บทที่ 8 ตอนที่ 6ตำหนิตัวเอง
ตอนที่ 6
ตำหนิตัวเอง
หลังอาหารเช้า ศรัณย์เป็นคนขับรถไปส่งเธอที่โรงเรียนดนตรีด้วยตัวเอง แม้เพียงใจจะปฏิเสธหลายครั้ง แต่เขาก็เพียงยิ้มและบอกว่าเขา “อยากไปส่ง” ด้วยน้ำเสียงที่ไม่เปิดช่องให้เธอเถียงมากนัก
รถยนต์สีดำแล่นผ่านถนนที่ยังเปียกฝนจากเมื่อคืน เมืองทั้งเมืองดูสดชื่นขึ้นหลังพายุ แต่ในใจของเพียงใจกลับเต็มไปด้วยความสับสน
ศรัณย์เหลือบมองเธอเป็นระยะ“คุณเงียบตั้งแต่ออกจากคอนโดแล้ว คิดอะไรอยู่” ศรัณย์ถามพลางลดความเร็วรถเมื่อเข้าใกล้สี่แยก
“คิดว่าชีวิตช่วงนี้แปลกมากค่ะ” เพียงใจตอบตามตรง ดวงตามองออกไปนอกหน้าต่าง
“แปลกยังไง” ศรัณย์ถามต่อด้วยน้ำเสียงสนใจ
“ปกติชีวิตฉันเรียบง่ายมาก สอนดนตรี กลับห้อง ทำอาหาร นอน แล้วก็ตื่นมาสอนดนตรีอีกครั้ง แต่ตั้งแต่เจอคุณ ทุกอย่างเหมือนเปลี่ยนเร็วไปหมด” เพียงใจพูดพลางหันกลับมามองเขาด้วยแววตาสับสน
“เปลี่ยนในทางที่แย่หรือเปล่า” ศรัณย์ถามเสียงเบาลง แววตาที่มองถนนข้างหน้าดูจริงจังกว่าปกติ
“ไม่แย่ค่ะ แค่น่ากลัว” เพียงใจตอบอย่างซื่อสัตย์
“ผมทำให้คุณกลัวอีกแล้ว” ศรัณย์พูดเหมือนตำหนิตัวเองเล็กน้อย มือที่จับพวงมาลัยกำแน่นขึ้น
“ไม่ใช่แบบนั้นค่ะ คุณไม่ได้ทำให้ฉันกลัว แต่ความรู้สึกของฉันต่างหากที่ทำให้ฉันกลัว” เพียงใจรีบอธิบาย น้ำเสียงสั่นเล็กน้อยเพราะประโยคนั้นใกล้ความจริงในใจมากเกินไป
ศรัณย์เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะจอดรถริมทางใกล้สวนสาธารณะเล็ก ๆ
เพียงใจหันมามองเขาอย่างแปลกใจ“จอดทำไมคะ” เพียงใจถามพลางมองไปรอบ ๆ ด้วยความงุนงง
“เพราะถ้าเรายังคุยกันเรื่องสำคัญ ผมอยากมองหน้าคุณ ไม่ใช่มองถนน” ศรัณย์ตอบเรียบ ๆ ก่อนปลดเข็มขัดนิรภัยแล้วหันมาหาเธอ
เพียงใจนิ่งงันคำพูดของเขาทำให้หัวใจเธอเต้นแรงอีกครั้งอย่างช่วยไม่ได้
“คุณไม่ต้องรีบตอบ ไม่ต้องรีบตัดสินใจ และไม่ต้องรีบเชื่อใจผมทั้งหมดก็ได้” ศรัณย์พูดอย่างใจเย็น ดวงตาคมทอดมองเธออย่างจริงจัง
“แล้วคุณต้องการอะไรจากฉันคะ” เพียงใจถามออกไปในที่สุด น้ำเสียงเบาจนเกือบจมหายไปในความเงียบของรถ
“ผมต้องการโอกาส” ศรัณย์ตอบโดยไม่ลังเล
“โอกาสแบบไหนคะ” เพียงใจถามต่อ ทั้งที่หัวใจเริ่มรู้คำตอบอยู่ลึก ๆ
“โอกาสให้ผมได้อยู่ในชีวิตคุณอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่คนที่คุณช่วยไว้ ไม่ใช่แค่คนที่บังเอิญผ่านมา แต่เป็นผู้ชายคนหนึ่งที่อยากดูแลคุณ อยากรู้จักคุณ และอยากให้คุณรู้จักผมมากกว่านี้” ศรัณย์พูดทุกคำอย่างชัดเจนและหนักแน่น
เพียงใจหลุบตาลงหัวใจของเธออ่อนยวบอย่างน่ากลัว
“คุณรู้ไหมคะว่าคุณอยู่ไกลจากชีวิตฉันมากแค่ไหน” เพียงใจถามเสียงเบา มือเล็กบีบสายกระเป๋าตัวเองแน่น
“รู้” ศรัณย์ตอบทันที น้ำเสียงนิ่งแต่ไม่เย็นชา
“คุณมีทุกอย่าง ส่วนฉันไม่มีอะไรเลย แม้แต่ครอบครัวที่แท้จริง ฉันยังไม่รู้เลยว่าเป็นใคร” เพียงใจพูดต่ออย่างเจ็บปวด ดวงตาเริ่มพร่าเลือนเพราะความกลัวที่ซ่อนมานาน
“คุณมีหัวใจที่ดี มีความเข้มแข็ง มีรอยยิ้มที่ทำให้คนอื่นอยากมีชีวิตต่อ และมีคุณค่ามากกว่าสิ่งที่คุณคิด” ศรัณย์ตอบพลางเอื้อมมือไปแตะมือเธอเบา ๆ แต่ไม่ได้จับแน่นจนเธอรู้สึกถูกบังคับ
เพียงใจเงยหน้าขึ้นมองเขาแววตาของเขาจริงใจจนเธอเจ็บในอก
“ถ้าวันหนึ่งคุณรู้จักฉันมากกว่านี้ แล้วพบว่าฉันไม่ได้ดีอย่างที่คุณคิดล่ะคะ” เพียงใจถามด้วยน้ำเสียงสั่นไหว
“ผมไม่ได้ต้องการผู้หญิงสมบูรณ์แบบ ผมต้องการคุณ” ศรัณย์ตอบชัดเจน แววตาของเขาแน่วแน่จนเพียงใจไม่อาจหลบได้
ความเงียบเข้ามาคั่นกลางระหว่างทั้งสองทว่าไม่ใช่ความเงียบเย็นชาแต่เป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยถ้อยคำมากมายที่ยังไม่มีใครกล้าพูดออกมาเพียงใจค่อย ๆ ถอนหายใจ
“ฉันให้คำตอบคุณตอนนี้ไม่ได้ค่ะ” เพียงใจพูดช้า ๆ แม้หัวใจจะอยากยอมแพ้ให้เขาไปแล้วครึ่งหนึ่ง
“ผมไม่ได้ขอคำตอบวันนี้” ศรัณย์บอกพลางยิ้มบาง ๆ ความอดทนในสายตาของเขาทำให้เพียงใจรู้สึกปลอดภัย
“แล้วถ้าคำตอบของฉันทำให้คุณผิดหวังล่ะคะ” เพียงใจถามอย่างไม่มั่นใจ
“ผมก็จะยอมรับ แต่จนกว่าจะถึงวันนั้น ผมขอทำให้คุณเห็นว่าผมจริงจังได้ไหม” ศรัณย์ตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแต่มั่นคง
เพียงใจมองเขาอยู่นาน ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ
“ได้ค่ะ แต่คุณต้องสัญญาว่าจะไม่รีบ ไม่บังคับ และไม่ทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองต้องตอบแทนบุญคุณของคุณด้วยความรู้สึก” เพียงใจกล่าวอย่างจริงจัง ดวงตาหวานมีประกายเข้มแข็งขึ้น
“ผมสัญญา” ศรัณย์ตอบทันที ก่อนจะคลี่ยิ้มจาง ๆ อย่างอ่อนโยน
“คุณตอบเร็วมากเลยนะคะ” เพียงใจพูดพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ ความตึงเครียดในใจค่อย ๆ คลายลง
“เพราะเป็นคำสัญญาที่ผมตั้งใจทำอยู่แล้ว” ศรัณย์กล่าวพลางมองเธอด้วยแววตาลึกซึ้ง
เพียงใจหลบตาอีกครั้ง แต่รอยยิ้มกลับไม่อาจซ่อนได้
เมื่อรถแล่นมาถึงโรงเรียนดนตรี เด็ก ๆ หลายคนที่กำลังวิ่งเล่นอยู่หน้ามูลนิธิรีบชะเง้อมองทันที พอเห็นเพียงใจก้าวลงจากรถ เด็กหญิงคนเดิมก็วิ่งเข้ามาหา
“ครูเพียงใจมาแล้ว!” เด็กหญิงร้องเสียงใส ก่อนหันไปมองศรัณย์ที่ลงจากรถตามมา
“สวัสดีค่ะคุณลุงหล่อ ๆ” เด็กหญิงทักด้วยรอยยิ้มกว้าง ทำให้เพียงใจหน้าแดงทันที
“สวัสดีครับ” ศรัณย์ตอบพลางย่อตัวลงคุยกับเด็กน้อยอย่างเป็นกันเอง
“คุณลุงมาส่งครูเพียงใจเหรอคะ” เด็กหญิงถามอย่างอยากรู้อยากเห็น ดวงตากลมโตมองสลับระหว่างทั้งสองคน
“ครับ ผมมาส่งครูของหนูให้ปลอดภัย” ศรัณย์ตอบด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน น้ำเสียงของเขานุ่มลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อต้องคุยกับเด็ก
“งั้นคุณลุงต้องมาส่งบ่อย ๆ นะคะ ครูเพียงใจกลับบ้านคนเดียวทุกวัน หนูเป็นห่วง” เด็กหญิงพูดอย่างจริงจังเกินวัย ทำให้เพียงใจถึงกับทำหน้าไม่ถูก
“พอเลยค่ะตัวเล็ก ไปเตรียมเรียนได้แล้ว” เพียงใจรีบเอ่ยแทรกพลางลูบศีรษะเด็กน้อยเบา ๆ
“ครูเขินอีกแล้วค่ะ” เด็กหญิงพูดแล้วหัวเราะคิกคัก ก่อนวิ่งหนีเข้าอาคารไป
ศรัณย์มองเพียงใจด้วยรอยยิ้มกว้างกว่าเดิม“เด็ก ๆ ของคุณน่ารักดีนะ” ศรัณย์พูดพลางมองตามเด็กหญิงตัวเล็กเข้าไปในอาคาร
“น่ารักค่ะ แต่บางทีก็พูดตรงเกินไปนิดหนึ่ง” เพียงใจตอบอย่างเขินอาย มือเล็กยกขึ้นทัดผมที่ปลิวตามลม
“ผมชอบที่เขาพูดตรง” ศรัณย์กล่าวพลางมองใบหน้าหวานที่ยังมีสีแดงจาง ๆ
“คุณศรัณย์” เพียงใจเรียกเขาเสียงดุเล็กน้อย แต่แววตากลับอ่อนลงอย่างปิดไม่มิด
“ครับ” ศรัณย์ขานรับอย่างสุภาพ ทว่าสายตาเจือรอยยิ้มชัดเจน
เพียงใจถอนหายใจอย่างอ่อนใจเธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังแพ้แพ้ให้ความอบอุ่นของเขาแพ้ให้สายตาจริงใจของเขาและแพ้ให้ความรู้สึกบางอย่างที่งอกงามขึ้นทุกครั้งที่เขายืนอยู่ใกล้
ตลอดทั้งวัน เพียงใจพยายามตั้งสมาธิกับการสอนดนตรี แต่หลายครั้งนิ้วของเธอหยุดค้างบนแป้นเปียโนโดยไม่รู้ตัว เด็ก ๆ ร้องผิดจังหวะไปบ้าง หัวเราะกันบ้าง แต่เธอกลับยิ้มมากกว่าทุกวันภาพศรัณย์ยืนยิ้มอยู่หน้าโรงเรียนติดอยู่ในความคิดคำพูดของเขาวนเวียนอยู่ในใจ
“ผมไม่ได้ต้องการผู้หญิงสมบูรณ์แบบ ผมต้องการคุณ”
เพียงใจหลับตาลงครู่หนึ่งหัวใจเต้นแรงอย่างไม่อาจปฏิเสธเธอกำลังตกหลุมรักเขาความจริงข้อนี้ทำให้เธอกลัวแต่ขณะเดียวกันก็ทำให้โลกทั้งใบดูอบอุ่นขึ้นอย่างประหลาด
ช่วงเย็น หลังจากสอนเสร็จ เพียงใจเดินออกมาหน้าโรงเรียน แล้วก็ต้องหยุดฝีเท้าเมื่อเห็นรถยนต์สีดำคุ้นตาจอดอยู่ริมทาง
ศรัณย์ยืนพิงรถรออยู่ในมือของเขามีถุงกระดาษใบเล็ก
“คุณมาทำไมคะ” เพียงใจถามด้วยความตกใจ แต่รอยยิ้มกลับผุดขึ้นก่อนที่เธอจะทันห้ามตัวเอง
“มารับไปส่งบ้าน” ศรัณย์ตอบเรียบ ๆ พลางเดินเข้ามาหา
“เมื่อเช้าคุณเพิ่งมาส่งฉันเองนะคะ” เพียงใจพูดพลางพยายามทำเสียงจริงจัง แต่หัวใจกลับเต้นแรงด้วยความดีใจ
“ตอนเช้าส่ง ตอนเย็นรับ ไม่เห็นแปลก” ศรัณย์ตอบด้วยท่าทางเหมือนพูดเรื่องธรรมดา
“แปลกค่ะ แปลกมากด้วย” เพียงใจพูดพลางมองเขาอย่างอ่อนใจ
“งั้นให้ผมทำจนกลายเป็นเรื่องปกติ” ศรัณย์บอกเสียงนุ่ม สายตาของเขาจริงจังพอจะทำให้เพียงใจพูดไม่ออก
“คุณนี่ดื้อจริง ๆ” เพียงใจกล่าวเบา ๆ พลางหลบสายตา
“ผมดื้อเฉพาะเรื่องที่ไม่อยากเสียไป” ศรัณย์ตอบทันที น้ำเสียงของเขาทำให้หัวใจหญิงสาววูบไหว
เพียงใจเงียบไปศรัณย์ยื่นถุงกระดาษให้เธอ
“อะไรคะ” เพียงใจถามพลางรับถุงมาอย่างลังเล
“ขนมปังไส้ครีมจากร้านใกล้คอนโด แม่บ้านบอกว่าคุณกินโจ๊กหมด แต่แตะผลไม้น้อย ผมเดาว่าคุณคงชอบของหวานมากกว่า” ศรัณย์อธิบายด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย
เพียงใจมองถุงขนมในมือสิ่งเล็ก ๆ นี้ทำให้หัวใจเธออุ่นจนเจ็บ“คุณจำเรื่องเล็กเกินไปแล้วค่ะ” เพียงใจพูดเสียงเบา ขอบตาร้อนขึ้นอย่างไม่รู้ตัว
“เรื่องของคุณไม่เล็กสำหรับผม” ศรัณย์ตอบพลางมองเธออย่างอ่อนโยน
เพียงใจสูดลมหายใจลึกเธอแพ้แล้วจริง ๆแพ้ให้ผู้ชายที่จำได้ว่าเธอชอบกินอะไรแพ้ให้ผู้ชายที่ถามก่อนจูบแพ้ให้ผู้ชายที่ไม่ทำให้เธอรู้สึกโดดเดี่ยว
ขณะเดียวกัน บนชั้นสูงของอาคารอัครเมธากุลกรุ๊ปในอีกฟากหนึ่งของเมือง ชายวัยกลางคนผู้มีแววตาเย็นชากำลังยืนมองภาพถ่ายหลายใบที่ถูกวางเรียงบนโต๊ะ
ภาพศรัณย์ประคองเพียงใจเข้าคอนโดภาพศรัณย์มาส่งเธอหน้าโรงเรียนดนตรีและภาพล่าสุดที่ชายหนุ่มยื่นถุงขนมให้เธอด้วยสายตาอ่อนโยน
“ผู้หญิงคนนี้เป็นใคร” ชายวัยกลางคนถามเสียงต่ำ แววตาเย็นเยียบราวกับไม่มีความรู้สึก
“ชื่อเพียงใจ วราลินครับ เป็นครูสอนดนตรีเด็กกำพร้า โตมาจากสถานสงเคราะห์ ไม่มีญาติ ไม่มีฐานะพิเศษ” ชายชุดดำรายงานอย่างนอบน้อม
“ไม่มีญาติ ไม่มีฐานะ แต่ทำให้ลูกชายฉันเสียเวลาไปยืนรับส่งเหมือนคนขับรถ” ชายวัยกลางคนพูดเย็น ๆ พร้อมหยิบภาพหนึ่งขึ้นมาดูใกล้ ๆ
“ให้จัดการเลยไหมครับ” ชายชุดดำถามด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง
“ยังไม่ต้อง” ชายวัยกลางคนตอบพลางวางภาพลงอย่างช้า ๆ
“ทำไมครับ” ชายชุดดำถามด้วยความสงสัย
“ฉันอยากรู้ก่อนว่าผู้หญิงธรรมดาคนนี้มีดีอะไร ศรัณย์ถึงมองด้วยสายตาแบบนั้น” ชายวัยกลางคนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจ
“แล้วถ้าเธอเป็นจุดอ่อนของท่านประธาน จริง ๆ ล่ะครับ” ชายชุดดำถามต่อ
“จุดอ่อนมีไว้ทำลาย” ชายวัยกลางคนตอบ สั้น ๆ ก่อนแววตาจะเย็นจัดขึ้นกว่าเดิม
ด้านหน้าโรงเรียนดนตรี เพียงใจยังไม่รู้เลยว่าเงามืดกำลังคืบคลานเข้าหาเธอเพียงยืนอยู่ตรงหน้าศรัณย์ กอดถุงขนมไว้แนบอก และยิ้มให้เขาอย่างที่ไม่เคยยิ้มให้ใครมาก่อน
“วันนี้ให้ฉันเลี้ยงข้าวคุณบ้างได้ไหมคะ” เพียงใจถามขึ้นอย่างกล้าหาญกว่าทุกครั้ง ดวงตาหวานสบตาเขาด้วยประกายสดใส
“คุณจะเลี้ยงผมเหรอ” ศรัณย์ถามซ้ำอย่างประหลาดใจ รอยยิ้มค่อย ๆ ขยายบนใบหน้า
“ค่ะ แต่เป็นร้านธรรมดานะคะ ไม่หรูเหมือนที่คุณคุ้นเคย” เพียงใจพูดพลางยิ้มเขินเล็กน้อย
“ถ้าไปกับคุณ ร้านริมถนนก็พิเศษกว่าห้องอาหารห้าดาว” ศรัณย์ตอบทันที น้ำเสียงจริงจังจนเพียงใจหน้าแดงอีกครั้ง
“คุณพูดแบบนี้อีกแล้วนะคะ” เพียงใจบ่น เบา ๆ แต่รอยยิ้มกลับหวานขึ้นอย่างห้ามไม่ได้
“เพราะผมพูดความจริง” ศรัณย์กล่าวพลางเปิดประตูรถให้เธออย่างสุภาพ
เพียงใจมองเขาอยู่ครู่หนึ่งแล้วเธอก็ยิ้ม
รอยยิ้มที่ทำให้ศรัณย์รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบเงียบลง
ในวินาทีนั้น เขารู้ชัดเจนอย่างที่ไม่เคยรู้มาก่อนเพียงใจไม่ใช่ความหวั่นไหวชั่วคราวไม่ใช่ความรู้สึกตื่นเต้นเพราะเธอช่วยชีวิตเขาแต่เธอคือผู้หญิงคนเดียวที่ทำให้เขาอยากมีบ้านหลังเล็ก ๆ อยากกลับไปหาใครสักคนหลังเลิกงาน อยากตื่นขึ้นมาเห็นรอยยิ้มนี้ทุกเช้า และอยากสร้างครอบครัวที่อบอุ่นอย่างที่เขาไม่เคยมี
ศรัณย์มองเพียงใจที่ก้าวขึ้นรถด้วยหัวใจหนักแน่นขึ้นทุกทีเขายังไม่พูดคำว่ารักเพราะรู้ว่าคำคำนั้นสำคัญเกินกว่าจะใช้เร่งรัดเธอแต่ในใจของเขา
คำตอบชัดเจนแล้วเขาอยากให้ผู้หญิงคนนี้อยู่ในชีวิต
ไม่ใช่เพียงชั่วคราวแต่ตลอดไป
