บทที่ 3 การพบหน้า

"ทนายบอกว่าเป็นการแต่งงานเพื่อล้างหนี้และเพื่อความสบายใจของผู้ใหญ่ แค่จดทะเบียนสมรสกันเงียบๆ ให้อยู่ในความดูแลของเขา ไม่ต้องจัดงานใหญ่โตให้ใครรู้ พอถึงเวลาที่เหมาะสม หรือฝนเรียนจบ...ค่อยหย่ากันก็ได้ ฝนถือซะว่าทำเพื่อรักษาบ้านหลังนี้ไว้เถอะนะลูก ถ้าถูกยึดไป น้าก็ไม่รู้จะพาฝนไปซุกหัวนอนที่ไหนแล้ว"

หญิงสาวนิ่งอึ้งไป กวาดสายตามองรอบห้องนั่งเล่นที่เต็มไปด้วยความทรงจำ มุมโซฟาตัวเก่าที่พ่อเคยนั่งอ่านหนังสือ กรอบรูปไม้บนโต๊ะทีวีที่มีรอยยิ้มของแม่ โต๊ะกินข้าวที่ครอบครัวเคยนั่งพร้อมหน้า หากบ้านหลังนี้ถูกยึดไป เธอคงไม่เหลืออะไรเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจอีกแล้ว

ปลายฝนค่อยๆ เดินเข้าไปหยุดอยู่หน้าโต๊ะวางรูปถ่ายของครอบครัว ปลายนิ้วเรียวสั่นเทาขณะเอื้อมไปแตะกรอบรูปไม้ หยดน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ร่วงแหมะลงบนหลังมือ

"เรา...ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วจริงๆ เหรอคะน้าพร"

...

ค่ำวันเดียวกัน ณ ห้องอาหารส่วนตัวแบบวีไอพี…

"ผมตกลงครับคุณแม่"

บดินทร์เคาะปลายนิ้วชี้ลงบนโต๊ะอาหารไม้สักแท้เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ใบหน้าคมคายเรียบตึงไม่แสดงอารมณ์ใดๆ

"บดินทร์...ลูกพูดจริงๆ ใช่ไหม" คุณหญิงเพ็ญแขเอื้อมมือมาแตะท่อนแขนที่สวมเสื้อเชิ้ตพับแขนลวกๆ ของลูกชาย

"แม่รู้ว่ามันฝืนใจลูกนะ แต่นี่คือหนทางเดียวที่เราจะชดใช้หนี้ชีวิตให้ครอบครัวนั้นได้ ถ้าวันนั้นพ่อแม่ของหนูฝนไม่เอาชีวิตเข้าแลกเพื่อช่วยแม่...แม่คงไม่ได้มานั่งอยู่ตรงนี้กับลูก"

"ผมเข้าใจเรื่องนั้นดีครับ" น้ำเสียงทุ้มต่ำตอบกลับราบเรียบ

"ถ้าการจดทะเบียนสมรสกับเด็กคนนั้นคือสิ่งที่ทำให้คุณแม่สบายใจ ผมก็ยินดีจัดการให้ครับ ไม่ต้องกังวล"

"ลูกไม่โกรธแม่ใช่ไหม ที่บังคับให้ลูกแต่งงานแบบนี้ ทั้งที่ลูกเพิ่งจะ..."

"เรื่องมันผ่านไปแล้วครับแม่" เขาตัดบท แววตาคมกริบเย็นชาขึ้นมาวูบหนึ่ง

"การแต่งงานสำหรับผมมันก็แค่กระดาษแผ่นเดียว ไม่มีผลอะไรกับชีวิตผมอยู่แล้ว ผมแยกแยะได้ครับว่าอะไรคือหน้าที่ อะไรคือเรื่องส่วนตัว"

"แม่ขอบใจลูกมากนะ ดินเป็นเด็กดีของแม่เสมอเลย"

เสียงเปิดประตูห้องอาหารดังขึ้น พนักงานเสิร์ฟเดินนำสตรีวัยกลางคนและหญิงสาวในชุดนักศึกษาเข้ามาด้านใน บดินทร์ปรายตามองผู้มาใหม่ ร่างบางที่คุ้นตาทำเอาหัวคิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย

"สวัสดีค่ะคุณหญิง" น้าพรยกมือไหว้ด้วยท่าทีเก้ๆ กังๆ

"มากันแล้วเหรอ นั่งก่อนสิคะคุณพร หนูฝนด้วยนะลูก มานั่งข้างๆ ตาดินสิ" คุณหญิงเพ็ญแขผายมือยิ้มรับไปยังเก้าอี้ว่างข้างลูกชาย

ปลายฝนยืนนิ่งอยู่กับที่ มือทั้งสองข้างกำสายกระเป๋าเป้แน่น เธอก้มหน้าหลบสายตาคมกริบที่จ้องมองมา แม้เครื่องปรับอากาศในห้องอาหารจะเย็นฉ่ำ แต่เธอกลับรู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก

"ฝน...นั่งสิลูก ผู้ใหญ่รออยู่นะ" น้าพรกระซิบพร้อมกับดึงแขนหลานสาวเบาๆ

"ค...ค่ะ" เธอขยับตัวอย่างเชื่องช้า ทรุดนั่งลงบนเก้าอี้โดยพยายามเว้นระยะห่างจากร่างสูงใหญ่ให้มากที่สุด

"นี่ตาดิน ลูกชายฉันเอง หนูฝนคงจะเคยเห็นหน้าค่าตากันมาบ้างแล้วใช่ไหมจ๊ะ ได้ข่าวว่าตาดินไปเป็นอาจารย์พิเศษที่คณะด้วยนี่"

"ค่ะ...เคยเห็นค่ะ" ปลายฝนตอบเสียงสั่น ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่น

"แล้วในคลาสเรียน อาจารย์ดุไหมลูก" คุณหญิงถามอย่างอารมณ์ดี

"เอ่อ...ไม่ค่ะ" หญิงสาวฝืนตอบโกหกคำโต ทั้งที่ในใจยังสั่นผวา

"ไม่ต้องเกร็งหรอกนะหนูฝน ตาดินเขาแค่หน้านิ่งไปอย่างนั้นเอง" คุณหญิงยิ้มกว้าง หันไปทางน้าพร

"เรื่องหนี้ของเสี่ยชัย ฉันให้ทนายไปเจรจาและวางเงินมัดจำไว้ให้แล้วนะคะ พรุ่งนี้พอเด็กๆ จดทะเบียนกันเรียบร้อย ทางเราจะโอนปิดยอดที่เหลือให้ทันที คุณพรไม่ต้องกังวลแล้ว บ้านก็ยังเป็นของพวกคุณเหมือนเดิม"

"ขอบพระคุณคุณหญิงมากนะคะ ถ้าไม่ได้คุณหญิง ฉันกับหลานคงต้องไปนอนข้างถนนแน่ๆ ไม่รู้จะตอบแทนพระคุณยังไงหมด" น้าพรยกมือไหว้ปลกๆ น้ำตาคลอเบ้า

"โอย ไม่ต้องคิดมากหรอกค่ะ ถือซะว่าเรากำลังจะเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว" คุณหญิงหันไปเรียกพนักงาน

"น้องคะ สั่งอาหารเลยค่ะ เอาเมนูแนะนำมาสักห้าหกอย่างนะ เอาที่เด็กๆ ชอบทานด้วย"

ระหว่างที่ผู้ใหญ่ทั้งสองคนกำลังสนทนากันเรื่องเมนูอาหารและเรื่องสัพเพเหระ บรรยากาศรอบตัวของว่าที่บ่าวสาวกลับเงียบกริบ บดินทร์นั่งหลังตรง นัยน์ตาสีนิลจดจ้องเสี้ยวหน้าด้านข้างของคนตัวเล็กที่เอาแต่ก้มหน้างุด

"ผมหวังว่าคุณจะแยกแยะเรื่องส่วนตัวกับเรื่องเรียนได้นะ" เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นเบาๆ พอให้ได้ยินกันแค่สองคน

ปลายฝนสะดุ้งเล็กน้อย หันไปมองเสี้ยวหน้าหล่อเหลาที่ยังคงเรียบตึง

"หนูทราบค่ะอาจารย์"

"ต่อจากนี้ ถ้าไม่ได้อยู่ในมหา'ลัย ให้เรียกผมว่า 'พี่ดิน' " เขาออกคำสั่งเสียงเฉียบขาด

"ถ้าคุณแม่ได้ยินคุณเรียกผมว่าอาจารย์ ท่านคงไม่สบายใจ"

"แต่ว่า..."

"ไม่มีแต่"

ปลายฝนบีบมือตัวเองแน่นใต้โต๊ะ เธอรู้สึกได้ถึงความกดดันที่แผ่ซ่านมาจากคนข้างๆ เหมือนตอนที่ถูกเรียกตอบคำถามกลางห้องเรียนไม่มีผิด

"เข้าใจที่พูดไหม" เขาถามย้ำเมื่อเห็นเธอเอาแต่เงียบ

"ค่ะ...เข้าใจค่ะ"

"ดี"

"แต่หนูมีเรื่องอยากขอร้อง..." เธอรวบรวมความกล้าพูดออกไปเสียงแผ่ว

"ที่คณะ...ห้ามให้ใครรู้เรื่องนี้เด็ดขาดนะคะ"

บดินทร์ปรายตามองคนตัวเล็กที่กำลังสั่น ร่างสูงโน้มตัวเข้ามาใกล้จนไหล่กว้างแทบจะชนกับต้นแขนเล็ก กลิ่นน้ำหอมผู้ชายสะอาดๆ ผสมกับกลิ่นยาฆ่าเชื้อจางๆ ลอยมาแตะจมูก

"ผมก็ไม่ได้อยากประกาศให้ใครรู้หรอก"

เสียงเรียบเย็นกระซิบชิดริมหู

"เตรียมตัวไว้ให้ดี พรุ่งนี้เราจะไปจดทะเบียนสมรสกัน"

บทก่อนหน้า
บทถัดไป