บทที่ 4 ตอนที่ 4 คืนแห่งความผูกพัน
ตอนที่ 4
คืนแห่งความผูกพัน
เสียงฝนโปรยบางเบาลงเหนือถนนหน้าโรงเรียนดนตรีบ้านสายรุ้ง ตั้งแต่หัวค่ำจนถึงเวลาที่เด็ก ๆ ทยอยกลับไปกับผู้ดูแล เหลือเพียงแสงไฟสีเหลืองนวลจากอาคารหลังเล็กที่ยังเปิดสว่างอยู่ เพียงใจยืนเก็บโน้ตเพลงบนโต๊ะไม้เก่าด้วยท่าทางเงียบเชียบ ทว่าในหัวใจกลับไม่เงียบตามบรรยากาศรอบตัวเลยแม้แต่น้อย
ภาพศรัณย์ที่พาเธอไปดูโครงการเพื่อเด็กด้อยโอกาสยังวนเวียนอยู่ในความคิด เขาไม่ได้เป็นเพียงชายหนุ่มร่ำรวยที่มีชีวิตห่างไกลจากเธอ แต่เป็นคนที่มีบาดแผล มีความเหงา และมีมุมอ่อนโยนซ่อนอยู่ลึกกว่าที่ใครเห็น
หญิงสาวพยายามบอกตัวเองว่านั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่หัวใจกลับไม่เชื่อฟัง ทุกครั้งที่นึกถึงสายตาคมเข้มคู่นั้น หัวใจของเธอก็ไหววูบอย่างน่ากลัว
“ครูเพียงใจยังไม่กลับอีกเหรอคะ” เด็กหญิงตัวเล็กที่กำลังสะพายกระเป๋าถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง ก่อนจะเงยหน้ามองครูสาวที่ยังยืนเก็บของอยู่หน้าเปียโน
“ครูกำลังจะกลับแล้วค่ะ หนูรีบไปกับแม่บ้านนะ ฝนเริ่มตกแล้ว เดี๋ยวจะไม่สบายเอา” เพียงใจตอบพร้อมยิ้มอ่อนโยน แล้วเอื้อมมือไปจัดปกเสื้อกันฝนให้เด็กน้อยอย่างทะนุถนอม
“แล้วคุณลุงหล่อ ๆ ไม่มารับครูเหรอคะ” เด็กหญิงถามต่อด้วยแววตาใสซื่อ ทำให้เพียงใจชะงักไปครู่หนึ่ง
“คุณลุงหล่อ ๆ เขาไม่ได้มีหน้าที่มารับครูหรอกค่ะ เขามีงานเยอะมาก” เพียงใจตอบพลางหัวเราะ เบา ๆ แต่ใบหน้ากลับร้อนวูบขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“แต่หนูว่าเขาชอบครูนะคะ เพราะเวลาเขามองครู เขายิ้มแบบในละครเลยค่ะ” เด็กหญิงพูดอย่างมั่นใจ ก่อนจะยิ้มกว้างจนเห็นฟันซี่เล็ก
“เด็กอะไรช่างสังเกตจริง ๆ รีบกลับได้แล้วค่ะ เดี๋ยวผู้ดูแลรอนาน” เพียงใจรีบตัดบทด้วยความเขิน แล้วดันหลังเด็กน้อยเบา ๆ ให้เดินออกไป
เมื่อเสียงเด็ก ๆ ห่างออกไป อาคารทั้งหลังก็กลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง เพียงใจปิดฝาเปียโนช้า ๆ ก่อนจะหยิบกระเป๋าสะพายขึ้นคล้องบ่า เธอมองนาฬิกา เห็นว่าเกือบสองทุ่มแล้วจึงรีบปิดไฟในห้องเรียนทีละดวง
ด้านนอก ฝนยังตกไม่หนักนัก แต่ฟ้าครึ้มและลมแรงกว่าปกติ เธอเดินออกจากโรงเรียนดนตรีพร้อมร่มคันเล็ก ถนนหน้ามูลนิธิค่อนข้างเปลี่ยว รถโดยสารเที่ยวสุดท้ายคงผ่านไปแล้ว เพียงใจจึงตัดสินใจเดินไปยังป้ายรถใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปเกือบหนึ่งกิโลเมตร
ระหว่างทาง เธอกระชับกระเป๋าแนบอก ความรู้สึกบางอย่างทำให้เธอไม่สบายใจ
เสียงฝีเท้าของตัวเองดังผสานกับเสียงฝนกระทบร่ม แต่หลังจากเดินไปได้ไม่นาน หญิงสาวก็ได้ยินเสียงฝีเท้าอีกชุดหนึ่งดังตามหลังมา
เพียงใจชะลอเท้า เสียงนั้นก็ชะลอตาม
เธอเร่งฝีเท้า เสียงนั้นก็เร่งตาม หัวใจหญิงสาวเริ่มเต้นแรงขึ้น
“น้องสาว เดินคนเดียวเหรอจ๊ะ” เสียงผู้ชายยานคางดังขึ้นด้านหลัง พร้อมกลิ่นเหล้าฉุนจัดที่ลอยมากับลมฝน
เพียงใจไม่หันกลับไปมอง เธอกำด้ามร่มแน่นขึ้น แล้วพยายามเดินต่อให้เร็วกว่าเดิม
“ถามไม่ตอบ หยิ่งเสียด้วย” ชายคนนั้นพูดต่ออย่างคุกคาม ก่อนเสียงหัวเราะหยาบคายจะดังตามมา
เพียงใจกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอมองไปรอบตัว แต่ถนนเส้นนั้นเงียบเกินไป ร้านค้าปิดหมดแล้ว มีเพียงไฟถนนสลัว ๆ ที่กะพริบเป็นบางช่วง
“ขอโทษค่ะ ฉันรีบกลับบ้าน” เพียงใจตอบโดยไม่หันไปสบตา น้ำเสียงพยายามให้มั่นคงที่สุด แม้มือจะเริ่มสั่นอยู่ใต้ร่ม
“กลับบ้านทำไมล่ะ ไปนั่งคุยกับพี่ก่อนสิ พี่มีรถ เดี๋ยวไปส่งให้ถึงบ้านเลย” ชายเมาเอ่ยพลางสาวเท้าเข้ามาใกล้ กลิ่นเหล้าแรงจนเพียงใจต้องเบี่ยงตัวหนี
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันกลับเองได้” เพียงใจปฏิเสธทันที แล้วก้าวถอยหลังเมื่ออีกฝ่ายยื่นมือมาหา
“เล่นตัวทำไม หน้าตาก็น่ารักดีนี่ ไปกับพี่ดี ๆ จะได้ไม่ต้องเจ็บตัว” ชายคนนั้นพูดเสียงต่ำ ก่อนคว้าข้อมือเธออย่างหยาบคาย
“ปล่อยฉันนะ!” เพียงใจร้องเสียงหลง พร้อมพยายามสะบัดแขนออกจากมือหนา
“ร้องไปก็ไม่มีใครได้ยินหรอก ฝนตกแบบนี้ใครจะออกมาช่วย” ชายเมาพูดพลางกระชากเธอเข้าไปใกล้จนร่มหลุดจากมือ
“ช่วยด้วยค่ะ!” เพียงใจร้องสุดเสียง น้ำฝนกระทบใบหน้าจนเปียกชุ่ม แต่เธอยังดิ้นรนไม่หยุด
“เงียบ!” ชายคนนั้นตวาด ก่อนยกมืออีกข้างขึ้นหมายจะปิดปากเธอ
ทว่าในวินาทีนั้นเอง เสียงรถยนต์เบรกดังลั่นถนน แสงไฟหน้ารถสีขาวสาดเข้ามาอย่างรวดเร็ว ก่อนร่างสูงใหญ่ของใครบางคนจะพุ่งเข้ามากระชากชายเมาออกจากตัวเพียงใจอย่างรุนแรง
“เอามือสกปรกของแกออกจากเธอ” ศรัณย์พูดเสียงเย็นจัด ดวงตาคมแข็งกร้าวราวกับคมมีดที่พร้อมเชือดเฉือนคนตรงหน้า
เพียงใจเบิกตากว้างเมื่อเห็นเขา ชายเมาหันไปมองอย่างไม่พอใจ
“แกเป็นใคร มายุ่งอะไรด้วยวะ” ชายคนนั้นถามเสียงกร้าว แต่ท่าทางเริ่มไม่มั่นใจเมื่อเห็นรูปร่างสูงใหญ่และแววตาน่ากลัวของศรัณย์
“คนที่แกไม่ควรหาเรื่อง” ศรัณย์ตอบเรียบ ๆ ก่อนบิดข้อมืออีกฝ่ายจนชายเมาร้องลั่น
“โอ๊ย! ปล่อยสิวะ!” ชายเมาร้องด้วยความเจ็บปวด ใบหน้าบิดเบี้ยวขณะทรุดตัวลงเกือบคุกเข่า
“ขอโทษเธอ” ศรัณย์สั่งเสียงต่ำ มือยังบีบข้อมืออีกฝ่ายแน่นไม่ยอมคลาย
“ขอโทษ! ขอโทษครับ!” ชายเมารีบพูดอย่างลนลาน เพราะความเจ็บแล่นขึ้นไปถึงหัวไหล่
“ถ้าฉันเห็นแกวนเวียนแถวนี้อีก หรือแตะต้องผู้หญิงคนไหนแบบนี้อีก ฉันจะทำให้แกจำชื่อฉันไปจนวันตาย” ศรัณย์เอ่ยช้า ๆ ทุกคำชัดเจนและเยือกเย็นจนคนฟังหน้าซีด
ชายเมาพยักหน้ารัว ๆ ก่อนจะถูกศรัณย์ผลักออกไปอย่างแรงจนเซไปชนเสาไฟ
เพียงใจยืนตัวสั่นอยู่กลางฝน ร่างกายเย็นเฉียบ แต่สิ่งที่สั่นยิ่งกว่าคือหัวใจ เธอมองชายเมาวิ่งหนีไปอย่างลนลาน ก่อนหันกลับมามองศรัณย์ที่เดินเข้ามาหา
“เพียงใจ คุณเจ็บตรงไหนหรือเปล่า” ศรัณย์ถามอย่างร้อนรน น้ำเสียงที่เคยสุขุมสั่นเล็กน้อยขณะสายตากวาดมองเธอตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
“ฉัน...ฉันไม่เป็นไรค่ะ” เพียงใจตอบเสียงแผ่ว แต่ริมฝีปากสั่นจนควบคุมไม่ได้
“ไม่เป็นไรได้ยังไง คุณตัวสั่นขนาดนี้” ศรัณย์พูดด้วยความเป็นห่วง ก่อนถอดเสื้อสูทของตัวเองคลุมไหล่ให้เธอทันที
“ขอบคุณค่ะ” เพียงใจกระซิบเบา ๆ พลางกำเสื้อสูทที่ยังอุ่นจากร่างเขาไว้แน่น
“ขึ้นรถก่อน ผมจะพาคุณไปที่ปลอดภัย” ศรัณย์บอกเสียงอ่อนลง แต่ยังคงหนักแน่นจนเธอไม่อาจปฏิเสธ
“ฉันกลับเองได้ค่ะ ไม่อยากรบกวนคุณอีกแล้ว” เพียงใจพยายามพูดทั้งที่ยังขวัญเสีย เพราะไม่อยากให้เขาต้องเดือดร้อนเพราะเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“ครั้งนี้อย่าดื้อกับผมเลย” ศรัณย์พูดพลางมองเธอตรง ๆ แววตาเต็มไปด้วยความกังวลที่ปิดไม่มิด
เพียงใจเม้มริมฝีปาก เธออยากปฏิเสธ แต่ร่างกายกลับอ่อนแรงจนแทบยืนไม่ไหว เมื่อศรัณย์ยื่นมือมา เธอจึงวางมือเย็นเฉียบของตัวเองลงบนฝ่ามือใหญ่ของเขาอย่างช้า ๆ มือของเขาอบอุ่นมาก อบอุ่นจนทำให้เธออยากร้องไห้
