บทที่ 4 ผมเป็นคน ไม่ใช่หมอสัตว์
สุดท้าย กานต์ก็ต้องช้อนตัวอุ้มเจ้าถุงเงินขึ้นมาด้วยตัวเอง แมวส้มทำหน้ามุ่ยราวกับถูกบังคับขืนใจจนเธออดบ่นไม่ได้
"ดื้อจริง ๆ คืนนี้อดขนมเลียนะ"
"เมี้ยว!"
"ไม่ต้องมาต่อรองเลย"
ปกรณ์ยืนมองภาพนั้นเงียบ ๆ ทันใดนั้นมุมปากของเขาก็ยกขึ้นเล็กน้อย... มันเป็นเพียงเสี้ยววินาทีสั้น ๆ แต่กานต์ตาไวพอที่จะเห็นมันเต็มสองตา
"คุณยิ้มด้วย!" หญิงสาวโพล่งออกมา
ชายหนุ่มชะงักไปทันควัน "..."
"เมื่อกี้คุณยิ้มจริง ๆ นะคะ"
"เปล่าครับ"
"ยิ้มค่ะ ฉันเห็นนะ"
"คุณตาฝาดแล้ว"
กานต์หัวเราะร่าอีกครั้ง "คุณข้างบ้านนี่ดื้อเหมือนถุงเงินไม่มีผิดเลย"
"ผมไม่ได้ดื้อ"
ปกรณ์ถึงกับหมดคำจะพูดไปชั่วขณะ นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่มีคนพูดจาเย้าแหย่เขาแบบนี้ ไม่มีท่าทีเกรงใจ ไม่มีความเกร็ง หรือต้องระวังคำพูด ราวกับมองว่าเขาเป็นเพียงแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง
หลังจากหญิงสาวอุ้มแมวกลับไปแล้ว ปกรณ์ยังคงยืนอยู่กลางสวนตามลำพัง แทนที่จะเดินกลับเข้าบ้านไปอ่านเอกสารวิชาการต่อตามตารางชีวิตปกติ สายตาของเขากลับเลื่อนไปมองกำแพงที่กั้นระหว่างสองบ้านโดยไม่รู้ตัว
ผ่านไปราว ๆ สิบนาที เสียงใส ๆ ที่เริ่มคุ้นหูก็ดังขึ้นอีกครั้ง
"คุณคะ!"
ปกรณ์หันไปตามเสียง กานต์กำลังเกาะขอบกำแพงโผล่มาแค่ช่วงศีรษะ พร้อมรอยยิ้มสว่างไสวเหมือนเดิม
"...ครับ"
"ขอบคุณนะคะ"
"เรื่องอะไรครับ"
"เรื่องถุงเงินค่ะ... แล้วก็..." หญิงสาวเว้นจังหวะไปนิด ก่อนจะระบายยิ้มกว้างกว่าเดิม "ยินดีที่ได้เป็นเพื่อนบ้านกันนะคะ"
หัวใจของปกรณ์สะดุดกระตุกเบา ๆ ไปจังหวะหนึ่ง กับประโยคธรรมดาแสนธรรมดานั้น... ยินดีที่ได้เป็นเพื่อนบ้านกันนะคะ
เขาลืมไปแล้วว่าไม่ได้ยินคำพูดทำนองนี้มานานแค่ไหน นานจนเกือบจะลืมไปแล้วว่า การมีใครสักคนอยู่ใกล้ ๆ และคอยส่งมอบพลังงานบวกให้ มันรู้สึกดีแบบนี้นี่เอง
"...ครับ" เขารับคำสั้น ๆ ตามนิสัย
แต่กานต์กลับยิ้มรับราวกับว่ามันเป็นคำตอบที่ดีที่สุดในโลก "งั้นเจอกันพรุ่งนี้ค่ะ"
"พรุ่งนี้?" ชายหนุ่มเลิกคิ้ว "ทำไมครับ"
"ก็เราเป็นเพื่อนบ้านกันแล้วนี่นา ยังไงก็ต้องเจอกันอยู่แล้ว" หญิงสาวหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะมุดศีรษะหายวับกลับไปฝั่งบ้านตัวเอง
ทิ้งให้ปกรณ์ยืนนิ่งอยู่ตรงจุดเดิม พร้อมกับความรู้สึกประหลาดที่เริ่มก่อตัวขึ้นในใจ...
และในคืนนั้นเอง เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่คุณหมอหนุ่มไม่ได้ใช้เวลาว่างไปกับการคิดเรื่องงาน แต่ภาพที่ฉายซ้ำอยู่ในหัวของเขากลับเป็นรอยยิ้มสดใสของหญิงสาวบ้านข้าง ๆ แทน... โดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัวเลยสักนิด
เวลาล่วงเลยไปจนสี่ทุ่มกว่า...
ปกรณ์เพิ่งขับรถกลับมาถึงบ้าน วันนี้เป็นวันที่เขาเหนื่อยสายตัวแทบขาดจากเคสผ่าตัดฉุกเฉินต่อเนื่องสองรายซ้อนเกือบทั้งวัน ชายหนุ่มดับเครื่องยนต์พลางเอนหลังพิงเบาะด้วยความล้าเต็มที ทว่ายังไม่ทันจะได้ก้าวขาลงจากรถ เสียงเรียกกระหืดกระหอบก็ดังขึ้นจากทางหน้าบ้าน
"คุณปกรณ์คะ! คุณปกรณ์!"
ปกรณ์หันไปมองตามเสียงทันที กานต์กำลังวิ่งหน้าตาตื่นออกมาจากบ้านฝั่งโน้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความร้อนใจและวิตกกังวล ในอ้อมแขนเธอกอดห่อผ้าขนหนูเอาไว้แน่น เมื่อวิ่งเข้ามาใกล้ในระยะแสงไฟ ชายหนุ่มถึงได้เห็นว่าสิ่งซ่อนอยู่ข้างในคือลูกแมวตัวเล็กจ้อยที่สภาพขนเปียกโชกไปทั้งตัว
"เกิดอะไรขึ้นครับ" เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเข้มขึ้นโดยอัตโนมัติ ตามสัญชาตญาณ
"กานต์เจอมันนอนอยู่ข้างถนนค่ะ" เสียงของกานต์สั่นเครืออย่างควบคุมไม่ได้ "น่าจะโดนรถเฉี่ยวมา... ที่ขามีเลือดออกด้วย แล้วมันก็ไม่ยอมกินอะไรเลย"
หญิงสาวก้มมองสิ่งมีชีวิตตัวน้อยในอ้อมอก ดวงตากลมโตคู่สวยแดงก่ำ ขอบตาคลอเบ้าเหมือนกำลังพยายามกลั้นน้ำตาอย่างสุดความสามารถ ปกรณ์ขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางประเมินสถานการณ์ ก่อนจะพูดตามตรง
"ผมเป็นหมอคนครับ... ไม่ใช่หมอสัตว์"
กานต์ชะงักไปชั่วครู่ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ "เอ๊ะ? คุณ... คุณเป็นหมอเหรอคะ"
แต่ความตกใจก็อยู่ได้ไม่นานเมื่อเทียบกับความห่วงใยตรงหน้า เธอรีบพยักหน้าเร็ว ๆ "แต่... แต่ตอนนี้คลินิกสัตว์แถวนี้ปิดหมดแล้วค่ะ กานต์ไม่รู้จะทำยังไงจริง ๆ คุณหมอช่วยดูให้หน่อยได้ไหมคะ"
น้ำเสียงเว้าวอนที่เต็มไปด้วยความหวังและไร้ที่พึ่ง ทำเอาปกรณ์ลอบถอนหายใจออกมาเบา ๆ ความเหนื่อยล้าเมื่อครู่คล้ายจะถูกปัดเป่าหายไป ชายหนุ่มเอื้อมมือไปเปิดประตูรถฝั่งคนนั่งทันที
"ขึ้นมาบนรถก่อนครับ"
"คะ?" กานต์กะพริบตาปริบ ๆ อย่างตามไม่ทัน
"ผมจะพาไปโรงพยาบาลสัตว์ที่เปิดยี่สิบสี่ชั่วโมง"
ดวงตาของเธอเปล่งประกายวาบขึ้นมาทันที "จริงเหรอคะ! ขอบคุณค่ะ... ขอบคุณคุณหมอมาก ๆ เลยนะคะ"
ตลอดการเดินทาง กานต์นั่งกอดลูกแมวตัวนั้นไว้แนบระวัง ไม่ยอมคลายมือเลยแม้แต่วินาทีเดียว ปกรณ์แอบชำเลืองมองจากหางตาเป็นระยะ ภาพที่เห็นคือหญิงสาวกำลังก้มลงกระซิบปลอบโยนเจ้าก้อนขนเบา ๆ
"อดทนหน่อยนะเด็กดี ใกล้จะถึงมือคุณหมอแล้วนะ... ไม่เป็นไรนะ ห้ามเป็นอะไรเด็ดขาดเลยรู้ไหม"
น้ำเสียงที่อ่อนโยนและเปี่ยมไปด้วยความอาทรราวกับกำลังปลอบเด็กตัวเล็ก ๆ ทำให้ปกรณ์รู้สึกแปลกในใจ... ตลอดชีวิตการเป็นแพทย์ของเขา เขาเห็นคนร้องไห้มานับครั้งไม่ถ้วน บ้างร้องไห้เพราะคนในครอบครัว บ้างร้องไห้เพราะคนรัก แต่เขาไม่เคยเห็นใครร้องไห้เจียนจะขาดใจให้กับแมวจรจัดที่เพิ่งเจอกันได้ไม่กี่ชั่วโมงแบบนี้เลย
