้าใจว่าผู้หญิงคนนี้ทำไมถึงยังใจดีกับคนที่ทำให้เธอเจ็บได้ ทั้งที่เธอมีสิทธิ์โกรธ มีสิทธิ์หึง และมีสิทธิ์กล่าวโทษ

“คุณไม่โกรธหรือ คุณเป็นภรรยาผม และผู้หญิงอีกคนพูดต่อหน้าคุณแบบนั้น” เหมันต์ถามต่อ ขณะวางแก้วน้ำลงบนโต๊ะช้า ๆ

เพียงฟ้ายิ้มเศร้า เธอหลุบตามองแหวนบนนิ้วนางของตัวเอง ก่อนตอบอย่างตรงไปตรงมาที่สุดเท่าที่หัวใจจะรับไหว

“โกรธค่ะ เจ็บด้วย แต่ฉันไม่แน่ใจว่าตัวเองมีสิทธิ์แสดงออกมากแค่ไหน เพราะคุณบอกเองว่าฉันเป็นภรรยาตามกฎหมาย แต่ไม่ใช่ผู้หญิงในหัวใจคุณ” เพียงฟ้ากล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่ว แต่ท้ายประโยคสั่นเล็กน้อยจนเธอรีบเม้มริมฝีปากเพื่อหยุดมัน

คำตอบนั้นทำให้ห้องทั้งห้องเงียบลง เหมันต์มองเธออย่างนิ่งงัน บางอย่างในดวงตาของเพียงฟ้าทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกดึงเข้าไปใกล้ เธอไม่ได้เรียกร้อง แต่ความไม่เรียกร้องของเธอกลับทรมานกว่าเสียงร้องไห้เสียอีก

“เพียงฟ้า” เหมันต์เรียกชื่อเธอด้วยเสียงต่ำเป็นครั้งแรกของค่ำคืนนี้ และน้ำเสียงนั้นทำให้หัวใจของหญิงสาวไหววูบอย่างห้ามไม่ได้

“คะ” เพียงฟ้าขานรับเบา ๆ พลางเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างไม่ทันตั้งตัว

เหมันต์ลุกขึ้นจากโซฟาอย่างช้า ๆ ระยะห่างระหว่างทั้งสองแคบลงจนเพียงฟ้ารับรู้ได้ถึงกลิ่นแอลกอฮอล์อ่อน ๆ ผสมกลิ่นน้ำหอมผู้ชายจากตัวเขา ดวงตาคมมองเธอลึกลงไปจนเธอไม่อาจหลบได้ง่าย ๆ

“ถ้าคุณเจ็บ ทำไมไม่ถอยออกไป ทำไมยังยืนอยู่ข้างผมทั้งคืน” เหมันต์ถามเสียงพร่าเล็กน้อย เหมือนคำถามนั้นไม่ได้ถามเธอเพียงคนเดียว แต่ถามตัวเองด้วย

เพียงฟ้ากำมือแน่นข้างลำตัว หัวใจเต้นแรงจนเธอได้ยินเสียงมันในหู เธอไม่รู้ว่าผู้ชายตรงหน้ากำลังเมา กำลังสับสน หรือกำลังอ่อนแอเพราะอดีต แต่แววตาของเขาในเวลานี้ไม่เหมือนคนเย็นชาที่ผลักเธอออกไปเมื่อเช้า

“เพราะฉันเป็นภรรยาของคุณค่ะ ต่อให้คุณไม่ต้องการหัวใจฉัน ฉันก็ยังมีหน้าที่อยู่ข้างคุณในวันที่คุณต้องยืนต่อหน้าคนอื่น” เพียงฟ้าตอบอย่างจริงใจ น้ำตาเอ่อขึ้นในดวงตาแต่ยังไม่ไหลลงมา

เหมันต์ยกมือขึ้นแตะปลายคางเธอเบา ๆ การสัมผัสนั้นทำให้เพียงฟ้าสะดุ้งเล็กน้อย แต่ไม่ได้ถอยหนี ความอบอุ่นจากปลายนิ้วของเขาทำให้เธอทั้งหวั่นไหวและเจ็บปวดในเวลาเดียวกัน

“คุณพูดเหมือนหน้าที่สำคัญกว่าความรู้สึกของตัวเอง” เหมันต์กล่าวเสียงต่ำ ขณะมองริมฝีปากที่สั่นน้อย ๆ ของเธออย่างไม่รู้ตัว

“บางครั้งคนเราก็ต้องใช้หน้าที่พยุงตัวเองไว้ค่ะ เพราะถ้าใช้ความรู้สึกอย่างเดียว ฉันอาจยืนอยู่ตรงนี้ไม่ได้แล้ว” เพียงฟ้าตอบด้วยเสียงแผ่วเบา แววตาของเธอสั่นไหวจนเขามองเห็นความเจ็บที่ซ่อนอยู่ชัดเจน

วินาทีนั้นเอง เหมันต์ก็โน้มใบหน้าลงมาใกล้ เพียงฟ้าหลับตาลงอย่างตกใจเมื่อริมฝีปากของเขาแตะลงบนริมฝีปากเธออย่างแผ่วเบา จูบนั้นไม่รุนแรง แต่เต็มไปด้วยความสับสนและความโหยหาบางอย่างที่เขาไม่เคยยอมรับ

เพียงฟ้ายืนนิ่งไปทั้งร่าง หัวใจเหมือนหยุดเต้นชั่วขณะ ก่อนจะกลับมาเต้นแรงจนเจ็บหน้าอก เธอควรผลักเขาออก ควรถามว่าเขาทำเช่นนี้เพราะเห็นเธอเป็นใคร แต่ความอบอุ่นที่เธอโหยหามาตลอดกลับทำให้เธอไม่อาจขยับหนีได้ทันที

เหมันต์ถอนริมฝีปากออกเพียงเล็กน้อย ดวงตาคมยังอยู่ใกล้จนเธอเห็นเงาตัวเองสั่นไหวอยู่ในนั้น

“ถ้าคุณอยากให้ผมหยุด ก็บอกผมตอนนี้” เหมันต์กล่าวเสียงต่ำและพร่า แต่ยังคงมองเธออย่างรอคำตอบ

เพียงฟ้าสบตาเขาทั้งน้ำตาคลอ ความเจ็บ ความเหงา และความรู้สึกบางอย่างที่เริ่มก่อตัวตั้งแต่วันแรกที่เห็นเขา ประดังขึ้นมาจนเธอแทบแยกไม่ออกว่าอะไรคือความอ่อนแอ อะไรคือความต้องการของหัวใจ

“คืนนี้คุณเห็นฉันเป็นเพียงฟ้า หรือเห็นฉันเป็นเงาของใครคะ” เพียงฟ้าถามเสียงสั่น ดวงตาของเธอมีทั้งความหวังและความกลัวอย่างน่าสงสาร

คำถามนั้นทำให้เหมันต์ชะงักไปเล็กน้อย ชื่อของริสาเหมือนเงามืดที่พาดผ่านระหว่างทั้งคู่ แต่เมื่อเขามองใบหน้าของเพียงฟ้าในระยะใกล้ เขากลับรู้ว่าในเวลานี้คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาคือเธอ ไม่ใช่อดีตของใคร

“ผมเห็นคุณ” เหมันต์ตอบแผ่วเบา แม้คำตอบนั้นจะยังไม่ใช่คำว่ารัก แต่ก็จริงมากพอจะทำให้หัวใจของเพียงฟ้าอ่อนยวบ

น้ำตาเม็ดหนึ่งไหลลงมาบนแก้มของเธอ เหมันต์ยกมือขึ้นเช็ดมันออกอย่างเชื่องช้า การกระทำนั้นอ่อนโยนเสียจนเพียงฟ้ารู้สึกเหมือนหัวใจถูกปลอบและทำร้ายในเวลาเดียวกัน

“ถ้าอย่างนั้นคืนนี้ ฉันขอเชื่อคุณสักครั้งได้ไหมคะ” เพียงฟ้ากระซิบถามด้วยเสียงแผ่วเบา ก่อนปล่อยให้มือของตัวเองวางลงบนอกเสื้อของเขาอย่างลังเล

เหมันต์ไม่ได้ตอบด้วยถ้อยคำ เขาดึงเธอเข้ามาแนบอกอย่างระมัดระวัง ก่อนก้มลงจูบเธออีกครั้ง คราวนี้จูบลึกขึ้น อุ่นขึ้น และยาวนานขึ้นจนความเงียบในห้องเหมือนถูกกลืนหายไป เหลือเพียงเสียงลมหายใจที่ปะปนกันและหัวใจสองดวงที่เต้นแรงด้วยเหตุผลต่างกัน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป