บทที่ 14 EP 3/4 คืนเข้าหอ
“งั้นก็เริ่มทำตัวให้ชินสิ มาเถอะน่า ฮึบ!”
“ว้าย!” อารดาถลาตามแรงดึง เขาดึงชายผ้านวมเข้าหาตัวและทำให้เธอถลาเข้าหาเขาอย่างเสียมิได้ “ปล่อย! ปล่อยก่อน”
“ไม่ปล่อย ตัวคุณหอมที่สุดเลย” บอกหล่อนแล้วหอมกระหม่อมบางฟอดๆ อารดาได้แต่ทุบอกเขาอยู่ปึกๆ
หญิงสาวอยากดิ้นหนีให้สมใจ แต่วงแขนผู้ชายที่ได้ชื่อว่าเป็นสามี ช่างกอดรัดแน่นนัก ท่อนแขนแข็งแรงรัดไหล่ของเธอจนมันจะหักอยู่แล้ว มิเพียงเท่านั้น เขายังซุกจมูกเข้ากับซอกคอเธอเน้นๆ ไม่บันยะบันยัง หื่นกามมากเกินไปแล้วนะศรัณ!
“พอ! พอก่อน เอาแขนออกไปด้วย ฉันอึดอัด”
เขาผละจากซอกคอของภรรยา
“ทำไม กอดกันก็เป็นการเริ่มต้นความสัมพันธ์ที่ดีนะ”
“แต่ฉันหายใจไม่ออก” บอกเขาจริงจัง ศรัณตาลุกวาว
“งั้นคงต้องผายปอด มาๆๆ ผมผายปอดเก่งนะคนดี”
“ศรัณ! อย่านะ...อื้อ...”
แล้วเด็กน้อยศรัณก็ได้ผายปอดสมใจ แต่ผายปอดตำราไหนถึงได้ส่งลิ้นเข้ามาด้วย ลิ้นอุ่นๆ หวานๆ ควานคว้านอยู่ในโพรงปากเธอ มิใช่ว่าไม่เคยจูบกับผู้ชาย แต่จูบหนนี้ช่างตื่นเต้นนัก ความรู้สึกเหมือนกำลังจูบกับคนแปลกหน้าทั้งที่คนที่เธอจูบอยู่ คือสามีของตัวเอง
ความตื่นเต้นกำลังลิงโลดในอกให้เธอต้องนึกละอาย ริมฝีปากเขาอุ่นจนร้อน แม้ผละจากการจ้วงชิมความหวานในโพรงปาก ก็ยังแตะจูบที่สองแก้มของเธอ ความมึนงงจู่โจมอีกครั้งเมื่อเสื้อที่เขาสวมอยู่ถูกดึงออกจากกาย ไหนบอกว่าไม่ต้องการเป็นคนแปลกหน้า ไหนบอกว่าจะให้เธอยินยอมพร้อมใจ ไม่เห็นจริงเลย!
“ถะ...ถอด ถอดเสื้อทำไม”
“ชู่ว์...”
เขาปรามด้วยการสั่งให้อารดาเงียบเสีย ก่อนจะโน้มกายลงไปอีกครา ใช้มือหนากดข้อมือน้อยจมฟูก หล่อนมองมาอย่างตื่นตะลึง ดวงตาคู่สวยเบิกโตประหลาด
“ทำท่าเหมือนไม่เคยเห็นอกเปลือยของผู้ชายเลย น่าสนุกแฮะ”
อารดาเสหลบสายตา เธอดูง่ายขนาดนั้นเลยหรือ แล้วปลายคางก็ถูกดึงให้หันไปเผชิญหน้า
“ผมไม่ทำอะไรหรอกน่า ก็แค่...ค่อยๆ สร้างความสัมพันธ์”
“ความสัมพันธ์เขาสร้างกันแบบนี้เหรอ”
“อือฮึ การใกล้ชิดทางกายถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี”
“แต่ฉันไม่ชอบ”
“คุณชอบ”
“เอ๊ะ? ก็บอกไม่ชอบ ปล่อยนะ”
เขายิ้มใส่ตาศรีภรรยา พากายเลื่อนลงต่ำ แผงอกกว้างใหญ่เลยได้ถูไถกับพุ่มทรวงที่ไร้ยกทรงใต้ชุดนอน
อารดาอ้าปากค้าง ความซ่านสยิวแล่นมาโดยไม่ทันตั้งตัว นี่เขาแกล้งกันใช่ไหม ทุกคราที่เขาขยับเขยื้อนเรือนกาย ปลายถันของเธอก็ถูกสะกิดถูไถไปมา แล้วมือข้างหนึ่งของเธอก็ถูกปล่อยให้เป็นอิสระ เพราะศรัณพามือหนาขยับมาที่พุ่มทรวงของเธอ เขามองมือตัวเองที่กำลังจับสาบเสื้อคลุมให้แบะบอก
“อย่า...ศรัณ...อย่า...ขอร้อง...”
“ได้สิทธิ์ร้องเดี๋ยวนี้เลยครับ ร้องดังๆ เลย ผมชอบ”
“อื้อ....”
แล้วอารดาก็ได้ร้องสมใจ เมื่อรับรู้ได้ถึงมืออุ่นของเขาที่กำลังเกาะกุมพุ่มทรวง ไม่มีชุดนอนขวางกั้นมือเขาอีกต่อไปแล้ว เด็กคนนี้จู่โจมเธออย่างรวดเร็วจนเธอละอายใจ ทำไมถึงยอมเขานะ หรือที่ยอมเพราะกระดาษแผ่นนั้น กระดาษที่เรียกว่าทะเบียนสมรสนั่นไง สักวันเรื่องแบบนี้คงเกิดขึ้น เธอแค่คิดเข้าข้างตัวเองว่ามันจะเกิดขึ้นแน่ๆ ในวันข้างหน้า ไม่ใช่วันนี้ วันที่เธอเพิ่งได้เจอกับสามี
“คุณอุ่น”
“อือ...”
“ลืมที่ผมพูดเมื่อกี้เถอะ ผมไม่อยากรอแล้ว เรามาข้ามขั้นตอนกันเถอะนะ”
“หือ?”
เสียงแห่งความมึนงงจางหาย เมื่อผ้านวมถูกเลิกออกจากต้นขา และฝ่ามือเขาเลื่อนเข้าไปใต้ชายกระโปรงชุดนอน ดวงตาเธอเบิกโต หัวใจเต้นระส่ำ มือข้างหนึ่งพยายามผลักไส แต่สุดท้ายมือทั้งสองก็ถูกจับรวบไว้ด้วยมือเขาเพียงข้างเดียว เพียงพริบตาเขาก็จูบลงมาอีกครา จูบอย่างดูดดื่ม เธอรับรู้ได้ถึงการบิดชิมริมฝีปากที่เธอทำได้เพียงคล้อยตาม ใจหนึ่งก็อยากดิ้นหนี แต่อีกใจนี่สิช่างไม่รักดี มันกำลังใคร่รู้ว่าบทรักของพวกผู้ชายหน้าตาเป็นเช่นไร จะสุขสมเหมือนที่เคยได้ยินมา หรือว่าทรมานสุดขั้วใจ
ศรัณส่งสายตายั่วเย้าเฝ้ามองเธอ แผ่นอกหนั่นแน่นของเขาลอยอยู่เบื้องบน เธออธิบายเป็นคำพูดไม่พูด รู้แต่ว่าในวินาทีที่เขาพามือเธอไปลูบไล้ลอนกล้ามแน่นๆ เหล่านั้น หัวใจในอกก็ได้สั่นรัวๆ ให้ตายเถอะ ไม่ว่าจะกล้ามเขา ใบหน้าเขา หรือเสียงเขา เธอตอบรวมๆ ได้แค่ว่ามันละลานตาไปหมด!
ก๊อกๆๆ
เสียงเคาะประตูยุติบทรักในตอนเริ่ม อารดาได้ยินมันก่อนและพยายามบอกให้ศรัณรู้ เขาเองก็ได้ยิน แต่เลือกที่จะเมินเฉย ผิวเนื้อตรงซอกคอของอารดาน่าชื่นชมกว่าเสียงเคาะนั่นนัก
ก๊อกๆๆ
เสียงเคาะดังขึ้นอีกตามด้วยเสียงของคนที่อยู่ด้านนอก อารดาจำต้องผลักศรัณออก หัวหูยุ่งเหยิง พวงแก้มเห่อร้อน ต้องรีบลุกมาจัดการเสื้อผ้าหน้าผมให้ไว ก่อนจะตรงดิ่งไปที่ประตู
แอ๊ด...
บานประตูเปิดอ้าพร้อมหน้ายุ่งๆ ของอรุณฉาย
“ทำอะไรอยู่ฮะ เรียกตั้งนานก็ไม่ขานรับ”
อรุณฉายถามพี่สาวแต่ตานั้นมองไกลเข้าไปถึงเตียงนอน แลเห็นผู้ชายตัวใหญ่กำลังสอดกายเข้าใต้ผ้านวม เธอเห็นบ่าเขาแวบๆ คล้ายว่าเขาจะไม่ได้สวมเสื้อ หรือว่าสองคนนี้กำลัง...
“มีอะไรหรือเปล่า” อารดาถามน้อง
“ก็...เปล่า คือ...จำได้ว่าพี่มีน้ำหอมยี่ห้อเดียวกันกับฉันน่ะ ของฉันหมดพอดี ขอยืมใช้สักวันสองวันสิ”
