บทที่ 5 จอมมารดำ

 “เอามือไอริสจับเอวของผมเอาไว้สิครับ ส่วนมืออีกข้างก็สอดประสานมือผมเข้าด้วยกัน แบบนี้ แล้วผมจะค่อย ๆ สอนไอริสเต้นรำกับผมจนชำนาญ”

เอมิขัดขืนต่อร่างกายตัวเองไม่ได้ พอมารู้ตัวอีกที มือของเธอจับเอวอีกฝ่ายเรียบร้อย ความรู้สึกคล้ายกับกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านช็อตแปลบปลาบ สมองอื้อ หูตัน เคลิบเคลิ้มทำตามคำสั่งคู่หมั้นพี่สาว

“ส่วนเท้าอีกข้างก็เดินตามจังหวะของผมนะครับ”

มิคาเอลก้มลงกระซิบข้างใบหูหญิงสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แตกต่างจากเอ่ยสั่งการลูกน้อง ภายในร้านอาหารส่งเสียงเพลงคลาสสิกคลอเบา ๆ ประกอบจังหวะกับการเต้นรำของสองหนุ่มสาว

จนกระทั่งท่อนแรกจบลง คิ้วเข้มขมวดเลิกขึ้นเมื่อเห็นอาการแปลก ๆ ของคู่หมั้นที่ชื่อไอริส ผู้หญิงที่เขาหลงรัก แอบชอบครั้งแรกเจอ เขาสวมกอดประคองร่างเล็กไว้ไม่ให้ล้มกองกับพื้น

“ไอริส เป็นอะไรหรือเปล่า?”

“ไอริสเหนื่อยแล้ว ขอพักก่อนได้ไหมคะ”

อาการโรคประจำตัวของเอมิกำลังกำเริบ เธอลืมเอายาสเตียรอยด์พ่นบรรเทาป่วยพกมาไว้ติดตัวตลอด จนต้องกุมหน้าอกแนบแน่น ใบหน้าขาวซีด เหงื่อเต็มไรผมซึมออกมา ทั้งที่ร้านก็เปิดแอร์เย็นฉ่ำ

“ได้ครับ” มิคาเอลสัมผัสกับแรงจับเอวเขาแน่นราวกับมีบางอย่างผิดปกติในร่างกายของคู่หมั้นสาว

“เอ่อ ไอริสขอตัวเข้าห้องน้ำก่อนนะคะ”

พูดจบคู่หมั้นสาว(ตัวปลอม) แล่นเข้าห้องน้ำหญิงทันท่วงที โดยมีสายตาของพ่อเลี้ยงหนุ่มเฝ้ามองด้วยความเป็นห่วง เลฟบอดี้การ์ดแอบมองดูสถานการณ์ห่าง ๆ แอบกระซิบถามผู้เป็นนายด้านหลัง

“ถ้าจะห่วงคุณไอริสมากขนาดนั้น ทำไมคุณอาเบลไม่วิ่งตามไปดูล่ะครับ”

“พูดมาก”

เลฟอมยิ้มกับความปากแข็งไม่ตรงกับใจของผู้เป็นนาย ดูท่าว่างานนี้มิคาเอลอาจต้องสละความโสดเพลย์บอยวิ่งไปตามเหล่าพวกพี่ ๆ ไปในอีกไม่ช้า

‘รู้สึกเหมือนหายใจไม่ค่อยออก’

เอมิพาตัวเองหลบห้องน้ำหญิงตามลำพัง เงยหน้าส่องดูกระจกตรงหน้า ทำไมเธอต้องมารับกรรมดูตัวแทนพี่สาว เธออยากหนีกลับบ้าน ทว่าจะหนีพ้นจากจอมมารดำบงการนี้ได้อย่างไร ในเมื่อถูกจับตาดูทุกฝีก้าว

เข้าใจเหตุผลแล้วทำไม พี่ไอริสถึงไม่อยากพามาดูตัวคู่หมั้นสุดแสนปีศาจร้าย แค่สบสายตาคู่นั้นทำเอาเอมิหายใจแทบไม่ออก คล้ายกับถูกตราตรึงไว้เพียงเขาคนเดียว

“พี่ทีปต์”

เอมิหยิบเอามือถือจะโทรหาแฟนหนุ่ม แต่อาการโรคหอบหืดกำเริบรุนแรงหนักเรื่อย ๆ เจ็บใจลืมเอายาบรรเทาอาการมากิน พยายามเปล่งเสียงร้องออกมาให้คนด้านนอกช่วย แต่สุดท้ายสติดับวูบมองเห็นความมืดเท่านั้น

“เสียงอะไร?”

มิคาเอลได้ยินเสียงดังโครมครามคล้ายของใหญ่หล่นออกจากห้องน้ำผู้หญิง พ่อเลี้ยงมาเฟียหนุ่มร้อนรนใจไม่มีสาเหตุ เปิดประตูห้องน้ำเข้าไปช้อนอุ้มร่างคู่หมั้นสาวหน้าขาวซีดไร้สติออกมา

“เลฟเอารถออก ฉันจะพาคู่หมั้นของฉันไปโรงพยาบาล”

“ครับนายใหญ่”

เขาสอดกุมมือเรียวเล็กทะนุถนอม กลัวว่าจับแรง มือของหล่อนจะแหลกสลายคามือ เหงื่อเต็มมือสองข้าง มิคาเอลห่วงกลัวว่าไอริสอาจลื่นล้มห้องน้ำ หรือเพราะไม่อยากหมั้นกับเขาเลยหวาดกลัว

มิคาเอลนิ่วหน้า จะกลัวเขาทำไม ไม่ได้ทำอะไรให้อีกฝ่ายหวาดกลัวเสียหน่อย ถึงอย่างไรเขาถูกใจคู่หมั้นตัวเอง และไม่มีวันปล่อยให้ไอริสหลุดมือ ถึงแม้หล่อนจะเคยมีคนคุยหรือมีผู้ชายคนอื่น แต่นับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป เธอคือของเขาแค่คนเดียว

ทันทีที่พามาถึงโรงพยาบาล มิคาเอลกระวนกระวายใจ ส่งคนป่วยหมดสติเข้าห้องฉุกเฉิน เป็นความผิดของเขาเองที่ทำให้ไอริสเกิดอุบัติเหตุแบบนี้

“มันเกิดอะไรขึ้นเหรอครับนายใหญ่?” เลฟผู้เห็นเหตุการณ์ รับใช้ผู้เป็นนายเอ่ยถาม

“ฉันเองก็ไม่รู้รายละเอียดหรอก ตั้งแต่เต้นรำกันแล้ว อาการของหล่อนก็แปลกไป นายทำข้อมูลพลาดหรือเปล่า เท่าที่ฉันเห็น ไอริสเต้นรำไม่เป็นด้วยซ้ำ แตกต่างจากข้อมูลที่ได้รับมา หรือเพราะเธอแกล้ง ต้องการให้ฉันถอนหมั้นกัน”

มิคาเอลสัมผัสด้วยความรู้สึกตัวเอง คู่หมั้นสาวเริ่มมีอาการเหนื่อยหอบ หนักเข้าเป็นลมหมดสติห้องน้ำคนเดียว ถ้าเขาไม่เข้าไปช่วยเธอไว้ทัน เขาอาจรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต ดูแลลูกสาวเพื่อนพ่อไม่ดี

“คงเป็นไปได้นะครับนาย คุณไอริสไม่อยากถูกจับคลุมถุงชนเหมือนนาย คู่หมั้นที่ไม่เคยเจอหน้า อาจอึดอัดเป็นธรรมดา”

“นั่นสินะ ฉันกับเธอต่างมีพ่อแม่จับคลุมถุงชนแต่แรกนี่น่า ก็ไม่แปลกที่จะต่อต้าน แต่ฉันจะไม่ปล่อยเธอไป เธอคือคู่หมั้นของฉันแต่แรก”

“หมายความว่านายถูกใจคุณหนูไอริสคนนี้ใช่หรือเปล่าครับ”

“ก็หมายความว่าที่พูดนั่นแหละ ไม่อย่างนั้นฉันจะทนอยู่กับคนที่ไม่ได้รัก ถ้าฉันไม่ถูกใจคู่หมั้นตัวเอง ฉันจะลงทุนเปิดเพลงเต้นรำ นั่งคุยกันนานสองนานเหรอ”

เลฟพยักหน้ารับคำตอบผู้เป็นนาย พ่อเลี้ยงมาเฟียอย่างมิคาเอลเป็นคนเด็ดขาด จริงใจ ซื่อสัตย์กับความรู้สึกตัวเอง หากบอกว่าสนใจก็คือสนใจ ถ้าหากไม่ถูกใจก็จะคุยกับอีกฝ่ายเรื่องการถอนหมั้นหมายทันที

ทว่ามิคาเอลมองคู่หมั้นสาวด้วยประกายตาแวววาว ถูกใจถูกคอชวนคุยอีกฝ่ายหลายนาที พูดจาคำสุภาพ อนุญาตให้เธอเรียกชื่อเล่นเขาแทนชื่อจริง แสดงว่าคนนี้เขาจริงจังสุด ถึงขั้นอยากแต่งงานกับคุณหนูไอริส

หากผู้หญิงคนอื่น มิคาเอลควงเล่น มองเห็นของเล่น ไม่จริงจัง ของขาดมากแค่ซื้อผู้หญิงจากบริการเคี้ยวเล่นแก้เหงาเมื่อนานมาแล้ว

“ดูท่าว่าคุณหนูไอริสจะทำให้นายถูกใจมากเลยนะครับ พวกคุณท่านคงสบายใจเรื่องการนัดดูตัวสำเร็จสักที”

“มึงอย่าพูดมากไป ไม่รู้ว่าเธอจะยอมหรือเปล่า”

มิคาเอลยืนรอคู่หมั้นสาวอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน หนึ่งชั่วโมงผ่านไปประตูห้องถูกเปิดออก ร่างคุณหมอเดินออกมาบอกอาการผู้ป่วย

ซึ่งเป็นเรื่องใหม่สุดไม่มีประวัติส่วนตัวที่เขารับรู้ คุณหนูไอริส ลูกสาวเพื่อนพ่อมีโรคประจำตัวซึ่งก็คือโรคหอบหืด สาเหตุที่เป็นหมดลมสติเพราะเจอเรื่องบางอย่างส่งผลกระทบต่อจิตใจรุนแรง

“เลฟ นายไปค้นหาข้อมูลผิดพลาดซ้ำซากอีกแล้ว ไหนว่าเธอไม่มีโรคประจำตัวไง ทำไมหมอบอกว่าเธอมีโรคประจำตัวตั้งแต่เกิด แถมอาการตอนนี้ยิ่งกำเริบขึ้น ไม่มีทางรักษาหายขาด นี่ฉันได้คู่หมั้นขี้โรคเหรอวะ”

“แล้วทีนี้นายจะถอนหมั้น หรือเอาเรื่องครอบครัวฝั่งนั้นครับ”

“ให้ตายยังไงฉันก็ไม่มีทางถอนหมั้นแค่เรื่องปะติ๋วแค่นี้หรอกนะ แค่รู้ข้อมูลใหม่มา ฉันก็จะได้ทะนุถนอมเธอมากกว่าเดิม นายออกไปได้แล้ว ฉันจะเฝ้าคู่หมั้นของฉันเอง”

“ครับนาย”

เลฟเดินออกจากห้องพักฟื้นผู้ป่วยพิเศษ ภายในห้องเหลือเพียงมิคาเอลยืนเฝ้าคนป่วยยังไม่มีทีท่าว่าจะฟื้น คำบอกเล่าจากคุณหมอบอกว่าพรุ่งนี้ถ้าอาการไม่มีอะไรแทรกซ้อน ไอริสอาจตื่นขึ้นมาพอดี

“ถ้ารู้ก่อน ฉันคงจะถนอมเธอมากกว่านี้ ไอริสของฉัน”

มิคาเอลไม่สนใจคำซุบซิบนินทาภายหลังจากคนรอบข้างว่าได้ว่าที่เจ้าสาวขี้โรคประจำตัว รักษาไม่หาย มีเพียงยาสเตียรอยด์พ่นควบคุมอาการนั้นชั่วคราว หากใครนินทา เขาจะสั่งคนไปตัดลิ้นแทน

แสงแดดแรกลอดส่องผ่านทางผ้าม่านหน้าต่าง ทำเอาคนนอนหลับทั้งคืนกลับลืมตาตื่น เอมิยกมือจับกุมหน้าอก คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากัน นอนนิ่งทบทวนตัวเองว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น

ช่วงสุดท้ายก่อนหมดสติ อาการหอบหืดของเธอกำเริบหนักจนร้องเรียกหาคนช่วยก็ไม่มี หรือว่าคนที่ส่งเธอเข้าโรงพยาบาลเพราะเขา จอมมารดำร้ายคนนั้น

“ใครพาเรามาส่งที่นี่?”

“ผมเอง ตื่นแล้วก็อย่าเพิ่งลุก…”

มิคาเอลเอ่ยเตือนไม่ทันขาดคำ สาวน้อยจอมหัวดื้อรั้นพยายามลุกจากเตียง แต่ถูกฝ่ามือใหญ่จับยึดไหล่มนสองข้างไว้ “ไม่ฟังคู่หมั้นตัวเองบ้างเลยนะ”

“ไอริสไม่เป็นอะไรแล้วค่ะคุณอาเบล ไม่จำเป็นต้องนอนที่นี่”

อีกอย่างก็เช้าวันใหม่แล้ว หากพ่อแม่รู้ว่าลูกสาวคนเล็กหายตัวไปคงโกรธไม่พอใจมาก

“อาการของไอริสยังไม่ดี รอให้หมอมาตรวจดูอาการก่อน”

“นี่คุณอาเบลเฝ้าเอ...ไอริสทั้งคืนเลยเหรอคะ”

เอมิหน้าซีดเผือด ความลับปกปิดไว้จะโป๊ะแตกเพราะอาการหอบหืดของเธอ ทุกคนย่อมรู้ว่าลูกสาวศรันย์ไม่เคยมีโรคประจำตัว พี่ไอริสมีสุขภาพแข็งแรงผิดกับเธอที่อ่อนแอ เขาอาจสงสัยเธอไม่ใช่คู่หมั้นตัวจริง

เอมิเตรียมใจรับบทลงโทษแล้วละ ไม่อยากแสดงบทละครสวมรอยปลอมเป็นพี่สาว คนป่วยพยายามเอ่ยปากบอกความจริง ทว่าประตูห้องผู้ป่วยถูกเปิดออก มิคาเอลเรียกหมอและพยาบาลมาตรวจอาการคนป่วย

“ผมไม่ใช่คนใจดำปล่อยคู่หมั้นนอนอยู่คนเดียว ไอริสควรจะดีใจนะที่มีผู้ชายนอนเฝ้าให้”

“ไม่ยักจะดีใจสักหน่อย ตัวอันตรายชัด ๆ” สาวน้อยแอบบ่นเสียงอุบอิบ แต่จอมมารดำเงี่ยหูได้ยิน

“ผมได้ยินนะแม่สาวน้อย หาว่าผมตัวอันตรายเหรอ”

เอมิหลบสายตาเสมองมาทางหน้าต่าง รอยยิ้มของเขา มองดูยังไงมิคาเอลเหมือนแสยะยิ้มเยาะเย้ยเธออ่อนแอ เขาควรโกรธถอนหมั้นสิที่เห็นคู่หมั้นป่วยขี้โรคแบบนี้ เปล่าเลยเขาหลีกทางคุณหมอตรวจอาการคนป่วยด้วยแววตาห่วงใยสุดหัวใจ

“คุณไอริสรู้อยู่แล้วใช่ไหมครับว่าเป็นโรค”

“ค่ะ ไอริสรู้” เอมิทำเนียน ๆ ตอบคุณหมอไปก่อน

“ไอริสแค่ลืมเอายามากินเองค่ะคุณหมอ ตอนนี้ไอริสหายดีแล้ว”

“แต่ผมไม่ไว้ใจ คุณหมอให้เธอนอนนี้อีกหนึ่งคืนเพื่อตรวจดูอาการดีกว่า”

“นี่คุณอาเบล ไม่นะคะ”

เอมิหวาดหวั่นใจเห็นได้ชัด ไม่รู้คนภายในบ้านจะรู้สึกอย่างไร โดยเฉพาะป้าหนิงคงเป็นห่วง และเธออยากติดต่อพี่สาวเรื่องการถอนหมั้นกับผู้ชายหมาป่าตรงหน้าโดยเร็วที่สุด

เธอเกลียดชังขี้หน้าคู่หมั้นพี่สาว

สายตาคุกคามนั่นคล้ายกับตัวอันตรายทำเอาเธอหายใจไม่ออก เอมิไม่อยากอยู่ใกล้มิคาเอลแม้เสี้ยววินาทีเดียว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป