บทที่ 6 บทที่ 3 แม่บ้านส่วนตัว 50%

บทที่ 3 แม่บ้านส่วนตัว

“ฉันอาจไม่มีอำนาจมืดในมือเหมือนคุณ แต่ฉันก็ไม่ได้สิ้นไร้ไม้ตอกขนาดไม่มีอำนาจใดในมือ อย่าคิดว่าแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนึงจะ ‘กำจัด’ องค์กรบ้าๆ ของคุณไม่ได้ เพราะถ้าฉันยังมีลบหายใจคนที่ต้องตายคือคุณ!”

เพชรลดาจากไปแล้วเหลือทิ้งไว้เพียงความเคียดแค้นในดวงตา และคำผรุสวาทมากมายที่หล่อนพ่นออกมาด้วยความเดือดดาล คเณศร์หายใจรุนแรงด้วยอารมณ์โทสะที่โหมกระพือ เมื่อก่อนเขาคิดว่าจะปล่อยหล่อนไปโดยดี ไม่ติดใจการกระทำมากมายที่หล่อนเคยแสดงออกก่อนหน้า ทว่าวันนี้คำว่า ‘โดยดี’ คงไม่มีอีกแล้ว!

“นะ นายหัวครับ”

ใบหน้าถมึงทึงแข็งกระด้างหันมอง ดวงตาดุดันลุกโชนด้วยไฟโทสะแสนน่ากลัว ธเนศเคยเห็นเจ้านายโกรธขนาดนี้ครั้งสุดก็ตอนที่ครอบครัวของอีกฝ่ายถูกพรากลมหายใจไป นี่คงเป็นครั้งที่สองในรอบหลายสิบปีที่ดวงตาอาฆาตปรากฏขึ้นมา

“สั่งคนของเราจับตามองไอ้เจคเอาไว้ให้ดี ถ้าเพชรลดาคิดจะทำอะไรคงไม่พ้นให้ไอ้ชายชู้นั่นลงมือ”

“ครับนายหัว” ธเนศค้อมกายก่อนเดินล่าถอยออกไปทันที ไม่มีเวลาให้ทบทวนคำสั่งอะไรอีก เวลาที่เจ้านายของเขาโกรธมันเหมือนไฟที่กำลังลุกไหม้และไม่อาจมีใครดับลงได้ง่ายๆ

“ถ้าเธอกล้าลองดีกับฉัน ฉันก็กล้ากำจัดเธอ!”

มือที่กำแน่นกำเข้าหากันจนเส้นเลือดปูดโปน ใบหน้าแดงก่ำถมึงทึง ดวงตาเรืองรองไปด้วยความโกรธที่พุ่งขึ้นสูง จากที่แค่จะกำจัดหล่อนออกไปจากชีวิต ตอนนี้เขาคิดว่าคงต้องกำจัดหล่อนออกไปจากโลกใบนี้!

“แล้วเธอจะได้รู้ว่าองค์กรบ้าๆ ของฉันทำอะไรกับผู้หญิงตัวเล็กๆ แต่สารเลวแบบเธอได้บ้าง”

“กลับก่อนนะปริม”

ปาริมาชะโงกหน้าจากตู้ล็อกเกอร์ส่วนตัวก่อนส่งยิ้มล่ำลารุ่นพี่ที่ร่วมงานกัน หญิงสาวเหลือบตาขึ้นไปมองนาฬิกาบนพนังห้อง เข็มสั้นเกือบจะถึงเลขสิบสองแล้ว ความเร่งรีบเพิ่มมากขึ้นด้วยเกรงว่าเจ้านายที่ออกคำสั่งแปลกๆ เมื่อเช้าจะพ่นไฟใส่ในข้อหาไปพบช้าเกินห้านาที!

“ปริมป้ากลับแล้วนะ” ปาริมาชะโงกหน้าออกมาอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงคนคุ้นเคยที่สนิทสนมกันที่สุด

“ป้าพรกลับยังไงคะวันนี้”

“หลานชายมารับ ปริมกลับด้วยกันไหม” หญิงสาวเม้มปากครุ่นคิดเป็นการณ์ใหญ่ ทว่าสุดท้ายก็ส่ายหน้าแทนคำตอบ ความกล้ายังไม่มีมากพอจะฝ่าฝืนคำสั่งของคนหน้าดุ

“งั้นป้ากลับเลยนะ อย่ากลับช้านักล่ะ อะไรที่ไม่ใช่หน้าที่ของเราก็ปล่อยไว้นั่นแหละ ให้คนขี้เกียจทั้งหลายมันทำกันเอง”

ป้าสมพรกล่าวอย่างระอาใจ เพราะรับรู้มาตลอดว่าตั้งแต่สาวน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มเข้ามาทำงานในตำแหน่งแม่บ้านของบริษัทก็ถูกคนอื่นเขม่นมองหาเรื่องกลั่นแกล้งเสมอ ยามที่นางอยู่ก็พอได้ช่วยเหลือ แต่ยามที่นางต้องขึ้นไปดูแลเจ้านายบนชั้นผู้บริหารก็ไม่ได้อยู่ปกป้องสาวน้อยได้ตลอด

“สวยตายล่ะ”

“สงสัยมาทำงานที่นี่เพราะหวังจับผู้ชาย!”

คำพูดส่อเสียดเหล่านี้นางได้ยินมาตลอด และเคยต่อว่าพวกขี้อิจฉาเหล่านั้นก็หลายหน ทว่าคนเราต่อให้ไม่ได้ทำอะไรให้ใครเดือดร้อน คนมันจะเกลียดก็หาเรื่องใส่ร้ายหมายให้คนอื่นเกลียดตามได้อยู่แล้ว

สวย… ผู้สูงวัยนึกแล้วก็เอ็นดูปาริมาขึ้นมาอีก เพราะใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพรามีเค้าความงดงามตามธรรมชาติแม้ไร้การแต่งเติมนี้แหละต้นเหตุให้เพื่อนร่วมงานวัยน้อยวัยใหญ่ถึงได้อิจฉานัก

“ป้ากลับแล้วนะ อย่าลืมล่ะ อะไรที่ไม่ใช่หน้าที่ห้ามทำ”

ปาริมายิ้มรับ ก่อนตอบ “ค่ะป้า วันนี้ถึงอยากทำก็ทำไม่ได้หรอกค่ะ” เพราะถ้าขืนทำมีหวังไปรายงานตัวช้าโดยฆ่าหมกป่าแน่!

“ดีแล้ว งั้นป้ากลับจริงๆ แล้วนะ”

“ค่ะป้า บ้าย บาย”

หลังจากโบกมือลาพร้อมยืนยิ้มแย้มส่งป้าสมพรจนกระทั่งผู้สูงวัยสแกนนิ้วมือแล้วจากไป ปาริมาก็เร่งรีบคว้ากระเป๋าสะพายหลังของตัวเองแล้ววิ่งเร็วๆ ออกไปสแกนนิ้วบ้าง สายตาคู่หวานมองซ้ายมองขวาเพื่อสอดส่ายสายตาหาใครที่อาจหลงเหลืออยู่ เมื่อแน่ใจแล้วว่ารอบกายไม่มีใครน่าสงสัยอยู่ใกล้ๆ จึงค่อยๆ ย่องออกมาจากทางเข้าด้านหลัง เดินเลยเข้ามาในส่วนของลิฟต์ผู้บริหารชั่งใจอยู่นานว่าจะขึ้นลิฟต์พนักงานแล้วค่อยเดินขึ้นบันไดต่อไปยังชั้นของเจ้านายใหญ่ หรือว่าจะขึ้นลิฟต์ที่ตรงไปยังชั้นของเขาโดยตรงเลยดี เพราะลิฟต์พนักงานสิ้นสุดที่ชั้น 10 แต่ชั้นผู้บริหารอยู่ที่ชั้น 11-12

“จะขึ้นลิฟต์พนักงานแล้วเดินต่อ หรือขึ้นลิฟต์ผู้บริหารไปเลยดีนะ”

ในขณะที่สาวน้อยกำลังครุ่นคิดอย่างขะมักเขม้น ใครบางคนที่เดินผ่านมาและกำลังจะใช้ลิฟต์ก็ถึงกลับขมวดคิ้วแน่น แผ่นหลังบอบบางกับท่าทีของสาวน้อยที่กำลังมองลิฟต์สองตัวสลับไปมาเรียกความสนใจของชายหนุ่มได้ดี

ใคร? รวิศครุ่นคิดในใจก่อนเดินเข้าไปหา

“เธอมาทำอะไรตรงนี้”

ปาริมาสะดุ้งก่อนลนลานหันกลับไปก้มหน้าไม่กล้าตอบ

“เธอ…” รวิศขมวดคิ้วแน่นขึ้นไปอีก ท่าทางคุ้นๆ หุ่นก็ยิ่งคุ้นๆ บอดี้การ์ดหนุ่มพิจารณาท่าทางของปาริมาอยู่ครู่ใหญ่ ใบหน้าของบอดี้การ์ดหนุ่มเคร่งเครียดมากกว่าตอนทำงานของตัวเองเสียอีก ครั้นพอคิดถึงงานก็คิดถึงคนสั่งงาน พอคิดถึงคนสั่งงานก็คิดถึง…

“ปาริมา!”

เด็กของเจ้านาย!

“ธะ เธอ” เกิดติดอ่างขึ้นมาจนต้องกลืนน้ำลายลงคอ “เธอมาทำอะไรตรงนี้”

“เอ่อ ดิฉันกำลังจะขึ้นไปพบคุณคเณศร์ค่ะ”

ตายห่า! คนได้ยินคำตอบเบิกตากว้างกระวีกระวาดกดลิฟต์เพื่อขึ้นไปยังชั้นผู้บริหารโดยไม่ต้องคิดหรือทบทวนอะไรอีก ป่านนี้เจ้านายคงกำลังนั่งกัดฟันมองดูภาพการสนทนาเมื่อครู่อยู่บนห้องพร้อมอารมณ์ที่กำลังคุกรุ่นแน่ๆ

ติ้ง!

“มาเร็ว” รวิศรีบร้อนเข้าไปในลิฟต์ก่อนจะร้องเรียกปาริมาที่กำลังทำหน้างงอยู่หน้าลิฟต์ส่วนของผู้บริหาร ชายหนุ่มยกมือขึ้นดูนาฬิกาก่อนจะอุทานเสียงดังลั่น “ห้าโมงสิบนาที!”

“สายแล้ว!”

สองคนประสานเสียงกันโดยไม่ได้นัดหมาย ใบหน้าแตกตื่นเมื่อรับรู้ว่าเวลาล่วงเลยช่วงที่ได้รับคำสั่งไปมากแล้ว จากที่ตื่นตระหนกอยู่แล้วยิ่งตื่นตระหนกมากขึ้นเรื่อยๆ ทำไมพวกเขาถึงต้องพบกัน แล้วทำไมลิฟต์ถึงได้ช้าแบบนี้!

“ฉันตายแน่ ตายแน่ๆ” รวิศบ่นงึมงำขณะลิฟต์เริ่มเคลื่อนตัวขึ้นไป คำว่าภาวนาในใจของเขาคือขอให้เจ้านายไม่ว่าง งานยุ่งจนกระทั่งไม่มีเวลา ‘ส่อง’ ใคร!

ทว่าคำภาวนาของบอดี้การ์ดหนุ่มไม่เป็นผล เมื่อบุคคลที่เขากำลังหวาดกลัวการพบเห็นภาพไม่เข้าตากำลังจดจ้องมองภาพเคลื่อนไหวทั้งที่หน้าลิฟต์ และขณะที่คนทั้งสองกำลังขึ้นลิฟต์มาด้วยกัน คิ้วเข้มกระตุกเล็กน้อย ริมฝีปากหนาเม้มเข้าหากัน กรามแกร่งบดแน่นจนเป็นสันนูน ไฟโทสะที่หาสาเหตุไม่ได้กำลังลุกโชนในดวงตาคู่นั้น!

“ไอ้เนศ!”

ธเนศสะดุ้งโหยง ลนลานขานรับจนแทบไม่เป็นคำ “คะ ครับนายหัว”

“โทรไปบอกเพื่อนมึงว่าไม่ต้องเสนอหน้ามาให้กูเห็นสองอาทิตย์!”

คราวนี้คนที่ยืนสงบเสงี่ยมอยู่เงียบๆ สะดุ้งสุดตัว กะพริบตาปริบๆ มองใบหน้าถมึงทึงที่กำลังแดงก่ำเพราะความโกรธสุดขีดก่อนลอบน้ำลายลงคอ คำถามมากมายที่ตั้งใจจะเอ่ยกลืนลงไปพร้อมน้ำลายอีกหลายอึก เลขาหนุ่มพยักหน้ารับไวๆ พร้อมขานรับเสียงเบาหวิว

“ดะ ได้ครับนายหัว”

“เดี๋ยว!”

ประกาศิตแข็งกร้าวดังลั่นจนขาที่กำลังจะยกก้าวแข็งค้างไปกลางอากาศ ธเนศอยากจะร่ำไห้ให้กับความอับโชคของตัวเองจริงๆ ทุกครั้งที่เขาอยู่ลำพังต้องทำงานให้กับเจ้านายรวิศมักจะก่อเรื่องสร้างปัญหาให้ก้อนหินหนักๆ หล่นทับหัวเขาอยู่เสมอ!

“มึงเองก็ไสหัวไปให้พ้นๆ หน้ากูด้วย ไอ้พวกลูกน้องไม่ได้เรื่อง!”

ไม่ได้เรื่องอะไรหว่า… ธเนศถามตัวเองในใจ ก่อนจะย้ายร่างตัวเองออกจากห้องทำงานของเจ้านายทันที ทว่าขาที่ก้าวออกจากห้องของเจ้านายยังไม่ทันพ้นประตู ใบหน้าชื้นเหงื่อซีดเผือดแทบเป็นสีกระดาษของ ‘ตัวต้นเหตุ’ ก็ทำให้เลขาหนุ่มเลิกคิ้ว อ้าปากหวออยู่ครู่ใหญ่

“ระเบิดลงเหรอวะ”

ไม่ลงยังไงไหว!

คนถูกพาลพาโลคาดโทษแทนเพื่อนชักสีหน้า ก่อนละสายตาไปยังร่างบอบบางใบหน้าซีดสลดข้างกายเพื่อน

“เออ มึงนี่นะ ทำไมชอบสร้างปัญหาให้กูวะ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป