บทที่ 4 ตอนพิเศบทที่ 2 ประกาศสงคราม 50%
บทที่ 2 ประกาศสงคราม
“จะเจ็ดโมงเช้าแล้วนะลูก เดี๋ยวก็ไปทำงานสายกันพอดี” เสียงร้องเตือนเวลาของมารดาเรียกคนที่กำลังรีบร้อนให้เร่งรีบมากขึ้นไปอีก เมื่อคืนหล่อนเหมือนจะฝันร้ายเลยเพราะดันฝันเห็นใบหน้าเรียบนิ่งติดดุดันของใครบางคนตลอดคืนจนนอนไม่หลับ กว่าจะข่มตาหลับได้ก็เกือบรุ่งสางด้วยเหตุนี้คนไม่เคยนอนดึกถึงได้ตื่นสายตะวันโด่งเป็นครั้งแรก
“ค่าแม่ หนูกำลังลงไปค่ะ”
“เร็วๆ นะลูก ข้าวต้มเย็นหมดแล้ว”
“ค่า” เสียงหวานร้องตอบพร้อมเร่งไม้เร่งมือเก็บข้าวของลงกระเป๋าสะพายหลังใบโปรด ร่างบอบบางวิ่งตึงตังลงจากบ้านด้วยความรีบร้อนกว่าทุกวัน ตั้งแต่ทำงานเธอไม่เคยไปทำงานสายเกิน 07.15 น. เลยสักครั้ง นี่คงเป็นครั้งแรกที่เธอจะไปทำงานสายจนแทบไม่เหลือเวลาเปลี่ยนเสื้อผ้า
“แม่ขา หนูมะ” ริมฝีปากบางสีชมพูระเรื่ออ้าค้างตรงคำว่า ไม่ ที่ยังไม่ทันออกเสียงจนจบ หญิงสาวตัวแข็งค้างไปกลางอากาศเมื่อพบใครอีกคนที่ไม่คาดฝัน เอ้ หรือว่าเคยฝันกันแน่นะ ก็เมื่อคืนเขามาวิ่งเล่นในหัวของเธอตลอดคืนเลยนี่นา
ผู้ชายหน้าดุนามว่า… คเณศร์
“สวัสดีครับคุณปาริมา” ธเนศกล่าวทักทายหญิงสาวที่กำลังวิ่งลงจากบันไดบ้านด้วยรอยยิ้มอบอุ่นตามแบบฉบับของเขา ส่วนเจ้านายผู้อยากมารับ เอ่อ ผู้อยากมาจับตามอง ‘เด็ก’ ที่ตนเองส่งปิ่นโตอยู่ก็กำลังนั่งรับอาหารฝีมือของมารดาเจ้าของใบหน้าอึ้งจนแทบจะเป็นลมล้มพับ
“ยัยปริมทำไมวันนี้สาย คุณๆ เขามารอตั้งนานแล้ว”
“นานแล้ว” คนไม่อยากเชื่อว่าจะเห็นหน้าดุๆ ของเจ้านายร้องถามเสียงหลงอีกรอบ
“ก็ใช่น่ะสิ นี่แม่เห็นว่าคุณเขารอนานเลยตักข้าวต้มปลาให้ทานรอกันก่อน เสร็จแล้วก็รีบมาทานสิจะได้รีบไปทำงาน เร็วเข้าลูก”
ปาริมารู้สึกเหมือนขาจะก้าวไม่ออก มันเหมือนถูกหินหนักๆ ทับเอาไว้ทั้งสองข้าง
“ยัยปริม!” เสียงเรียกดังๆ ของมารดาเรียกคนตะลึงลานให้ตื่นขึ้นมามีสติอีกรอบ
“คะ ค่ะ ขาคุณแม่”
“มาทานข้าวได้แล้ว ยืนมองตาแป๋วอะไรอยู่ที่บันไดล่ะลูก” เมื่อนั้นคนยืนมึนๆ งงๆ จึงได้ค่อยๆ เดินมาวางกระเป๋าสะพายหลังลงที่เก้าอี้ข้างตัวตรงข้ามกับเจ้านายหน้าดุพร้อมบอดี้การ์ดมาดเท่ของเขา ความประหม่าเหมือนจะโจมตีทันทีที่ทิ้งก้นลงนั่ง สายตาคมดุที่มองสบมาเหมือนจะเป็นการตำหนิเล่นเอาใบหน้าคนตื่นสายจืดเจื่อนลงเล็กน้อย
“รีบทานนะลูก คุณๆ เขารอนานแล้ว” คุณปรียาวางถ้วยข้าวต้มปลาหอมกรุ่นของโปรดบุตรสาวลงบนโต๊ะตรงหน้าเด็กตื่นสายในรอบหลายปีด้วยรอยยิ้มอบอุ่นเช่นเคย เมื่อได้ยินมารดาสั่ง สายตาคู่หวานที่ไม่เงยมองสบคนหน้าดุตรงหน้าก็เสมองไปรอบบ้านของตัวเองแทน ครั้นพอมองดีๆ แล้วก็เกิดนึกถึงใครอีกคนที่หายไป
“คุณแม่ขาแล้วพี่ปรัชกับคุณพ่อล่ะคะ”
มารดาชะงักมือที่กำลังง่วนกับการล้างจานอย่างมีพิรุธจนช่างสังเกตที่เพิ่งมาเยือนบ้านหลังนี้ขมวดคิ้วแน่น คเณศร์มองมารดาของปาริมานานจนกระทั่งแผ่นหลังที่นิ่งไปนานหันกลับมายิ้มเจื่อนพร้อมเอ่ยตอบ
“อะ เอ่อ ปรัชพาพ่อไปหาหมอตามนัดไงลูก”
ปาริมาขมวดคิ้วมองใบหน้าของมารดาก่อนหันไปมองปฏิทินของบ้าน คิ้วเรียวขมวดแน่น เธอจำได้ว่าปกติเวลาบิดามีนัดตามใบสั่งแพทย์จะมีการจดไว้บนปฏิทินของบ้านเสมอ และพี่ชายจะเป็นคนพาท่านไปทุกครั้ง ทว่าทำไมครั้งนี้ไม่มีรอยขีดเขียนอะไรยืนยันได้เลยล่ะ หรือเธอจะพลาดอะไรไป
“ไม่เห็นมีเขียนที่ปฏิทินเลยค่ะแม่”
ใบหน้าของคุณปรียาซีดเผือดมากกว่าเดิมคนที่มองมาตลอดลอบถอนหายใจ มารดาของปาริมากำลังมีเรื่องปิดบังบุตรสาวคนเล็กแน่นอน
“อะ เอ่อ คือ เอ่อ” ยิ่งคิดหาคำตอบคนมีความลับยิ่งร้อนรนจนทำตัวไม่ถูก กระทั่งคเณศร์เริ่มทนไม่ไหวจึงได้เอ่ยทำลายความอึดอัดซึ่งกำลังก่อตัวขึ้นอยู่ตอนนี้
“อิ่มหรือยัง?” คำถามห้วนสั้นกับน้ำเสียงดุทำเอาคนกำลังคุยกับแม่สะดุ้งโหยง ก่อนจะลนลานตักข้าวต้มเข้าปากแบบไม่รู้รสชาติทันที ความหิวเหมือนจะถูกเขาทำลายลงด้วยสายตาคมดุคู่นั้น สายที่มองมาแต่ละทีทำเอาขนลุกไปทั้งตัว
“อิ่มแล้วค่ะ คุณแม่ขาหนูไปทำงานแล้วนะคะ” ปาริมาผละลุกจากเก้าอี้เดินเร็วๆ ไปกอดเอวมารดาก่อนจะหอมแก้มซ้ายขวาตามความเคยชิน
“ตั้งใจทำงานนะลูก”
“ค่า”
“งั้นผมลาเลยนะครับ” คเณศร์กล่าวลาเพื่อเดินออกไปรอ ‘ยัยตัวดี’ ด้านนอกก่อน ธเนศลาเจ้าบ้านก่อนเดินตามหลังเจ้านายออกไปติดๆ
ปาริมาเดินกลับมาที่โต๊ะรับอาหารเช้าแล้วคว้ากระเป๋าสะพานหลังใบโปรดของตนเพื่อเดินตามหลังคนมารับที่เดินดุ่มไปรอที่หน้าประตูเรียบร้อยให้ทัน หญิงสาวมีคำถามในหัวมากมายแต่ยังไม่มีโอกาสได้ถาม ในใจคิดว่าเมื่อออกจากบ้านได้จะอ้าปากร้องถามเขาเป็นอย่างแรกเลยว่า…
‘เขาโผล่มาทำไม!’
อัก!
คนที่เดินคิดอะไรในใจออกมาดันเผลอชนแผงอกคนที่กำลังนินทาในใจเข้าเต็มรัก ร่างบอบบางเซเล็กน้อย ก่อนจะทรงตัวแล้วเงยหน้าขึ้นมองหน้าเจ้านายจอมดุที่กำลังจ้องเขม็ง
“อะ เอ่อ”
“แอบด่าฉันอยู่หรือไง ถึงได้เดินไม่มองทาง”
“อะ เอ่อ” เอ่อ ไม่ได้ด่าแค่นินทาเล็กน้อย
“หรือว่าแอบแช่งชักหักกระดูกฉัน”
“ปะ เปล่าค่ะ”
เปล่าอะไรล่ะ ทั้งใบหน้าทั้งดวงตาบอกความคิดในใจของคนปฏิเสธเสียงแข็งหมดแล้วทุกสิ่ง
“ถ้าเปล่าก็ขึ้นรถ” บอกพร้อมปรายตาไปมองประตูที่เปิดออกด้วยฝีมือของธเนศเป็นเชิงสั่ง รับรู้ได้ว่าคนตรงหน้ามีคำถามมากมายที่ต้องการจะเอ่ย แต่ว่าเวลาเกือบ 07.30 น. กับระยะทางจากบ้านของเธอไปยังบริษัทไกลมากพอสมควรขืนยืนคุยต่อมีหวังทั้งเขาทั้งปาริมาคงได้ไปทำงานสายด้วยกันทั้งคู่
ภายในรถเหมือนจะเริ่มอึดอัดเข้าไปทุกที ปาริมาเองก็มีท่าทีกระสับกระส่ายเหมือนคนหวาดระแวงอะไรอยู่ตลอดเวลา เขาพอจะทราบแล้วว่าอีกฝ่ายคงรู้สถานะ ‘มาฟีย’ ของตนแล้วเรียบร้อย ซึ่งเขาก็ไม่ได้รู้สึกผิดคาดกับทีท่าเช่นนี้นัก ก็พอจะคาดเดามาก่อนแล้วว่าหญิงสาวที่ตกกระไดพลอยโจนจากพนักงานในบริษัทกลายเป็น ‘เด็ก’ ที่ถูกส่งปิ่นโตคงยังไม่ไว้วางใจเขาง่าย
ใครมันจะไปไว้วางใจคนที่พากระสุนปืนกับคนร้ายเข้ามาในชีวิตได้เล่า!
ทว่าเพียงคเณศร์เหลือบสายตาคมกริบมีแววดุกร้าวจ้องมองเสี้ยวหน้าของคนตัวบางที่นั่งตัวลีบกอดกระเป๋าตัวเองชิดประตูรถอีกฝั่งก็เหมือนจะหัวใจแข็งกระด้างจะรู้สึกคันยุบยิบแปลกพิกล เขาเหมือนไม่ชอบให้ปาริมาแสดงท่าทีหวาดระแวงเช่นนี้กับตน แต่ก็ไม่สามารถออกคำสั่งที่ไร้สาระเช่นนั้นกับคนที่ตนเองเคยพาเขาเสี่ยงตายมาแล้วได้
“หนาวเหรอ”
คำถามของเขาทำเอาคนตัวลีบสะดุ้งโหยงหันขวับกลับมามองใบหน้าหล่อเหลาด้านข้างที่ยังคนนิ่งสนิทไร้แววประชดประชันหรือสิ่งใด ทว่าเพียงเขาผินหน้ามาช้าๆ หัวใจดวงน้อยที่ตื่นเต้นอยู่แล้วเกิดตื่นตระหนกขึ้นมาจนแทบจะระเบิด
“ปะ เปล่าค่ะ”
“เปล่าแล้วทำไมเธอต้องกอดกระเป๋าแน่นขนาดนั้น”
ริมฝีปากบางสีแดงระเรื่อเม้มแน่น มือที่จับกันเอาไว้บีบกันแน่นขึ้นอีก จะให้เธอบอกเขาหรือ… ว่าตนเองกลัวเขา กลัวคนของเขา กลัวหน้าเขา รวมไปถึงกลัวน้ำเสียงกับแววตาดุๆ ของเขาจนแทบจะบ้าตายอยู่แล้ว
“ปาริมา!” น้ำเสียงกึ่งตะคอกกับใบหน้าถมึงถึงขึ้นเล็กน้อยทำให้คนที่กลัวอยู่แล้วกลัวจนตัวลีบเล็กลงไปอีกหลายเท่า ขนาดธเณศที่ทำหน้าที่ขับรถยังเผลอสะดุ้งเล็กๆ กับน้ำเสียงกึ่งตะคอกนั่นไปด้วย เลขาหนุ่มชักสงสัยว่าตกลงเจ้านายจะมาช่วยหรือมาเพิ่มความกดดันให้ ‘เด็ก’ ที่ตนเองส่งปิ่นโตกันแน่ แต่พอคิดมาถึงตรงคำว่า ‘เด็ก’ ของเจ้านาย รอยยิ้มเล็กที่มุมปากก็ปรากฏ แม้จะเป็นรอยยิ้มที่เล็กจนคนแทบมองไม่เห็น ทว่าคนอย่างคราม คเณศร์ ภูวอัศนัยมีหรือจะไม่เห็น!
“ยิ้มอะไรไอ้เนศ” คนถูกถามว่ายิ้มอะไรหุบยิ้มฉับ กลืนน้ำลายลงไปในลำคออึกใหญ่ เหตุใดหวยมาออกที่เขาได้
“อะ เอ่อ เปล่าครับนายหัว”
“เปล่าเหรอ เปล่าแล้วแกขยับมุมปากทำไม!”
ขยับมุมปากก็ไม่ได้! ปาริมาบ่นอุบในใจพลางหันไปหน้าอีกทางแล้วเบ้ปากกลอกตามองฟ้าอย่างระอาใจ
“อะ เอ่อ มันเหมื่อยปากครับนายหัวเลยบริหารปากนิดหน่อย” ตอบไปแล้วก็ลอบกลืนน้ำลายอีกหลายอึก เห็นประกายตาเจ้านายเหมือนกำลังลุกเป็นไฟก็ค้อมศีรษะเบาๆ แล้วตั้งหน้าตั้งตาขับรถต่อไปเงียบๆ
สงสัยว่าวันนี้รวิศคงไม่ต้องซื้อหวย เพราะรางวัลที่หนึ่งน่าจะออกที่หัวของมัน!
การเดินทางที่ควรใช้เวลาเพียง 20 นาทีเหมือนจะยาวนานราว 20 ปีสำหรับปาริมา หญิงสาวรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะขาดหายใจอยู่รอมร่อ เขาดุแม้กระทั่งลูกร้องขยับมุมปาก แล้วเธอเล่าอยู่ๆ ก็โผล่เข้าไปในดงกระสุนกับเขา แถมยังหายใจให้เขาหงุดหงิดอีก ไม่รู้ว่าวันๆ นึงเจ้านายของเธอรับประทานอาหารกับอะไร คงไม่ใช่กินรังแตนทุกวันหรอกนะ ถึงได้ดุราวกับ… เสือแบบนี้
“เสือ แหวะ” บ่นขมุบขมิบตามประสาพร้อมทำปากคว่ำเล็กๆ เพื่อความสะใจ ทว่าในมุมเล็กๆ นั้นคนมากประสบการณ์ที่มีสายตาจับผิดดุจเหยี่ยวแดงก็ถึงกับคิ้วกระตุก เขารับรู้ได้โดยสัญชาติญาณว่าปาริมากำลังนินทาตนเอง!
“เหมื่อยปากเหมือนกันเหรอ?”
คำว่าเหมือนปากเหมือนกันเหรอเหมือนจะไม่ใช่คำถาม หากแต่เป็นคำประชดประชันเสียมากกว่า ปาริมาหันขวับกลับมาส่งยิ้มแห้งๆ ให้เขา ละอายใจที่ถูกเขาจับได้ นี่ขนาดเธอแอบคิดเงียบๆ นินทาเงียบๆ เขายังหูดี ตาดีรับรู้ได้สมกับเป็นมาเฟียจริงๆ
คเณศร์รู้สึกเหมือนอยากจะฆ่าใครสักคนขึ้นมาตงิดๆ คราแรกก็ลูกน้อง คราสองก็คนข้างๆ อยากรู้นักว่าคราที่สามจะเป็นรวิศหรือว่าใครหน้าไหน!
“บางทีฉันว่าวันนี้คงมีใครสักคนอยากทุรนทุราย!”
