บทที่ 8 คืนแรก
บทที่ 8 คืนแรก
ฉันรวบรวมความกล้าก่อนที่จะพูดขึ้นอีกครั้งเมื่อเห็นว่าเขาขับรถเร็วมากทั้งปาดซ้ายปาดขวาจนน่ากลัวตอนนี้มือของฉันก็ยังจับเบาะไว้แน่น
“รู้อะไรไหมใช้หนี้สำหรับฉันมันคืออะไร?”
ผมถามขึ้นทั้งๆ ที่ยังไม่ลดความเร็ว
“ใช้หนี้แทนพี่ให้หยีไปเป็นแม่บ้านหรอคะ?”
“เธอนี่ซื่อจนเซ่อจริงๆ วะ แบบนี้ไอ้ที่พี่ชายเธอบอกมันก็คงจะจริง ซิงแน่นอนสินะ”
เป็นการขับรถที่ปาดซ้ายแซงขวา มันส่งผลให้ฉันรีบนำมือทั้งสองข้างเปลี่ยนจากจับเบาะมาเป็นจับสายเบลท์ตรงหน้าอกแทนแทบไม่ทันตั้งตัว
ตั้งแต่ก้าวเท้าขึ้นรถมาไม่มีเวลาไหนไม่รู้สึกตัวว่าตัวเองจะไปก่อนวัยอันควรด้วยซ้ำ เพราะมันเสี่ยงทุกวินาทีไปหมด ถึงจะพยายามระงับสติมากเพียงไหนก็ตาม
ดวงตาทั้งสองข้างจำเป็นที่ร่างกายต้องสั่งปิดลงเพราะความกลัวที่เริ่มเข้ามาเกาะกุมภายในจิตใจ ส่วนคนข้างกายที่ชื่อว่าซันเขาไม่เปิดปากพูดเพียงสักคำเดียวตั้งแต่ที่พูดไปเมื่อกี้ เขากับเร่งความเร็วของรถไปอีกเท่าตัวราวกับต้องการแกล้งกัน
ส่วนฉันจำเป็นที่จะต้องยอมรับชะตากรรมของตัวเองที่ไม่ได้ก่อสักนิดเดียว ทุกอย่างที่มันกลายเป็นแบบนี้ก็เพียงเพราะพี่ยิวคนเดียวเลย พี่ยิวอายุมากกว่าฉันสองปี เราทั้งสองเป็นพี่น้องที่คลานตามกันมาจากแม่คนเดียวกัน
พี่ยิวเลือกที่จะไม่เรียนหนังสือเพราะไม่อยากหาเงินส่งตัวเองเรียนแบบฉันซึ่งทำให้ทางตรงข้ามกันเสมอทุกครั้ง มันทั้งเหนื่อย เวลาว่างแทบจะไม่มีให้ได้ใช้ชีวิตเลยต่างจากอีกฝ่ายที่เลือกเที่ยวหนักในทุกวันคืน นานเข้าก็ติดการพนันจนบทสรุปก็เอาน้องสาวอย่างฉันมาใช้หนี้
Rrr…..
ผมขับรถมาได้สักพักหนึ่งแล้วและก็เป็นสักพักหนึ่งที่ไม่ได้ยินเสียงน้องไอ้ยิวพูดเลย ก็คุณเธอมัวแต่หลับหูหลับตาอยู่แบบนั้น ไม่รู้ว่าจะกลัวอะไรกันนักหนา หัวอ่อนชะมัดว่ะแต่ทว่าไม่ทันไรก็ได้ยินเสียงโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงของเธอดังขึ้นผมจึงหักรถเข้าข้างทางทันที
เอี๊ยด!
ศีรษะของฉันเกือบชนแล้วนะ อีกนิดเดียวเท่านั้นเอง
ผู้ชายคนนี้นึกอยากจะเร่งความเร็วก็เร่ง อยากจอดก็จอด อยากถามจังว่าใบขับขี่มีหรือเปล่าหรือเพียงแค่รวยเลยซื้อเพื่อให้ได้มา
“จะ จะทำอะไรคะ?”
“…”
ยัยนั่นรีบขยับตัวเองไปติดกับประตูรถเหมือนกับว่าจะสามารถแทรกร่างกายเข้าไปในนั้นได้อย่างนั้นแหละอีกอย่างตัวของเธอยังมีอาการสั่นเทา ราวกับว่าเจออะไรที่ทำให้กลัวมากขนาดนั้น ผมไม่น่ากลัวหรอก
“อะ ออกไปนะคะ!”
“…”
ฉันดิ้นไปมาเมื่อฝ่ามือของซันจับที่ต้นขาอ่อนของตัวเอง เขาขยับเข้ามาประชิดตัวทีละนิด ๆ ส่วนฝ่ามือก็ยังลูบขึ้นมาเรื่อยๆ อีก คราวนี้มือไม้ของฉันเริ่มออกมาใช้งานบ้างโดยที่ใช้ดันหัวไหล่ทั้งสองข้างของเขาไม่ให้เข้าใกล้ประชิดไปมากกว่า
“อื้อ...บอกให้ออกไป นะ นายไม่ได้ยินหรอ?”
พูดขนาดนี้พร้อมการกระทำแบบนี้ทำไมจะไม่ได้ยินกัน ยังไงต้องได้ยินหากไม่หูหนวก
ฟึบ!
“ก็แค่นี้ ทำไมจินตนาการว่าเราทำอะไร?” ผมใช้มือล้วงโทรศัพท์ของยาหยีขึ้นมาก่อนที่จะถอยไปยังประจำที่ “ไม่ต้องห่วง ไม่ชอบเอาในรถ”
อึก!
ฉันกลืนน้ำลายที่เหนียวหนืดลงไปในลำคอด้วยความโล่งอก ใครจะไปรู้ล่ะว่าเขาจะเข้ามาล้วงเอาโทรศัพท์ของฉันอีกอย่างทำไมไม่ขอดี ๆ เอ่ยแค่นั้นฉันก็ให้แล้ว ไม่ได้ดื้อหรอก
โทรศัพท์ถูกโชว์ขึ้นพร้อมทั้งสายเรียกเข้าที่แสดงอยู่ตรงหน้า ฉันรู้ว่าเป็นเบอร์ของเรเนสเพื่อนรักแต่ไม่กล้าที่จะเอ่ยปากของรับเพราะสายตาสีรัตติกาลของซันกำลังจ้องมองมาด้วยความเรียบเฉย
“เรเนส?”
ผมอ่านชื่อที่แสดงบนหน้าจอโทรศัพท์เครื่องเก่าๆ ของยาหยี ทำไมชื่อนี้มันเหมือนกับชื่อน้องของไอ้เร็นได้หรือว่าคนเดียวกัน จังหวะความสงสัยทำให้ผมคิ้วขมวดด้วยความแปลกใจ
“…”
“เพื่อนหรอ?”
“…”
“หูแตกไงวะถามไม่ตอบ!”
“ถามหยีหรอคะ?”
เสียงตะคอกใส่หน้าทำให้ฉันสะดุ้งนิด ๆ ไม่ถึงกับมากเท่าไหร่ ก็ใครจะไปรู้ล่ะอยู่ ๆ ก็พูดขึ้นแบบนั้นแถมยังจ้องหน้าด้วยแววตาแบบไม่ได้ถามอย่างงั้น
“ถามแมวมั้งวะ ในรถมีใครบ้างหะนอกจากฉันกับเธอ!” ผู้หญิงคนนี้เต็มหรือเปล่าวะ ผมได้แต่คิดในใจด้วยความหัวเสียไม่น้อย “ตอบ!”
“ชะ ใช่ค่ะ เรเนสเป็นเพื่อนหยีเอง...”
“ก็แค่เนี้ย!”
ฟึบ!
และแล้วสิ่งที่คาดไม่ถึงก็เกิดขึ้นเมื่อซันเขาได้ทิ้งโทรศัพท์ของฉันลงข้างทางอย่างไม่ใยดีสักนิด แถมยังทำแบบคนไร้มารยาทเอามาก ๆ ต่อจากนั้นก็เหยียบเร่งเครื่องยนต์ขับออกไปทันที
“นั่นมันโทรศัพท์ของหยีนะ!”
ผมเบี่ยงสายตามองยาหยีที่หันมองไปยังด้านหลังด้วยแววตาที่แสนเสียดาย โทรศัพท์อันเส็งเคร็งเครื่องนั้นทั้ง ๆ ที่ขับมาไกลแล้ว
“ฉันมีสิทธิทำ!”
“สิทธิ?”
“เจ้าหนี้ไงหรือว่าสมองเสื่อมวะ ทุกอย่างของเธอมันเป็นสิทธิของฉันถ้าฉันสั่งก็ต้องทำตาม!”
