บทที่ 6 ตอนที่ 4(100%)
“หมายความว่ายังไงคะ” เพียงใจถามเสียงแผ่ว เพราะรู้สึกได้ว่าประโยคนั้นเจ็บปวดกว่าที่เขาแสดงออก
“สำหรับพ่อ ผมไม่ใช่ลูกชาย ผมเป็นทายาท เป็นเครื่องมือ เป็นคนที่จะต้องรับช่วงบริษัทและทำให้ตระกูลยิ่งใหญ่ขึ้นเท่านั้น” ศรัณย์พูดอย่างสงบนิ่ง แต่ทุกคำมีเงาของความเหนื่อยล้าซ่อนอยู่
“คุณคงเหนื่อยมาก” เพียงใจพูดจากใจจริง ดวงตามองเขาอย่างอ่อนโยน
ศรัณย์หันกลับมาสบตาเธอ น่าแปลกที่เพียงประโยคสั้น ๆ จากผู้หญิงคนหนึ่ง กลับทำให้กำแพงในใจเขาสั่นคลอนอย่างรุนแรง ตลอดชีวิต ไม่มีใครถามเขาแบบนี้ ทุกคนมองว่าเขามีพร้อมทุกอย่าง เงิน อำนาจ ชื่อเสียง รูปร่างหน้าตา แต่ไม่มีใครเคยมองเห็นความเหนื่อยล้าที่เขาแบกไว้
“คุณเป็นคนแรกที่พูดแบบนั้นกับผม” ศรัณย์บอกเสียงเบา แววตาที่มองเธอลึกซึ้งขึ้นอย่างห้ามไม่ได้
“เพราะฉันเห็นค่ะ” เพียงใจตอบช้า ๆ ราวกับพูดจากส่วนลึกที่สุดของหัวใจ
“เห็นอะไร” ศรัณย์ถาม ทั้งที่รู้สึกว่าคำตอบอาจทำให้หัวใจตัวเองไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
“เห็นว่าคุณไม่ใช่แค่ผู้ชายร่ำรวย ไม่ใช่แค่คนที่ทุกคนเรียกว่าท่านประธาน แต่คุณเป็นคนคนหนึ่งที่เจ็บเป็น เหนื่อยเป็น และอาจเหงามากกว่าที่ใครคิด” เพียงใจพูดทุกคำอย่างจริงใจ ดวงตาหวานไม่มีความเสแสร้งแม้แต่น้อย
ศรัณย์นิ่งงัน สายฝนด้านนอกยังคงโปรยลงมาไม่ขาดสาย แต่ภายในห้องกลับเงียบจนได้ยินเสียงหัวใจของตัวเอง
เขาลุกจากเก้าอี้ช้า ๆ แล้วเดินมาหยุดตรงหน้าเธอ เพียงใจเงยหน้ามองเขา หัวใจเต้นแรงขึ้นทันที
“คุณรู้ไหมว่าการพูดแบบนี้กับผมมันอันตราย” ศรัณย์เอ่ยเสียงต่ำ ดวงตาคมทอดมองเธออย่างลึกซึ้ง
“อันตรายยังไงคะ” เพียงใจถามแผ่วเบา ทั้งที่ลมหายใจเริ่มติดขัด
“มันทำให้ผมไม่อยากปล่อยคุณไป” ศรัณย์ตอบตรง ๆ น้ำเสียงนุ่มแต่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดที่ทำให้เพียงใจแทบลืมหายใจ
เพียงใจเม้มริมฝีปาก เธอรู้ว่าควรถอย รู้ว่าเขาอยู่สูงเกินไป รู้ว่าชีวิตของเขาไม่ควรเกี่ยวพันกับเด็กกำพร้าที่ไม่มีแม้แต่นามสกุลใหญ่โตอย่างเธอ แต่เมื่อเขามองมาแบบนั้น หัวใจกลับทรยศเหตุผลทั้งหมด
“คุณศร...” เพียงใจเรียกชื่อเขาเบา ๆ น้ำเสียงสั่นไหวอย่างชัดเจน
“เรียกผมว่าศรัณย์” เขาพูดพลางค่อย ๆ นั่งลงข้างเธอ แต่ยังเว้นระยะห่างพอให้เธอรู้สึกปลอดภัย
“มันดูสนิทเกินไปค่ะ” เพียงใจพูดเสียงเบา ดวงตาหลุบต่ำเพราะไม่กล้าสบตาเขานานเกินไป
“แล้วถ้าผมอยากสนิทกับคุณมากกว่านี้ล่ะ” ศรัณย์ถามช้า ๆ ทุกคำเหมือนหยดลงบนหัวใจเธอ
เพียงใจเงียบ ไม่ใช่เพราะไม่มีคำตอบ แต่เพราะกลัวคำตอบของตัวเอง
“ฉันกลัวค่ะ” เพียงใจยอมรับในที่สุด เสียงของเธอเบาจนเกือบจมหายไปกับเสียงฝน
“กลัวผมเหรอ” ศรัณย์ถามทันที แววตาเปลี่ยนเป็นระมัดระวัง
“ไม่ใช่ค่ะ ฉันไม่ได้กลัวคุณ” เพียงใจรีบส่ายหน้า ก่อนค่อย ๆ เงยขึ้นสบตาเขา
“แล้วกลัวอะไร” ศรัณย์ถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนกว่าเดิม
“กลัวตัวเอง” เพียงใจตอบตามตรง ขอบตายังแดงอยู่เล็กน้อย
ศรัณย์นิ่งไป“กลัวว่าฉันจะเผลอรู้สึกมากเกินไป ทั้งที่รู้ว่าโลกของเราต่างกันมาก” เพียงใจพูดต่ออย่างยากลำบาก ทุกคำเหมือนดึงออกมาจากหัวใจที่พยายามปิดไว้
“เพียงใจ” ศรัณย์เรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงลึกและจริงจัง
เพียงใจสบตาเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้“ผมไม่เคยสนว่าโลกของเราจะต่างกันแค่ไหน ผมสนแค่ว่าเวลาผมอยู่กับคุณ ผมหายใจได้ง่ายกว่าตอนอยู่ท่ามกลางคนทั้งโลก” ศรัณย์พูดอย่างชัดเจน ดวงตาคมไม่หลบเลี่ยงความรู้สึกตัวเองอีกต่อไป
หัวใจของเพียงใจไหวแรง เธอรู้สึกเหมือนกำแพงที่พยายามสร้างไว้กำลังพังลงอย่างเงียบงัน
“คุณพูดแบบนี้กับผู้หญิงทุกคนหรือเปล่าคะ” เพียงใจถามเสียงเบา ทั้งที่กลัวคำตอบ
“ผมไม่เคยพาผู้หญิงคนไหนมาที่นี่ ไม่เคยเล่าเรื่องแม่ให้ใครฟัง และไม่เคยกลัวเสียใครสักคนทั้งที่เพิ่งรู้จักกันไม่นานเท่าคุณ” ศรัณย์ตอบโดยไม่ลังเล น้ำเสียงหนักแน่นจนเพียงใจไม่อาจสงสัย
ความเงียบเข้ามาปกคลุมอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่ความเงียบอึดอัด เป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยความรู้สึกซึ่งต่างฝ่ายต่างรับรู้
ศรัณย์ค่อย ๆ ยื่นมือไปหาเธอช้า ๆ ราวกับขออนุญาต เพียงใจมองมือนั้น น้ำตาเอ่อขึ้นอีกครั้งด้วยความสับสนและอ่อนแอ สุดท้ายเธอวางมือลงบนมือเขา
เพียงเท่านั้น ศรัณย์ก็กุมมือเธอไว้แน่นอย่างทะนุถนอม
“คืนนี้คุณไม่ต้องเข้มแข็งก็ได้” ศรัณย์พูดเสียงต่ำ พลางใช้นิ้วโป้งลูบหลังมือเธอเบา ๆ
“ถ้าฉันไม่เข้มแข็ง ฉันกลัวว่าจะพัง” เพียงใจตอบเสียงสั่น ดวงตาเริ่มพร่าเพราะน้ำตา
“ถ้าคุณพัง ผมจะอยู่ตรงนี้” ศรัณย์บอกอย่างหนักแน่น ราวกับให้สัญญากับเธอและกับตัวเอง
ประโยคนั้นทำให้เพียงใจไม่อาจกลั้นน้ำตาได้อีกต่อไป
เธอร้องไห้ออกมาอย่างเงียบ ๆ
ศรัณย์ไม่ได้ดึงเธอเข้ามาทันที เขารอจนเธอขยับเข้าหาเอง แล้วจึงโอบร่างเล็กไว้ในอ้อมแขนอย่างระมัดระวัง
เพียงใจซบหน้ากับอกกว้างของเขา มือเล็กกำเสื้อเชิ้ตของเขาแน่นราวกับคนที่พยายามเกาะสิ่งเดียวที่มั่นคงในค่ำคืนอันโหดร้าย
“ร้องออกมาเถอะ ไม่มีใครทำร้ายคุณได้แล้ว” ศรัณย์กระซิบเหนือเรือนผมของเธอ น้ำเสียงอบอุ่นจนหัวใจคนฟังสั่นไหว
“ฉันเหนื่อยค่ะ เหนื่อยกับการต้องบอกตัวเองว่าไม่เป็นไรทุกครั้ง” เพียงใจสารภาพทั้งน้ำตา เสียงอู้อี้อยู่กับอกเขา
“ต่อไปถ้าไม่ไหว บอกผม” ศรัณย์พูดพลางโอบเธอแน่นขึ้นเล็กน้อย ท่าทางของเขาเหมือนคนที่ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ปล่อยเธอไปง่าย ๆ
“ฉันไม่อยากเป็นภาระของใคร” เพียงใจบอกด้วยเสียงสั่น เพราะคำว่าภาระฝังอยู่ในใจเธอมาตั้งแต่เด็ก
“คุณไม่ใช่ภาระของผม คุณเป็นคนที่ผมอยากดูแล” ศรัณย์ตอบทันที น้ำเสียงนั้นมั่นคงจนเพียงใจหลับตาลงอย่างอ่อนแรง
เธอไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร รู้เพียงว่าอ้อมแขนของศรัณย์อบอุ่นมาก อบอุ่นจนทำให้ความหวาดกลัวค่อย ๆ ละลายหายไป
เมื่อเพียงใจเริ่มสงบลง เธอค่อย ๆ ผละออกจากอกเขา ใบหน้าหวานแดงระเรื่อด้วยความเขินและความอับอายเล็กน้อย
“ขอโทษนะคะ เสื้อคุณเปียกน้ำตาฉันหมดแล้ว” เพียงใจพูดพลางหลบตา น้ำเสียงยังเจือสะอื้นน้อย ๆ
“เสื้อตัวนี้โชคดีมากกว่า เพราะได้เป็นที่พักให้คุณ” ศรัณย์ตอบด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ทำให้แก้มหญิงสาวร้อนขึ้นอีกครั้ง
“คุณพูดแบบนี้ ฉันยิ่งทำตัวไม่ถูกค่ะ” เพียงใจบอกเสียงเบา มือยังอยู่ในมือเขาโดยไม่รู้ตัว
“ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น แค่เป็นตัวคุณก็พอ” ศรัณย์พูดพลางมองเธอด้วยแววตาอ่อนโยน
เพียงใจเงยหน้าสบตาเขา ระยะห่างระหว่างทั้งสองใกล้กว่าทุกครั้ง กลิ่นหอมสะอาดจากตัวเขาผสมกับกลิ่นฝนและความอบอุ่นของห้อง ทำให้หัวใจหญิงสาวเต้นรัวจนแทบควบคุมไม่ได้
ศรัณย์มองริมฝีปากสีชมพูอ่อนของเธอแวบหนึ่ง ก่อนดึงสายตากลับมาที่ดวงตาของเธอ
“ผมจูบคุณได้ไหม” ศรัณย์ถามอย่างแผ่วเบา แต่ชัดเจนพอจะทำให้เวลาทั้งหมดหยุดนิ่ง
เพียงใจเบิกตาขึ้นเล็กน้อย ไม่มีผู้ชายคนไหนเคยถามเธอด้วยความเคารพเช่นนี้ ไม่มีใครเคยทำให้เธอรู้สึกว่าเธอมีสิทธิ์เลือก
หัวใจของหญิงสาวสั่นไหวอย่างรุนแรง เธอควรปฏิเสธ ควรถอยออกไป ควรเตือนตัวเองว่าเรื่องนี้เร็วเกินไป แต่สายตาของศรัณย์ไม่มีความฉวยโอกาส
มีเพียงความปรารถนาที่อ่อนโยนและความอดทนที่พร้อมหยุดทุกอย่างหากเธอไม่ยินยอม
“ถ้าฉันบอกว่าไม่ได้ล่ะคะ” เพียงใจถามเสียงเบา ราวกับต้องการทดสอบหัวใจของเขา
“ผมก็จะไม่ทำ” ศรัณย์ตอบทันที ไม่มีลังเลแม้แต่น้อยคำตอบนั้นทำให้เพียงใจน้ำตาคลอขึ้นมาอีกครั้ง
เธอไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด คำว่า “ไม่ทำ” ของเขาจึงทำให้เธออยากขยับเข้าไปใกล้กว่าเดิม
“แล้วถ้าฉันบอกว่า...ได้ล่ะคะ” เพียงใจถามเสียงแผ่วจนแทบเป็นเสียงกระซิบ แก้มร้อนจัดจนต้องหลุบตาลง
ศรัณย์นิ่งไปชั่วอึดใจ ก่อนค่อย ๆ ยกมือขึ้นประคองแก้มเธออย่างทะนุถนอม เขาโน้มใบหน้าลงมาอย่างช้า ๆ ให้เธอมีเวลาถอยหนี หากต้องการ
แต่เพียงใจไม่ได้ถอย
ริมฝีปากของเขาแตะลงบนริมฝีปากของเธออย่างนุ่มนวล จูบนั้นไม่ได้ร้อนแรงจาบจ้วง แต่ลึกซึ้ง อบอุ่น และเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ต่างคนต่างเก็บงำไว้ มันเหมือนคำปลอบโยน เหมือนคำสัญญา และเหมือนจุดเริ่มต้นของสายสัมพันธ์ที่ถักทอขึ้นท่ามกลางเสียงฝน
เพียงใจหลับตาลง มือเล็กจับแขนเสื้อของเขาแน่นขึ้น
ศรัณย์ถอนริมฝีปากออกอย่างเชื่องช้า แต่หน้าผากยังแตะกับหน้าผากของเธอ
“คุณยังกลัวผมอยู่ไหม” ศรัณย์ถามเสียงพร่าเล็กน้อย ดวงตาคมมองเธออย่างอ่อนโยนและลึกซึ้ง
“ไม่ค่ะ” เพียงใจตอบเบา ๆ ลมหายใจยังสั่นจากความรู้สึกที่ไม่คุ้นเคย
“แล้วกลัวตัวเองอยู่ไหม” ศรัณย์ถามต่อ พลางใช้นิ้วเกลี่ยหยดน้ำตาที่แก้มเธออย่างแผ่วเบา
“กลัวมากกว่าเดิมอีกค่ะ” เพียงใจสารภาพด้วยรอยยิ้มเศร้า ๆ แต่ดวงตากลับเปล่งประกายหวานละมุน
“งั้นเรากลัวไปด้วยกัน” ศรัณย์พูดเสียงต่ำ ก่อนยิ้มให้เธออย่างอ่อนโยน
เพียงใจหัวเราะเบา ๆ ทั้งที่ยังมีน้ำตา หัวใจของเธออุ่นขึ้นอย่างประหลาด
คืนนั้น ศรัณย์ไม่ได้ปล่อยให้เธอกลับบ้านทันที เขาให้แม่บ้านเตรียมห้องรับรองแขกไว้ และยืนยันว่าจะให้คนไปส่งเธอในตอนเช้า เพียงใจพยายามปฏิเสธอยู่หลายครั้ง แต่เมื่อเห็นสายตาจริงจังของเขา เธอก็ยอมในที่สุด
ก่อนแยกเข้าห้องพัก เธอยืนอยู่หน้าประตูห้องรับรอง มือจับลูกบิดไว้ แต่ยังไม่หมุนเปิด
ศรัณย์ยืนอยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว แววตาอ่อนลงเมื่อเห็นเธอลังเล
“มีอะไรหรือเปล่า” ศรัณย์ถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ขณะมองหญิงสาวที่ยังสวมเสื้อสูทของเขาคลุมไหล่อยู่
“คืนนี้ขอบคุณมากนะคะ ถ้าไม่มีคุณ ฉันไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง” เพียงใจพูดอย่างจริงใจ ดวงตาหวานสบตาเขาตรง ๆ
“อย่าคิดถึงมันอีก พรุ่งนี้ทุกอย่างจะดีขึ้น” ศรัณย์บอกพลางยิ้มให้เธออย่างปลอบโยน
“ฉันไม่แน่ใจว่าทุกอย่างจะดีขึ้นไหม แต่ฉันแน่ใจอย่างหนึ่งค่ะ” เพียงใจพูดช้าลง สีหน้าจริงจังกว่าก่อนหน้า
“อะไร” ศรัณย์ถามเบา ๆ หัวใจเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“คืนนี้ฉันไม่ได้รู้สึกโดดเดี่ยวเหมือนเดิม” เพียงใจตอบด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ที่งดงามกว่าคำขอบคุณ ใด ๆ
ศรัณย์มองเธอนิ่ง ประโยคนั้นเหมือนแตะส่วนลึกที่สุดในใจเขา
“ผมก็เหมือนกัน” ศรัณย์ตอบเสียงต่ำ แววตาไม่ปิดบังความรู้สึกอีกต่อไป
เพียงใจหน้าแดงขึ้นอีกครั้ง ก่อนรีบก้มหน้าเล็กน้อย
“ฝันดีนะคะ คุณศรัณย์” เพียงใจกล่าวอย่างนุ่มนวล แล้วหมุนตัวเปิดประตูเข้าห้องไป
“ฝันดีครับ เพียงใจ” ศรัณย์ตอบตามหลังด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนกว่าที่เขาเคยใช้กับใคร
ประตูปิดลงอย่างแผ่วเบา ศรัณย์ยังยืนอยู่ตรงนั้นอีกนาน ทั้งที่ค่ำคืนนี้เริ่มต้นด้วยความหวาดกลัว แต่กลับจบลงด้วยบางสิ่งที่งอกงามในหัวใจ เขารู้แล้วว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่แค่คนที่ช่วยชีวิตเขา ไม่ใช่แค่หญิงสาวใจดีที่ผ่านเข้ามาเพียงชั่วคราว
เธอคือคนที่ทำให้เขาอยากกลับมาเป็นมนุษย์คนหนึ่งอีกครั้ง อยากมีบ้าน อยากมีใครสักคนให้ห่วงหา และอยากปกป้องรอยยิ้มของเธอจากทุกสิ่งบนโลกใบนี้
ขณะเดียวกัน ภายในห้องรับรอง เพียงใจยืนพิงประตู มือแตะริมฝีปากตัวเองอย่างเผลอไผล หัวใจยังเต้นแรงไม่ยอมหยุด
เธอหลับตาลง ภาพอ้อมแขนของเขา ความอบอุ่นของเขา และจูบอ่อนโยนนั้นยังชัดเจน
เธอรู้ว่าตัวเองควรระวัง ควรเว้นระยะ ควรจำไว้ว่าผู้ชายอย่างศรัณย์อยู่ไกลเกินเอื้อม แต่หัวใจกลับกระซิบอย่างดื้อรั้นว่า เธออยากพบเขาอีก
อยากได้ยินเสียงเขาอีก อยากให้เขามองเธอด้วยสายตาแบบนั้นอีก
ด้านนอก ฝนยังคงตกพรำ ๆ แต่คืนนี้ ความหนาวเย็นไม่อาจแตะต้องหัวใจของเธอได้อีกแล้ว
เพราะในคืนที่เธอเกือบถูกความมืดกลืนกิน
ศรัณย์ได้ก้าวเข้ามา และฝากความอบอุ่นไว้ในหัวใจเธออย่างเงียบงัน โดยที่ทั้งสองยังไม่รู้เลยว่าความผูกพันที่เริ่มลึกซึ้งในคืนนี้ จะกลายเป็นทั้งพลัง
และจุดอ่อนที่ศัตรูในเงามืดกำลังเฝ้ามองอยู่
ไกลออกไปจากคอนโดสูงระฟ้า รถยนต์สีดำอีกคันจอดนิ่งอยู่ริมถนนฝั่งตรงข้าม
ชายในชุดสูทสีเข้มลดกล้องถ่ายรูปลงจากใบหน้า บนหน้าจอมีภาพศรัณย์ประคองเพียงใจเข้าไปในอาคารอย่างใกล้ชิด
ชายคนนั้นกดส่งภาพไปยังหมายเลขหนึ่งทันที
ไม่นาน ข้อความตอบกลับก็ปรากฏขึ้น
“สืบผู้หญิงคนนี้ให้ละเอียด อย่าให้ศรัณย์รู้ตัว”
ชายชุดดำอ่านแล้วเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋า
ก่อนรถยนต์คันนั้นจะเคลื่อนออกไปอย่างเงียบเชียบ ทิ้งไว้เพียงเงาฝนและลางร้ายที่กำลังคืบคลานเข้าหาหัวใจสองดวงโดยไม่มีใครทันระวังตัว
