บทที่ 10 ตอนที่10 น้ำตาจะไหลต่อหน้าแขก
ตอนที่10
น้ำตาจะไหลต่อหน้าแขก
พิธีบนเวทีดำเนินไปท่ามกลางบรรยากาศชื่นมื่น พิธีกรเล่าประวัติของบ่าวสาวอย่างสวยงามว่าเป็นคู่ที่ผู้ใหญ่สองฝ่ายเห็นความเหมาะสม เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความรับผิดชอบ และเป็นการเริ่มต้นชีวิตคู่ที่น่าชื่นชม
เพลงพิณนั่งอยู่ข้างธีธัช บนใบหน้ายังมีรอยยิ้ม แต่ภายในเหมือนถูกบีบจนเจ็บ ทุกคำที่พิธีกรพูดเหมือนกำลังสร้างภาพชีวิตคู่ที่สวยงาม แต่มีเพียงเธอที่รู้ว่าใต้ภาพนั้นมีรอยร้าวซ่อนอยู่ พิธีกรยื่นไมโครโฟนให้ธีธัช
“อยากให้เจ้าบ่าวพูดถึงเจ้าสาวหน่อยครับ ว่าประทับใจอะไรในตัวคุณเพลงพิณ”เสียงปรบมือดังขึ้นรอบห้อง
ธีธัชรับไมโครโฟนมาอย่างสงบ เขาหันมามองเพลงพิณที่นั่งอยู่ข้าง ๆ สายตาของเขาไม่ได้หวานเหมือนคนรัก แต่มีความจริงใจบางอย่างที่ทำให้เธอหายใจสะดุด
“เพลงพิณเป็นคนสุภาพมากครับ”
เขาเริ่มพูด น้ำเสียงทุ้มดังผ่านลำโพงอย่างมั่นคง
“เธอเป็นคนที่คิดถึงความรู้สึกของคนอื่นก่อนตัวเองเสมอ บางครั้งอาจมากเกินไปด้วยซ้ำ”
แขกในงานหัวเราะเบา ๆ อย่างเอ็นดู เพลงพิณก้มหน้าลงเล็กน้อย รู้สึกเหมือนหัวใจกำลังถูกแตะอย่างแผ่วเบา
ธีธัชมองเธอต่อ ก่อนพูดช้าลง“ผมกับเธออาจไม่ได้เริ่มต้นเหมือนคู่รักทั่วไป เราไม่ได้รู้จักกันนาน ไม่ได้มีเรื่องราวหวานซึ้งมากมายให้เล่า แต่ผมคิดว่าการแต่งงานไม่จำเป็นต้องเริ่มจากความรักที่สมบูรณ์แบบเสมอไป”ทั้งห้องเงียบลงเล็กน้อย
เพลงพิณเงยหน้ามองเขา
ธีธัชสบตาเธอผ่านแสงไฟบนเวที“บางครั้งมันอาจเริ่มจากการให้เกียรติ ความรับผิดชอบ และความตั้งใจที่จะดูแลกันต่อจากนี้”เสียงของเขานิ่ง แต่มีน้ำหนัก
“ผมอาจยังไม่ใช่สามีที่ดีที่สุดในวันนี้ แต่ผมจะพยายามเป็นคนที่ไม่ทำให้เธอต้องเสียใจเพราะการตัดสินใจแต่งงานกับผม”
เพลงพิณรู้สึกเหมือนน้ำตาจะไหลต่อหน้าแขกทั้งงาน เขาไม่รู้เลย ไม่รู้เลยว่าคนที่กำลังจะทำให้เขาเสียใจอาจเป็นเธอเองเสียงปรบมือดังขึ้นรอบห้อง ขณะที่เพลงพิณพยายามกะพริบตาถี่ ๆ เพื่อไล่น้ำตา
พิธีกรยิ้มกว้าง ก่อนหันมาทางเธอ“แล้วเจ้าสาวล่ะครับ อยากพูดอะไรถึงเจ้าบ่าวบ้าง”ไมโครโฟนถูกยื่นมาตรงหน้าเพลงพิณรับไว้ด้วยมือที่สั่นเล็กน้อย
เธอมองธีธัชชายหนุ่มนั่งอยู่ตรงหน้า ใบหน้าของเขาสงบเหมือนเดิม แต่แววตากลับมีความอ่อนโยนจาง ๆ ที่ทำให้เธอเจ็บเหลือเกิน
“เพลง…”
เธอพูดได้เพียงเท่านั้น เสียงก็เริ่มสั่น
ทั้งห้องเงียบลง
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนฝืนยิ้ม
“เพลงไม่รู้ว่าตัวเองสมควรได้รับความใจดีจากคุณธีธัชมากแค่ไหน”เสียงของเธอเบา แต่ชัดเจนพอให้ทุกคนได้ยิน
ธีธัชมองเธอนิ่ง“ตั้งแต่วันแรกที่เราได้คุยกันจริงจัง คุณธีให้เกียรติเพลงเสมอ ไม่เคยบังคับ ไม่เคยทำให้เพลงรู้สึกว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์เลือก”
เธอเม้มริมฝีปาก น้ำตาคลอ“สำหรับบางคน เรื่องแบบนี้อาจธรรมดา แต่สำหรับเพลง…มันมีค่ามากค่ะ”
ธีธัชขยับตัวเล็กน้อย ราวกับเขาเริ่มสัมผัสได้ว่าคำพูดของเธอมีความเจ็บปวดซ่อนอยู่มากกว่าที่ควร
เพลงพิณพยายามยิ้มให้เขา
“เพลงขอบคุณนะคะ ที่ยอมแต่งงานกับผู้หญิงคนหนึ่งที่คุณยังไม่ได้รู้จักดีพอ”คำพูดนั้นทำให้หัวใจธีธัชกระตุกแปลก ๆ
“และเพลงหวังว่า ต่อจากนี้…เพลงจะไม่ทำให้คุณผิดหวัง”เสียงสุดท้ายของเธอสั่นจนเกือบแตก
เสียงปรบมือดังขึ้นอีกครั้ง แต่ธีธัชไม่ได้ยิ้ม
เขามองเจ้าสาวของตัวเองด้วยความรู้สึกบางอย่างที่บอกไม่ถูกเธอพูดเหมือนกำลังขอโทษ
ทั้งที่ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น
หลังพิธีบนเวที จึงถึงช่วงจดทะเบียนสมรสต่อหน้าผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย โต๊ะสีขาวถูกตั้งไว้กลางเวที เอกสารสำคัญวางเรียงอย่างเป็นระเบียบ ปากกาหมึกสีดำสองด้ามวางอยู่ข้างกัน
เพลงพิณมองเอกสารตรงหน้า ทะเบียนสมรส
กระดาษไม่กี่แผ่นที่กำลังจะผูกชีวิตเธอกับธีธัชอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ถูกต้องต่อหน้าครอบครัว
ถูกต้องต่อหน้าสังคม ถูกต้องในสายตาทุกคน
แต่หัวใจของเธอกลับไม่แน่ใจเลยว่าการเริ่มต้นด้วยความลับจะถูกต้องได้อย่างไร
เจ้าหน้าที่อธิบายรายละเอียดสั้น ๆ ก่อนเลื่อนเอกสารมาให้เธอเซ็น เพลงพิณหยิบปากกาขึ้นมา มือสั่นจนปลายปากกาแตะกระดาษแล้วหยุดค้าง
ธีธัชที่นั่งข้าง ๆ เห็นชัด เขาก้มลงถามเสียงเบา
“คุณโอเคไหม”
เพลงพิณหันไปมองเขา แค่บอกตอนนี้
แค่พูดว่า “ฉันเคยคบกับรามิล”ทุกอย่างอาจหยุดลงตรงนี้แต่สายตาของแม่ที่ยืนอยู่ไม่ไกล สายตาของผู้ใหญ่ สายตาของแขกเหรื่อ และเงาของรามิลที่อาจกำลังมองอยู่จากมุมใดมุมหนึ่ง ทำให้เธอหายใจไม่ออก
“โอเคค่ะ”เธอตอบด้วยรอยยิ้มจาง ๆ
แล้วก้มลงเซ็นชื่อ เพลงพิณตัวอักษรของเธอสั่นเล็กน้อยบนกระดาษ
ธีธัชมองลายเซ็นนั้น ก่อนหยิบปากกาขึ้นมาเซ็นชื่อตัวเองอย่างมั่นคง ธีธัช เมื่อปากกาของเขายกขึ้นจากกระดาษ เสียงปรบมือก็ดังลั่นทั้งห้อง
ทั้งคู่กลายเป็นสามีภรรยากันแล้ว อย่างเป็นทางการ
ธีธัชหันมาหาเธอ แล้วยื่นมือให้ตามธรรมเนียม
เพลงพิณวางมือลงบนมือของเขามือของเขาอุ่นมาก
อบอุ่นจนเธออยากร้องไห้
“จากนี้ไป ฝากตัวด้วยนะครับ”เขาพูดเสียงเบา มีเพียงเธอเท่านั้นที่ได้ยิน
เพลงพิณพยักหน้า น้ำตาเกือบหล่น“ฝากตัวด้วยค่ะ”คำพูดธรรมดาแต่สำหรับเธอ มันหนักเหมือนคำสาบาน
