บทที่ 7 ระบายมันออกมา

หญิงสาวยกมือขึ้นปาดหยาดน้ำตาที่ไหลเปรอะแก้มเนียนอย่างลวก ๆ ก่อนจะเริ่มเปิดปากเล่าความจริงที่เจ็บปวดลึกในใจให้เขาฟัง

“เมื่อสี่ปีก่อนเตยคบกับแฟนมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย... บ้านเกิดเตยอยู่เชียงใหม่ ส่วนแฟนเขาเป็นรุ่นพี่ที่คณะ” น้ำเสียงของเตยหอมสั่นเครือจนแทบจับใจความไม่ได้

“พอเรียนจบ เราก็ร่วมกันบุกเบิกเปิดบริษัทขายเครื่องสำอางออนไลน์จดทะเบียนที่เชียงใหม่ด้วยกัน พอกิจการเริ่มโต ก็เริ่มจ้างแอดมินเข้ามาเพิ่ม... ตอนแรกมันก็ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ทุกอย่างดูราบรื่นไปหมด” เธอสูดหายใจเข้าลึก ราวกับกำลังดึงความกล้าออกมาจากส่วนที่ลึกที่สุดของหัวใจ ยามนึกถึงรอยร้าวครั้งแรก

“มีอยู่วันหนึ่ง เตยกำลังจะไลฟ์ขายเครื่องสำอาง จึงกลับมาที่ออฟฟิศกลางดึก... แล้วเตยก็เจอแฟนตัวเองพาแอดมินสาวคนหนึ่งมีอะไรกันในห้องทำงาน พอจับได้ เขาก็คุกเข่าขอร้องอ้อนวอนเตย ตอนนั้นเตยสับสน พอเขาสัญญาว่าจะไม่ทำอีก เตยก็เลยให้อภัยเขา ส่วนแอดมินคนนั้นก็ยอมลาออกไป... จากนั้นก็ไม่เคยมีเหตุการณ์อย่างนั้นเกิดขึ้นอีกเลย

จนกระทั่งเมื่อสองเดือนที่แล้ว ศรันย์เพิ่งจะคุกเข่าขอเตยแต่งงาน มันทำให้เตยปักใจเชื่อสนิทเลยว่าผู้ชายคนนี้กลับตัวแล้ว และคงไม่มีวันทรยศเตยอีกซ้ำสอง... จนกระทั่ง...” เล่ามาถึงตรงนี้ หญิงสาวก็กลั้นก้อนสะอื้นไว้ไม่ไหวอีกต่อไป เธอซบหน้าลงกับฝ่ามือแล้วร้องไห้โฮ

ทิวัตถ์ที่นั่งอยู่ข้างเตียงขยับเข้าไปใกล้ มือหนาอันอบอุ่นเลื่อนขึ้นลูบแผ่นหลังบอบบางที่สั่นเทาอย่างปลอบประโลม สัมผัสจากฝ่ามือร้อนระอุของเขาแผ่ซ่านความอบอุ่นผ่านเนื้อผ้าชุดนอนตัวบางเบา

ยิ่งแรงสะอื้นไห้ทำให้แผ่นอกอวบอิ่มกระเพื่อมไหวเบียดชิดบดบังสายตา หัวใจของชายหนุ่มบีบรัดด้วยความสงสารอย่างจับใจ ยามที่เห็นหยาดน้ำตาของเธอไหลบ่าราวกับเขื่อนแตก ลึก ๆ ในกายหนุ่มรู้สึกถึงสัญชาตญาณการปกป้องที่พลุ่งพล่านอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับใคร

“ถ้ารู้สึกแย่... ผมว่าคุณเล่าแค่นี้ก่อนมั้ยครับ” น้ำเสียงของทิวัตถ์นุ่มนวลและเต็มไปด้วยความห่วงใย แววตาคมปลาบอ่อนแสงลงยามจ้องมองวงหน้าหวานที่เปรอะคราบน้ำตา

“ไม่เป็นไรค่ะ เตยอยากเล่าให้จบ...” เธอบอกพลางกัดฟันสู้กับความอ่อนแอ ก่อนจะเล่าต่อถึงจุดเปลี่ยนที่ทำให้ชีวิตดิ่งลงเหว

“สัปดาห์นี้เขาต้องเดินทางมากรุงเทพฯ เพื่อไลฟ์สดขายเครื่องสำอางล็อตใหญ่ร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังคนหนึ่ง เตยตั้งใจเคลียร์งานทั้งหมดที่เชียงใหม่เพื่อจะบินตามมาเซอร์ไพรส์เขาที่นี่ เตยมาหาเขาที่โรงแรมโดยไม่ได้บอกล่วงหน้า”

“โรงแรมที่ผมเห็นคุณเดินลากกระเป๋าออกมาเมื่อช่วงหัวค่ำใช่มั้ย” ทิวัตถ์ถามเสียงขรึม

“ค่ะ... ตอนที่เดินออกมาจากที่นั่น เตยคิดอย่างเดียวว่าเตยไม่อยากมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้อีกต่อไปแล้ว”

“โรงแรมดิอิมพีเรียล... มันเป็นโรงแรมของผมเอง... คุณเล่าต่อเถอะ” ชายหนุ่มเอ่ย ยิ่งทำให้เตยหอมชะงักไปเล็กน้อยแต่ก็ยอมเล่าต่อ

“ทันทีที่เตยใช้คีย์การ์ดสำรองเปิดประตูห้องเข้าไป... ภาพที่เห็นคือแฟนเตยกับอินฟลูฯ คนนั้นกำลัง... กำลังมีอะไรกันบนเตียง มันคือภาพบาดตาที่เจ็บปวดที่สุดในชีวิต มันชัดเจนจนเตยไม่สามารถลบภาพพวกนั้นออกจากหัวได้เลย” เธอกระตุกยิ้มหยันให้ความโง่ของตัวเอง หยาดน้ำตาเม็ดโตไหลร่วงลงกระทบหน้าตัก

“เตยโง่เองค่ะที่ไม่เคยรู้เลยว่า แท้จริงแล้วคนทั้งสองแอบลักลอบเป็นชู้กันมาตลอดทุกครั้งที่เธอไปรีวิวงานที่เชียงใหม่”

“อินฟลูฯ ที่คุณว่า... พอจะบอกได้มั้ยว่าเธอเป็นใคร” ทิวัตถ์ถามพลางดึงร่างบางที่สั่นเทิ้มเข้ามากระชับในอ้อมกอด สัมผัสเนื้อนุ่มหยุ่นของทรวงอกอวบอิ่มที่เบียดเสียดเข้ากับแผงอกแกร่งกำยำของเขาทำเอาหัวใจหนุ่มเต้นรัวแรง ความอุ่นซ่านและกลิ่นอายสาวปนละอองฝนเย้ายวนใจจนเขากลืนน้ำลายเหนียวเหนอะ แต่ความเห็นใจกลับมีมากกว่า

“ชื่อมีนาค่ะ... มีนาพาเพลิน เป็นอินฟลูฯ สายท่องเที่ยวชื่อดัง เธอมักจะอ้างว่าไปเที่ยวเชียงใหม่บ่อย ๆ แต่จริง ๆ คือไปนอนกับแฟนเตย และรับเงินค่ารีวิวเครื่องสำอางจากบริษัทเตย” เตยหอมเค้นเสียงลอดไรฟันขยำเสื้อเชิ้ตของทิวัตถ์แน่นจนยับยู่ยี่

“และสิ่งที่แย่ไปกว่าการนอกใจของแฟน คุณวัตถ์รู้มั้ยคะ... ว่ามันคืออะไร” เธอสูดหายใจสั่น ๆ เล่าความจริงต่อ

“ตลอดปีที่ผ่านมา ศรันย์หลอกให้เตยเซ็นเอกสารกู้เงินในนามบริษัทแต่เพียงผู้เดียว ส่วนตัวเขาเลี่ยงไม่ยอมมีชื่อผูกพัน อ้างว่าเพื่อความสะดวกในการเดินบัญชี เตยรักและไว้ใจเขามากก็เลยยอมเซ็นชื่อกู้เงินและค้ำประกันส่วนบุคคลไปรวม ๆ แล้วเกือบสิบล้านบาท เพื่อเอาเงินมาหมุนเวียนและจ่ายในบริษัท เขาเอาเงินที่เหลือไปดาวน์บ้าน แล้วก็ซื้อรถ” เตยหอมหลับตาลงอย่างขมขื่น

“ที่โรงแรมเมื่อช่วงหัวค่ำ ก่อนที่คุณวัตถ์จะเห็นเตยลากกระเป๋าออก ก่อนหน้านั้นเตยอาละวาดและประกาศเลิกรากับเขาต่อหน้าผู้หญิงคนนั้น...

แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้อ้อนวอนอะไรเตยเหมือนครั้งแรก เขามีแต่ความเย็นชาและสมเพชเตย ในขณะที่ผู้หญิงคนนั้นก็นั่งยิ้มเยอะด้วยความสะใจ ศรันย์พูดใส่หน้าเตยอย่างไม่เกรงใจ

เขาบอกเตยว่า เลิกก็เลิก! แต่หนี้สิบล้านในเอกสารสัญญามันเป็นชื่อมึงคนเดียว กูไม่เกี่ยว สัญญาทางกฎหมายกูไม่ได้เซ็นสักฉบับ มึงอยากเลิก... ก็ไปหาเงินชดใช้หนี้เอาเองแล้วกัน! เขาพูดอย่างไร้เยื่อไยเลย” น้ำเสียงหวานขื่นขมระคนเคียดแค้นประโยคสุดท้ายสะท้อนชัดถึงความอัดอั้น

“ตอนนั้นเตยเดินลากกระเป๋าออกมาพร้อมกับความมืดแปดด้าน... ตอนที่ไปยืนอยู่บนสะพานนั้น เตยคิดแค่ว่า ถ้าตายไป หนี้พวกนี้คงจบไปพร้อมกับเตย”

ทิวัตถ์ฟังคำสารภาพยาวเหยียดแล้วอ้อมกอดแกร่งก็ยิ่งรัดรึงร่างนุ่มนิ่มไว้แน่นขึ้น แววตาของเขาประกายลึกล้ำคมปลาบ ราวกับกำลังวางแผนการบางอย่างในใจยามที่ฝ่ามือหนาลูบไล้แผ่นหลังเนียนนุ่มเพื่อปลอบประโลมคนในอ้อมแขนที่เปรียบเสมือนลูกนกปีกหักในคืนมืดมิด

บทก่อนหน้า
บทถัดไป