บทที่ 13 บทที่ 6 แผนการขั้นที่หนึ่ง 100%
“ถึงแล้ว” เสียงราบเรียบเอ่ยออกมาหลังจากเงียบงันนานร่วมชั่วโมง
“ขอบคุณที่มาส่งค่ะ” ปาริมาขยับนั่งตัวตรง หันหน้ากลับไปยกมือไหว้ขอบคุณคนขับรถกิตติมศักดิ์อย่างอ่อนช้อย ก่อนผลักประตูเตรียมตัวลงจากรถ ทว่าขาที่กำลังก้าวลงไปแล้วหนึ่งข้างชะงัก มือหนาที่จับพวงมาลัยเมื่อครู่คว้าหมับเข้าที่ข้อมือเล็กแล้วออกแรงดึงรั้งเอาไว้
“อะ เอ่อ คุณมีอะไรอีกเหรอคะ”
“ไม่มี”
“อ้าว” ปาริมาอ้าปากหวอ มึนงงกับการกระทำของเขา ทว่าก็ไม่กล้าสะบัดทิ้งหรือกระชากแขนตนเองออก อย่างไรเสียเขาก็เป็นเจ้านาย เงินเดือนที่อีกฝ่ายก็มากมายจนไม่อยากลาออก
“เธอมาที่นี่ทำไม” ถามด้วยเสียงราบเรียบโดยไม่หันไปมองเจ้าตัว ในใจกรุ่นๆ นิดหน่อยที่ยัยตัวดีไม่ยอมปริปากขอความช่วยเหลือ หรือบอกเล่าอาการป่วยของบิดาให้เขาฟัง
ทั้งๆ ที่เขารวยออกปานนี้ ย่อมมีเงินมากมายมาให้เธอหยิบยืม
“เอ่อ หนะ หนู เอ่อ”
หนู… คำแทนตัวเองที่ปาริมาเปลี่ยนมาเรียกหลังจากกลับไปในวันนั้น ทั้งๆ ที่เขาบอกให้หล่อนแทนตนเองด้วยชื่ออย่างที่ชอบใช้กับครอบครัว ทว่าดูเหมือนยัยตัวดีจะไหวตัวทันถึงได้ไม่เผลอหลุดปากเรียกแทนตัวเองด้วยชื่อเล่น แต่กลับเป็นการแทนตัวเองด้วยคำว่า ‘หนู’
อีหนูล่ะสิไม่ว่า! คนอยากมีอีหนูเป็นเด็กสาวข้างๆ เผลอยกยิ้มอย่างลืมตัว
“คุณครามคะ”
“หืม ว่าไง”
“คะ คือ เอ่อ คือ”
ใบหน้าดุดันจ้องมองเหมือนเรียกร้องให้เธอตอบ แต่ส่วนลึกข้างในใจของเธอกลับร้องบอกว่าเขารู้อยู่แล้ว แต่อยากได้ยินจากปากเธอมากกว่า คนมีอำนาจเช่นเขา แค่เรื่องที่บิดาเธอป่วยทำไมจะรู้ไม่ได้!
“คือ พ่อหนูไม่ค่อยสบายค่ะ” จะบอกว่าไม่สบายมากก็หนักใจ เขาไม่ได้เป็นอะไรกับครอบครัวเธอมากกว่าเจ้านายกับลูกจ้าง
“ขอบคุณอีกครั้งนะคะที่มาส่ง”
ปาริมาค่อยๆ ขยับตัวดึงแขนที่ถูกเจ้านายจับเอาไว้ออกอย่างละม่อม ไม่อยากกระชากให้ถูกเขม่นจ้องแล้วควักตับกินจนในที่สุดหญิงสาวก็พาร่างบอบบางลงจากรถได้ หลังจากยืนจัดแจ้งเสื้อผ้าให้เรียบมือเล็กกำลังจะเอื้อมไปปิดประตูส่งแขกตามมารยาท เสียงราบเรียบติดห้วนสั้นก็ดังแทรกเข้ามา
“เดี๋ยว!”
หญิงสาวยืนนิ่ง ดวงตากะพริบปริบๆ มองประตูอีกฝั่งเปิดออก ใบหน้าดุดันหันมองก่อนเอ่ยต่อเสียงขรึม
“ฉันจะไปกับเธอด้วย”
หา!!? ริมฝีปากอิ่มอ้าค้าง ร่างกายเหมือนถูกสตาร์ฟไปแล้วเรียบร้อย ไม่สามารถขัดขืนหรือขยับตัวได้เมื่อร่างสูงใหญ่ปิดประตูรถฝั่งของตนเสียงดังลั่นก่อนเดินตรงมาหาผลักประตูให้คนยืนเบิกตากว้างก่อนล็อกรถแล้วลากแขนคนตัวบางตามไปทันที
ปาริมาอ้าปากค้างมองแผ่นหลังกว้างที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ด้านหน้าตาปริบๆ ไม่กล้าขัดแย้งมีปากมีเสียงกับการตามมาของเขา กลัวพี่ชายก็กลัว แต่กลัวเจ้านายมากกว่าพี่ชายพอสมควร
“ปริม!” พอเอ่ยถึงพี่ชาย พี่ชายก็มา
ปาริมาถอนหายใจแรง ค่อยๆ หันมองใบหน้าหล่อเหลาที่เหมือนจะหรี่ตามองก่อนวิ่งมาหา
“พะ พี่ปรัชญ์”
คเณศร์ชะลอฝีเท้าหลังได้ยินเสียงร้องเรียกจากผู้ชายที่ไหนก็ไม่รู้ ชายหนุ่มหันกลับมามอง ใบหน้าดุดันยังคงเรียบนิ่ง มือหนาจับกระชับข้อมือเล็กไม่ปล่อยวาง แม้จะพอคาดเดาได้ว่าเจ้าของเสียงร้องเรียกปาริมาคือใคร
ปรัชญ์ย่นคิ้วขณะออกตัววิ่งมาหาน้องสาวจากหน้าเคาน์เตอร์ เห็นใบหน้าดุดันติดแข็งกระด้างที่ยืนเคียงข้างน้องสาวสุดที่รักก็หัวคิ้วกระตุก ในใจครุ่นคิดว่าใบหน้าดุดันเรียบนิ่งแบบนี้เขาเคยเห็นที่ไหน
หรือว่า…
“คุณคเณศร์!” เขาร้องเรียกชื่อคนที่ยืนนิ่งจ้องตอบไม่ลดละสายตาข้างกายน้องสาว ดวงตาคมดุเขม่นมองเหมือนสำรวจตรวจสอบ ปรัชญ์หรี่ตาเงยหน้ามองคนตัวสูงใหญ่กว่าเขาหลายสิบเซ็นฯ อย่างพินิจบ้าง
ใบหน้าหล่อเหลาแต่ดุกร้าวไม่มีวี่แววความอ่อนโยน ยิ่งดวงตาคมดุคู่นั้นยิ่งน่ากลัวราวกับราชสีห์ผู้หยิ่งผยอง
เขามองตอบมา สายตาไม่ได้เป็นมิตรหากก็ไม่ได้เย็นชาจนไม่อยากสานสัมพันธ์
“ทำไมเจ้านายเรามาด้วย” น้ำเสียงที่ถามน้องสาวไม่ได้เข้มจัดแต่คาดคั้นอยู่ในที
“คือ เอ่อ คือ อ่อ คุณครามเขาแวะมาเยี่ยมเพื่อนน่ะคะ”
“เพื่อน?” คำตอบของน้องสาวเหมือนการแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ให้ผู้ชายข้างกายเสียมากกว่า
ปรัชญ์เขม่นมอง จดจ้องดวงหน้าน้องผู้เป็นน้องเพื่อหาความผิดปกติ!
“ใช่ค่ะพี่ปรัชญ์ เพื่อน พอดีเพื่อนของคุณครามเขาพักรักษาตัวที่นี่ เอ่อ ปริมเลยขอติดรถเจ้านายมาด้วยค่ะ”
แม้จะพยายามบังคับน้ำเสียงให้เป็นธรรมชาติ แววตาไม่หลุกหลิกมีพิรุธ และสีหน้าท่าทางไม่แสดงออกว่ากำลังโกหก ทว่าก็เหมือนจะไม่ค่อยได้ผล เมื่อใบหน้าของพี่ชายเต็มไปด้วยความสงสัย แถมสายตายังฟาดฟันแทบจะเข่นฆ่ากันจนเหมือนจะมีรังสีบางแผ่ออกมารอบกายของคนทุกคู่
ทำไมเธอหนาวยะเยือกเช่นนี้นะ ทั้งๆ ที่ก็ไม่ได้อยู่ในสถานที่ที่จะหนาวจัดอะไรขนาดนั้น! ถามตัวเองในใจพลางเหลือบมองผู้ชายสองคนที่กำลังจ้องมองกันตาไม่กะพริบ
“เอ่อ” ปาริมารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยืนอยู่กลางสงครามเย็น สายตาคู่คมดุดันแผ่รังสี ‘อำมหิต’ ออกมาอย่างชัดเจน ส่วนปรัชญ์พี่ชายของเธอก็เหมือนจะส่งสัญญาณอันตรายร้ายกาจตอบกลับไปอย่างไม่ลดละ
“พะ พี่ปรัชญ์”
แกต้องการอะไรกันแน่! ปรัชญ์ส่งสายอาฆาตแค้นแสดงความหวงห่วงน้องสาวคนเดียวของตัวเองอย่างชัดเจน เขาไม่ชอบใบหน้าดุดันเรียบนิ่ง แต่แววตาแฝงความเล่ห์ร้ายของ ‘เจ้านาย’ ที่ปาริมาออกปากว่าขอติดรถมาด้วยเลย ทั้งๆ ที่มองยังไงมัน… เอ่อ อีกฝ่ายก็ไม่น่าจะใจดีขนาดนั้น นอกจากมัน… เอ่อ อีกฝ่ายจะมีอะไรแอบแฝง และสิ่งที่มัน เอ่อ อีกฝ่ายแอบแฝงคงหนีไม่พ้น… ชายหนุ่มมองดวงหน้าอ่อนหวานที่กำลังจืดเจื่อนแล้วกำหมัดแน่
น้องสาวของเขา!
เมื่อคิดว่าคนตรงหน้ามีอะไรแอบแฝงกับน้องสาวของตนดวงตาคู่คมรีเรียวก็กวาดมองทั่วร่างสูงใหญ่อย่างต้องการค้นหาคำตอบ ทว่าเมื่อสายตารีเรียวไปสะดุดกับบางสิ่งที่กำลังจับจูง เกาะเกี่ยว หรือจะเรียกอะไรก็ตาม แต่มันคือการถูกเนื้อต้องตัวของชายหญิง ยิ่งฝ่ายหญิงเป็นน้องสาวของเขาด้วยแล้วอารมณ์ที่พยายามเก็บงำก็เหมือนจะระเบิด!
“ปริม!” ปรัชญ์ร้องเรียกน้องสาวเสียงดัง ก่อนกระชากแขนข้างที่น้องสาวถูก ‘มัน’ จับจูงข้อมือเอาไว้เข้าหาตัว
“มากับพี่!” ออกคำสั่งกับน้องสาวเพียงคนเดียวโดยไม่สนใจสายตาดุดันที่ตวัดมอง ก่อนลากจูงกันจากไปโดยไวเพื่อไม่ให้ใครสักคนต้องถูกกระทืบ!
มันกล้า! กล้ามากที่มาแตะต้องน้องสาวของเขา! คำกำลังควันออกหูนึกก่นด่าผู้ชายที่มากับน้องอยู่ในใจ
คเณศร์มองตามแผ่นหลังของสองพี่น้องที่กึ่งลากกึ่งจูงกันเข้าไปในลิฟต์ พอเข้าไปได้สายตาของพี่ชายที่เหมือนจะหวงน้องสาวเข้ากระดูกดำก็ยังคงจ้องมองเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อเขาให้ได้ ชายหนุ่มส่ายหน้า ไม่นึกถือสาความขี้หวงของคนเป็นพี่ซึ่งออกอาการเป็นศัตรูของเขาตั้งแต่วันแรกสักนิด เพราะอย่างน้อยปรัชญ์ก็คืออีกคนที่ช่วยให้แผนการของเขาใกล้สำเร็จ หากไม่มีพี่ชายจอมหวง และพ่วงตำแหน่งลูกชายคนโตผู้รักครอบครัวแล้วล่ะก็… เขาอาจยังหาทางออกเรื่องข้อเสนอของปาริมาไม่ได้
หลังจากมองส่งสองพี่น้องไปจนประตูลิฟต์ปิดลง ชายหนุ่มจึงล้วงหยิบเครื่องมือสื่อสารออกจากกระเป๋าเสื้อสูท กดเบอร์โทรคนลูกน้องเพื่อสั่งงาน ‘ตามแผน’ ที่วางเอาอย่างดีทันที
(“ครับนาย”)
“ลงมือได้เลย” น้ำเสียงออกคำสั่งหนักแน่น และเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นใจตนเอง
ไม่อย่างไร… ปาริมาก็ไม่อาจหนีข้อเสนอของเขาพ้น ในเมื่อเขาตั้งใจแล้วว่า… เธอจะต้องทำหน้าที่ที่เขาต้องการ ดังนั้นไม่ว่าจะมีพี่ชายอย่างปรัชญ์อีกสักสิบหรือสามสิบคน หญิงสาวก็ไม่อาจปฏิเสธข้อเสนอของเขาได้!
(“รับทราบครับนาย”)
ปลายสายรับคำสั่งหนักแน่นก่อนวางสาย ใบหน้าดุดันที่เคยเรียบนิ่งจึงปรากฏรอยยิ้มที่มุมปาก เขาคิดทุกอย่างมาแล้วอย่าง ละเอียด รอบคอบแบบที่เรียกว่าไร้ช่องโหว่ให้คนซื่อใส่ไร้เดียงสาคิดทัดทานได้
ปาริมาเหมือนนกน้อยที่กำลังจะถูกราชสีห์อย่างเขาขย้ำ และราชสีห์อย่างเขาก็ไม่ใจดีปล่อยนกตัวนี้ไว้ใกล้ๆ แต่ได้แค่ดมไปนานกว่านี้หรอก
เขาหิว… ชายหนุ่มเหลือบมองเส้นทางที่สองพี่น้องลากจูงกันไปอีกครั้ง ก่อนจะแค่นหัวเราะในลำคอ
หิวมากด้วย!
ถ้าเขาอยากได้ ไม่ว่าสิ่งใดก็ย่อมต้องได้!
ยิ่งเป็นสิ่งที่ได้มายากเย็น ยิ่งกระตุ้นให้นักธุรกิจที่ชื่นชอบความเสี่ยงเช่นเขาอยากลอง!
“แล้วเราต้องได้พบกันอีกปรัชญ์”
