บทที่ 2 อย่าทำร้ายตัวเอง

“คุณ! อย่าทำร้ายตัวเองแบบนี้เลยนะครับ!”

น้ำเสียงทุ้มต่ำทว่าทรงพลังดังขึ้นข้างใบหูท่ามกลางเสียงพายุคลั่ง หญิงสาวระบายลมหายใจสั่นสะท้านพลางเบือนใบหน้าที่เปียกชุ่มกลับมามองชายหนุ่มแปลกหน้า นัยน์ตาคมกริบสีสนิมคู่ชวนฝันของเขาจับจ้องมองมาที่เธอ มันอัดแน่นไปด้วยกระแสความห่วงใยอย่างปิดไม่มิด และนั่นยิ่งทำให้หัวใจที่แหลกสลายของเธอสะท้อนใจจนเจ็บหน่วง

“ปล่อยฉัน... ปล่อยฉันไปเถอะค่ะ” หญิงสาวเค้นเสียงสะอื้นพลางตัดพ้อ น้ำเสียงระริกไหวแผ่วเบาราวกับจะปลิดปลิวไปกับสายลม

“ฉันไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกแล้ว...”

มือเรียวเล็กพยายามบิดเร้าและสะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุมของอุ้งมือหนา ยิ่งเธอดิ้นรน เขากลับยิ่งกระชับแรงบีบแน่นขึ้น ร่างสูงใหญ่ในชุดแจ็กเก็ตตัวหนาที่บัดนี้เปียกโชกแนบเนื้อ เสื้อทีเชิ้ตตัวในรัดรึงจนเห็นแผงอกผึ่งผายและมัดกล้ามกำยำสมชายชาตรีอย่างชัดเจน ไอร้อนจากกายหนุ่มที่แผ่ซ่านออกมาขัดแย้งกับสายฝนอันเย็นเยียบอย่างสิ้นเชิง

“คุณอย่าเพิ่งคิดสั้นสิ ปัญหาทุกอย่างบนโลกนี้มันมีทางออกเสมอ ขอแค่คุณยังมีลมหายใจอยู่ เชื่อผม!” ชายร่างสูงพยายามเกลี้ยกล่อม เสียงของเขาหนักแน่นราวกับผาหินที่กำลังต้านทานกระแสน้ำ

“ชีวิตของคุณยังมีค่านะ คิดดูให้ดีสิครับ”

“แต่ฉันไม่เหลืออะไรแล้ว!” หญิงสาวตวาดก้องแข่งกับเสียงฟ้าคำราม หยาดน้ำตาทะลักทลายออกมาจนแยกไม่ออกว่าไหนคือน้ำตาไหนคือน้ำฝน

“ฉันสูญเสีย... สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไปหมดแล้ว!”

“ไม่จริงหรอกครับ คุณยังมีสมอง ยังมีสองมือ มีชีวิตอยู่ตรงนี้” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงนุ่มลง เขาถือวิสาสะดึงมือทั่งสองข้างของเธอมาเกาะกุมไว้แน่น สัมผัสอุ่นจัดจากฝ่ามือสากระคายของเขาแล่นพล่านเข้าสู่หัวใจที่หนาวเหน็บของเธอ แม้จะมีเพียงแสงไฟหน้ารถยนต์ที่สาดส่องฝ่าม่านฝนมาสลัว ๆ แต่ก็ทำให้เธอมองเห็นใบหน้าคมที่แสดงออกถึงความห่วงใยของเขาได้อย่างชัดเจน

“คุณยังมีผม... ผมจะช่วยคุณแก้ปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่เอง คุณไว้ใจผมนะ”

หญิงสาวเบิกตากว้าง มองชายหนุ่มแปลกหน้าด้วยความระคนใจและตกตะลึง ในวินาทีที่โลกทั้งใบหันหลังให้เธอ ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงก้าวเข้ามา

“ผมรู้ว่าคุณกำลังเจ็บปวดเจียนตาย... แต่เดี๋ยวมันก็จะผ่านไป เราจะผ่านมันไปด้วยกัน โอเคมั้ย” เขาเว้นจังหวะ สายตาคมกวาดมองใบหน้าหวานที่เปียกปอน ก่อนจะเลื่อนผ่านลำคอระหงและแผ่นอกอวบอิ่มที่กระเพื่อมไหวรุนแรงอยู่ใต้เสื้อผ้าแนบเนื้อชวนใจสั่น ก่อนจะกลบเกลื่อนด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ผมเชื่อว่าถ้าคุณยอมลุกขึ้นมาสู้ คุณจะผ่านมันไปได้ เรามาหาทางออกด้วยกันนะ ผมจะช่วยคุณเอง”

เขาไม่รู้หรอกว่าผู้หญิงตรงหน้าแบกรับความทุกข์ทรมานไว้ในใจแค่ไหนจนถึงขั้นอยากจบชีวิตตนเอง แต่สิ่งเดียวที่เขารู้ในตอนนี้คือ เขาไม่อาจปล่อยให้ร่างอันงดงามและบอบบางนี้จมดิ่งลงสู่ก้นแม่น้ำอันมืดมิดได้ หญิงสาวมองสบตากับเขาด้วยความลังเลใจ หลังจากปล่อยให้คำพูดแสนอบอุ่นของเขาชอนไชเข้าชะล้างความมืดมนในจิตใจอยู่ครู่ใหญ่

“อย่าฆ่าตัวตายเลยนะคุณ... ชีวิตมันมีค่า เชื่อผมเถอะ” เขาอ้อนวอนชิดใบหู

“คุณไม่เป็นฉัน... คุณไม่รู้หรอก ว่าการไม่เหลืออะไรเลยมันเป็นยังไง” หญิงสาวพึมพำ แววตาสั่นระริก

“งั้นมากับผมก่อน แล้วผมสัญญาผมจะช่วยคุณเอง คุณเชื่อผมสักครั้งเถอะนะ” พยายามโอบประคองและจูงร่างเล็กให้เดินตาม แต่หญิงสาวยังคงยืนนิ่งขืนตัวไว้ด้วยความสับสน

ความรู้สึกผิดหวังและตระหนกตกใจจนเกินรับไหวคือชนวนเหตุที่ทำให้เธอคิดสั้น เธอและแฟนหนุ่มช่วยกันทำมาหากิน ก่อร่างสร้างตัวด้วยกันมาตั้งแต่เรียนจบ มอบทั้งกายและใจให้เขาอย่างไม่มีข้อแม้ ไม่เคยคาดคิดเลยว่าความรักอันยาวนานจะจบลงด้วยการที่เขาแอบนอกใจ ไปเริงสวาทกับพนักงานในบริษัทของเธอเอง!

สุดท้ายภายใต้สายฝนที่สาดซัดจนสะท้านไปถึงกระดูก หญิงสาวตัดสินใจเลือกที่จะเชื่อชายแปลกหน้าคนนี้ เธอยอมปล่อยให้ข้อมือเล็กอยู่ในความดูแลของเขา ชายหนุ่มจูงมือเธอมาที่รถยนต์คันหรูอย่างทะนุถนอม ก่อนจะหันไปจัดการยกกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ของเธอขึ้นเก็บที่ท้ายรถอย่างรวดเร็ว

เธอก้าวขึ้นมานั่งบนเบาะหนังฝั่งผู้โดยสาร เนื้อตัวเปียกปอนจนทำให้เบาะรถชุ่มฉ่ำ ลึก ๆ แล้วเธอยังคงไม่เชื่อสนิทใจหรอกว่าคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนจะยื่นมือมาช่วยเหลือเธอได้จริง ๆ เขาคงเป็นแค่พลเมืองดีที่บังเอิญผ่านมาเห็นคนกำลังจะโดดสะพานตายก็เลยเข้าช่วย มันก็แค่นั้น! ทันทีที่ความเย็นเยียบของเครื่องปรับอากาศในรถปะทะผิว และสติเริ่มกลับคืนมาครบถ้วน พอนึกถึงวินาทีที่ต้องกระโดดลงไปเผชิญความตายในน้ำเชี่ยวกรากอีกครั้ง ร่างกายของเธอก็ตอบสนองด้วยความหวาดกลัว จนความตั้งใจที่จะตายนั้นมลายหายไปสิ้น

ภายในห้องโดยสารอันเงียบสงัด มีเพียงเสียงเม็ดฝนกระทบหลังคารถ แฝงไปด้วยบรรยากาศอึดอัดที่อบอวลไปด้วยกลิ่นกายสาวอันเปียกชื้นและกลิ่นฟีโรโมนเพศชายที่ร้อนแรง ชายแปลกหน้าหันมามองเธอเป็นระยะด้วยสายตาอึกอัก ในขณะที่หญิงสาวกลับเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง

‘ก็ดีย์!!! งั้นหนี้สินที่เหลือ... คุณก็จัดการเองแล้วกัน เพราะมันเป็นชื่อของคุณคนเดียว’

ประโยคเห็นแก่ตัวอันร้ายกาจและใบหน้าเย้ยหยันของอดีตคนรักยังคงสะท้อนก้อง วนเวียนหลอกหลอนอยู่ในหัวสมองของเธอ พิษบาดแผลในใจบวกกับความอ่อนล้ากระหน่ำซัดจนเปลือกตาบางเริ่มหนักอึ้ง สุดท้ายร่างกายอันบอบบางก็ไม่อาจต้านทานความเพลียได้ เธอค่อย ๆ เอนศีรษะพิงเบาะและสิ้นสติเข้าสู่ห้วงนิทราอันยาวนานตลอดการเดินทาง โดยมีสายตาที่เป็นประกายลึกล้ำของชายแปลกหน้าชำเลืองมองอยู่เป็นระยะ ๆ ตลอดการเดินทาง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป