บทที่ 8 บทที่ 4 (อยาก) ผูกปิ่นโตสักเถา 50%
บทที่ 4 (อยาก) ผูกปิ่นโตสักเถา
‘ทำตัวดีๆ อย่าขัดคำสั่ง แล้วฉันจะให้โบนัสงามๆ’
โบนัสเหรอ… ตอนนี้อยากได้ใบลาออกมากกว่า
“เฮ้อ” เสียงทอดถอนหายใจยาวเหยียดครั้งแล้วครั้งเล่ายาวนานจนคนที่นั่งฟังมาตลอดต้องลอบถอนหายใจตาม
“คุณปาริมาอยากซื้ออะไรก่อนเข้าบ้านครับ” คำถามของธเนศยิ่งทำให้คนนั่งถอนหายใจด้านหลังต้องถอนหายใจยาวเหยียดกว่าเดิมหลายเท่า ใบหน้าอ่อนหวานบูดบึ้งนั่งคอตกมองตักตัวเองตั้งแต่ขึ้นรถมา
“เอ่อ คุณปาริมาครับ” เจ้านายด่าอะไรมาหรือเปล่าครับ
ธเนศอยากถาม ทว่าก็เกรงว่ากล้องขนาดจิ๋วที่ติดตั้งอยู่ในรถจะฉายภาพที่ทำให้เจ้านายของเขาระเบิดลงอีกครั้ง เลขาหนุ่มผู้ได้รับหน้าที่ใหม่มีการ ‘อารักขา’ คนตัวเล็กๆ ด้านหลังจึงได้แต่ลอบถอนหายใจตามอย่างไม่รู้จะทำอย่างไร
สงสารก็สงสารที่ปาริมาโดยเจ้านายจอมดุลากไปโน้นมานี้ สั่งนั่นสั่งนี้อยู่ตลอด ทว่า… เขาก็ไม่อาจช่วยอะไรได้ในเมื่อตัวเองยังเอาไม่รอด วันๆ ต้องลุ้นอยู่ตลอดว่าหวยจะออกที่ตัวเองหรือว่า… ออกที่รวิศ!
บรรยากาศอึดอัดกับเสียงถอนหายใจของปาริมาสิ้นสุดลงหลังจากรถยุโรปคันหรูเทียบจอดที่หน้าประตูบ้านของหญิงสาว ธเนศอ้าปากเตรียมร้องถามการมารับในเช้าวันพรุ่งนี้ ทว่าเพียงแค่หันยังไม่ทันอ้าปากร่างบอบบางก็พรวดพราดลงจากรถโดยไม่หันหลังกลับมามองลูกน้องผู้น่าสงสารอีกเลย
“โธ่ คุณปาริมา แล้วผมจะรายงานนายว่ายังไงดีล่ะครับ”
หรือจะสารภาพไปตามตรงว่า… ปาริมาถอนหายใจตลอดการเดินทาง!
ปาริมาวิ่งตัวปลิวเข้ามาจนถึงตัวบ้าน ก่อนจะสอดส่ายสายตามองหามารดาหรือพี่ชายที่อาจอยู่โยงเฝ้ายามตามปกติหากเธอกลับบ้านดึกดื่น ทว่าวันนี้บ้านมืดสนิท ไม่มีวี่แววพี่ชายคนดีอย่างที่กลัว
“เอ๋ หรือว่าจะนอนไปแล้ว”
ขาเรียวก้าวยาวๆ แต่เบาเสียงอย่างที่สุด ก่อนค่อยๆ ไขกุญแจเปิดประตูเข้าบ้านอย่างระแวดระวังที่สุด
แอ๊ด
แง้มเปิดประตูบ้านก่อนสอดกายเข้าไปด้านในอย่างเงียบเชียบ สายตายังสอดส่ายมองรอบกายด้วยกลัวพี่ชายจะยังนั่งคอยหรือมารดาอาจนอนคอยอยู่ด้านล่าง ทว่าความเงียบ และความมืดมิดทำให้หญิงสาวแน่ใจว่าคงไม่มีใครคอยอย่างทุกวัน หญิงสาวค่อยๆ ย่องตรงไปยังบันไดด้วยความระมัดระวัง ในจังหวะที่ขากำลังก้าวขึ้นบันได้ขั้นแรก เสียงกุกกักจากด้านหลังกับพลังลึกลับก็ปลุกสัญชาตญาณอันสุดอันตรายในทันที
“ทำไมเพิ่งกลับ!” น้ำเสียงห้วนสั้นมาพร้อมไฟที่สว่างวาบ
“อะ เอ่อ พะ พี่ปรัชญ์ยังไม่นอนเหรอคะ”
ใบหน้าหล่อเหลาที่วันนี้มีร่องรอยความไม่พอใจฉายชัดยกมือขึ้นกอดอก จับจ้องมองน้องสาวคนเดียวที่กำลังหดคอ ทำตัวลีบเล็กเพราะกลับบ้านเกินกำหนด ‘เดดไลน์’ ไปหลายชั่วโมง
“พี่ถามว่าทำไมเพิ่งกลับ”
ปาริมากลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ สมองครุ่นคิดหาคำตอบที่ไม่เกิดภัยกับตน ทว่าก็จนปัญญา
“อะ เอ่อ คือ เอ่อ”
“ปริม!”
ร่างบอบบางสะดุ้งโหยง ละล่ำละลักสารภาพผิดแทบลิ้นพันกัน “ไปกินข้าวกับเจ้านายค่ะ”
หัวคิ้วเข้มเลิกสูง ดวงตาคู่คมหรี่เล็กลงเพื่อจับจองมองน้องสาวคนเดียวให้ถนัดตา คำตอบของน้องสาวค่อนข้างจะเหนือความคาดหมายของพี่ชายไปมากโข
“ไปกินข้าวกับใครนะ?”
“เอ่อ กะ กับเจ้านายค่ะ”
“เจ้านาย?” คราวนี้คิ้วเข้มของพี่ชายกระตุกแรงๆ ก่อนถามต่อด้วยเสียงดังห้วนๆ อย่างไม่ชอบใจ “ผู้ชายที่มารับเรานะเหรอ”
“อะ เอ่อ ค่ะ”
ปรัชญ์ถอนหายใจยาวเหยียด นึกถึงคำบอกเล่าของมารดาเมื่อช่วงหัวค่ำแล้วเกิดความลำบากใจขึ้นมา “เขาไม่ใช่เจ้านายโดยตรงไม่ใช่เหรอ ทำไมต้องไปทานข้าวด้วย อีกอย่างแกทำงานเป็นแม่บ้าน ไม่ใช่เลขาของเขาหนิ”
ปาริมาหน้าซีดเผือด ริมฝีปากอิ่มสั่นเล็กน้อยเมื่อจนในคำตอบจากคำถามของพี่ชาย ครั้นจะสารภาพเรื่องที่เขาพาไปฝ่าดงกระสุนก็ไม่กล้า เกรงพี่ชายจะคลั่งจนพาไปลาออกหรือไม่ก็อาละวาดฟาดงวงฟาดงาที่บริษัทเหมือนครั้งก่อน
“พอดีคุณคเณศร์เขาให้ปริมช่วยไปทำความสะอาดที่บ้านให้น่ะค่ะ เอ่อ พอดีแม่บ้านประจำเพิ่งลาออก”
คำตอบของน้องสาวไม่ได้กระจ่างชัดในใจของพี่ชายเลย ตรงกันข้ามกลับกลายเป็นปมผูกจนแก้ไม่ออกด้วยซ้ำ คนอย่างคเณศร์นะหรือจะมาขอให้น้องสาวของเขาไปทำงานบ้านให้ ก็ในเมื่อ… ผู้ชายคนนั้นร่ำรวยมหาศาลจะหาแม่บ้านสักร้อยคนก็ยังได้ ดังนั้นมันต้องมีอะไรมากกว่าเจ้านายกับลูกจ้างแน่นอน
“ทำไมต้องเป็นเรา”
“อะ เอ่อ คือ เอ่อ”
ใบหน้าซีดเผือดกับอาการลุกลี้ลุกลนผิดปกติของน้องสาวมันฟ้องเขาว่าผู้ชายคนนั้นต้องทำอะไรมากกว่า ‘ขอร้อง’ หรือไม่ก็น้องสาวของเขาเองที่มีอะไรสักอย่างกับมาเฟียทางใต้คนนั้น ปรัชญ์ถอนหายใจยาวเหยียดก่อนละสายตาจากใบหน้าหวานที่กำลังจับผิด เพราะอย่างไรเสียน้องสาวของเขาก็ไว้ใจได้ ที่ไว้ใจไม่ได้คงจะเป็นหมอนั่น ทว่าหากเกิดอะไรร้ายแรงขึ้นมาจริงๆ ปาริมาจะไม่ลังเลที่จะสารภาพกับเขา เพราะฉะนั้นเรื่องที่เขาต้องแจ้งแกน้องสาวในค่ำคืนนี้จึงสำคัญมากกว่าผู้ชายอีกคน
“ปริม”
ปาริมาเงยหน้าขึ้นมองพี่ชาย ก่อนขานรับเสียงอ่อน “ค่ะพี่ปรัชญ์”
ปรัชญ์ถอนหายใจแรงอีกครั้ง ก่อนขยับเดินเข้ามาใกล้น้องสาว รวบร่างบอบบางที่ผอมลงทุกวันเข้ามากอดเอาไว้แน่น ดวงตาคู่คมอ่อนแสงลงยามต้องเอ่ยบอกข่าวร้ายที่เขาเองยังคงทำใจรับไม่ได้จนถึงตอนนี้ และคืนนี้ที่เขาต้องนั่งรอน้องสาวจนดึกดื่นก็เพราะเรื่องสำคัญเรื่องนี้ เรื่องสำคัญที่มารดาของเขาไม่สามารถห่างกายบิดาได้อีก
“พ่อ…” เขาพูดได้แค่นั้นก็เงียบไป ก่อนรวบรวมกำลังใจแล้วเอ่ยต่อ “พ่อป่วยเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารระยะสุดท้าย”
ร่างแน่งน้อยในอ้อมแขนนิ่งเงียบไป ก่อนจะขยับกายเข้ามากอดตอบเขาแน่นขึ้น
“พะ พี่ปรัชญ์”
ปรัชญ์หลับตาลง กลืนก้อนสะอื้น และน้ำตาที่ทำท่าจะไหลลงไปในลำคอ เขารับรู้ได้ว่าน้องสาวกำลังเจ็บปวดไม่ต่างกัน แรงสะอื้นหนักเบาที่กำลังมาพร้อมหยาดน้ำตาจากความเสียใจมันสั่นคลอนหัวใจที่พยามเข้มแข็งให้อ่อนยวบ
“หมอแจ้งว่าพ่ออาจอยู่กับเราได้ไม่ถึงปี”
ไม่มีเสียงตอบรับนอกจากแรงกอดรัดที่มากขึ้น แรงสะอื้นที่รุนแรงขึ้น ปรัชญ์เองก็อับจนหนทาง ไม่รู้ว่าจะทำเช่นไรเพื่อปลอบใจน้องสาวเพราะตัวเขาเองก็ยังแบกรับความจริงที่เจ็บปวดข้อนี้ไม่ได้ ที่ทำได้จึงแค่กอดตอบน้องเพียงเท่านั้น
ความจริงบางอย่างต่อให้ต้องพยายามทำใจแค่ไหน… ก็ยากเหลือเกินที่จะยอมรับมัน
“นี่ครับนาย” ธเนศยื่นเอกสารด่วนที่สำคัญบางอย่างที่เพิ่งได้รับจากลูกน้องส่งให้เจ้านายด้วยสีหน้าไม่สู้ดี
“อะไร” คเณศร์รับซองเอกสารมาเปิดดูสายตากวาดมองข้อความในกระดาษสีขาวตรงหน้าอย่างละเอียด คิ้วเข้มกระตุกเล็กน้อย ยามอ่านถึงจุดที่ตนเองสะดุดใจก่อนเลิกสูงเมื่ออ่านข้อความทั้งหมดจบ
“เมื่อไหร่”
ธเนศค้อมกายลงเล็กน้อยก่อนตอบ “เมื่อวานครับ แอดมิททันทีที่ถึง หมอเจ้าของไข้แจ้งให้ญาติทำใจเรียบร้อยแล้วครับ”
ใบหน้าดุกร้าวถมึงทึงขึ้นเล็กน้อย ดวงตาคู่คมดุดันอ่อนแสงลงก่อนชายหนุ่มจะถอนหายใจแผ่วเบา
“แล้วปาริมาเป็นยังไงบ้าง”
ธเนศอักอัก ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี เพราะเจ้านายกับ ‘เด็ก’ เพิ่งจะแยกกันเมื่อครู่เอง “เอ่อ คงจะแจ้งให้คุณปาริมาทราบเมื่อเธอถึงบ้านครับ”
ใบหน้าของคเณศร์กลับมานิ่งเรียบอีกครั้ง ดวงตาคู่คมที่อ่อนแสงเพียงแวบเดียวก็กลับมาดุดันดังเดิม ทว่าชายหนุ่มรู้สึกคันยุบยิบในหัวใจตนเองจนต้องถอนหายใจอีกรอบ
“แกสองคนออกไปเถอะ”
สองบอดีการ์ดหนุ่มมองหน้ากันครู่เดียวก่อนจะล่าถอยออกไปตามคำสั่ง
หลังจากลูกน้องลับสายตาไป และเสียงประตูปิดลง ใบหน้าดุกร้าวที่เคยพยายามเรียบนิ่งก็ถมึงทึงขึ้นเล็กน้อย แววตาดุดันอ่อนแสงลงอีกครั้งก่อนปรายตามองเอกสารในมือที่อ่านจบไปแล้วหลายรอบ
บิดาของปาริมาป่วยเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารระยะสุดท้าย!
ข่าวด่วน และสำคัญมากพอที่คนของเขาจะเร่งรีบมารายงานทันทีที่ผลการตรวจออก ชายหนุ่มถอนหายใจแรงจ้องมองกระดาษสีขาวในมือครู่ใหญ่ ก่อนถอนหายใจอีกรอบด้วยความยุ่งยากในใจ
“เธอจะทำยังไงปาริมา”
คำถามของเขาเต็มไปด้วยความไม่สบายใจ ที่ผ่านมาไม่ว่าจะพบเจอใคร และเผชิญกับคำว่า ‘ความตาย’ มาก็หลายหนทั้งกับตนเอง และกับคนใกล้ชิด ทว่าครั้งนี้เขากลับมีความรู้สึกร่วมไปกับมันมากเกินจำเป็น
ปาริมา… เด็กผู้หญิงที่จับผลัดจับผลูเข้ามาอยู่ในดงกระสุนกับเขา มิหนำซ้ำยังกลายเป็น ‘เด็ก’ ที่เขาผูกปิ่นโตไปอีก จากที่ตั้งใจพาเธอมาไว้ใกล้ตัวเพื่อความปลอดภัย ตอนนี้ชักไม่แน่ใจว่าเธอจะปลอดภัยหรืออันตรายเมื่ออยู่ด้วยกัน!
