บทที่ 9 จดจำเอาไว้
บทที่ 9 จดจำเอาไว้
“ฉันมีสิทธิทำ!”
“สิทธิ?”
“เจ้าหนี้ไงหรือว่าสมองเสื่อมวะ ทุกอย่างของเธอมันเป็นสิทธิของฉันถ้าฉันสั่งก็ต้องทำตาม!”
บ้าไปแล้ว!
ผู้ชายคนนี้ต้องบ้าไปแล้วจริงๆ ทำไมต้องทำถึงขนาดนี้ด้วย แม้แต่โทรศัพท์ที่ฉันมองว่ามันคงไม่มีค่าสำหรับเขา
เขายังทำได้เลยแล้วจะให้ตอบยังไง ทำไมทุกอย่างมันดูยากไปหมดเลย เพียงแค่เริ่มต้นฉันยังต้องเจอกับความประสาทขนาดนี้ แล้วจะให้ดำเนินชีวิตต่อไปอีกได้ยังไงกัน
มันจะไม่เสียใจไปมากกว่านี้เหรอ
หรือว่าจะเจอหนักหน่วงมากกว่านี้
กับหนี้สินที่มูลค่ามันมีตั้งสิบล้าน สิบล้านที่ตอนนี้ติดกระเป๋าติดบัญชีมีไม่ถึงหมื่นเลยด้วยซ้ำ ฉะนั้นมันจึงยากที่จะก้าวผ่านเอามาก ๆ เลย
“…”
“ห้ามติดต่อใครทั้งนั้นถ้าไม่ได้รับอนุญาต” น้ำเสียงที่เปล่งออกมามันธรรมดามากเหมือนกับพูดขึ้นลอย ๆ แต่รู้ไหมว่ามันแฝงความจริงจังเอาไว้ทุกคำเลยด้วยซ้ำ “ถ้าอยากลองฝ่าฝืนก็เชิญ ทำได้แค่แลกกับชีวิตพี่ชายเธอเองเท่านั้น”
จะบ้าหรือไงไม่ให้ติดต่อใครแล้ววันๆ จะให้ฉันอยู่ได้อย่างไรนอกจากนี้ฉันก็ออกไปทำงานส่งตัวเองเรียนด้วย เงินมันไม่ได้ออกมาจากบ่อเงินบ่อทองที่หน้าบ้านนะขืนอยู่นิ่งๆ ก็อดตายอย่างแน่นอน
“แต่ว่าหยีต้องทำงานนะคะ”
มันเป็นความจริงที่ฉันจะต้องบอกผู้ชายคนนี้เพราะว่าตัวเองไม่ใช่คนร่ำรวย ออกจะไม่มีกินเสียมากกว่า หนี้สินล้นตัววันๆ ที่บ้านมีคนเข้าออกเพื่อมาถามว่าเมื่อไหร่จะคืนเงินไม่ต่ำกว่าสิบรายต่อวัน ทุก ๆ ครั้งที่ได้เงินมาก็ต้องไล่จ่ายหนี้จนแทบไม่มีอะไรกินก็มี มันวนเวียนอยู่แต่แบบนี้ ไม่มีความสุขสักนิดในชีวิต
แต่ก็ไม่เคยนึกที่จะย่อท้อต่อโชคชะตาที่เหมือนเป็นเกมให้เบื้องบนได้แกล้งอย่างสมใจ ความจนมันน่ากลัวและสามารถทำให้คนตายได้หลาย ๆ ร้อยคนต่อปีทั้งโรคเครียดจนฆ่าตัวตายไปก็มี มันน่ากลัวจนฉันไม่อยากจะคิดถึงอนาคตของตัวเองว่าจะเป็นแบบนั้นหรือเปล่าอะไร มันก็ไม่แน่นอน
“ไม่ต้องลาออกให้หมด!”
เสียงเฉียบขาดพูดตัดบทสนทนาขึ้นมาทำเอาฉันแทบสะดุ้ง แอร์เย็นๆ ในรถส่งผลให้ฉันต้องให้มือลูบต้นแขนไปมาคนอะไรใจร้ายซะไม่มีแบบนี้จะมีเพื่อนคบด้วยไหม
เอี๊ยด!
ฉันใช้สายตาสำรวจสิ่งรอบๆ ข้างภายด้านนอกกระจกรถมันเป็นบ้านหลังขนาดใหญ่ทันสมัย ที่ตั้งอยู่กลางเมืองหลวงพร้อมด้วยสระน้ำและเครื่องอำนวยความสะดวกอย่างครบครัน
ถ้าฐานะไม่ดีไม่มีทางซื้อได้แน่
ต้องร่ำรวยนั่นแหละถึงจะได้มาครอบครอง
“ลงมาได้แล้วนั่งเป็นคุณนายอยู่ได้”
ผมเข้าไปเปิดประตูรถอีกด้านให้เมื่อเห็นว่ายาหยีไม่ลงมาจากรถเสียที มัวแต่ใช่สายตาสำรวจบรรยากาศอยู่นั้นแหละ
“…”
“ตามมา ร้อนตายห่าอยู่แล้ว”
ซันเดินเข้าไปในตัวบ้านก่อนที่ฉันจะลงจากรถและเดินตามเข้าไปในระยะติดๆ แต่มันกับตามไม่ทันเลย ไม่รู้เดินเร็วขนาดไหนกัน...
~ฟิ้ว~
ฟึ่บ!
เสื้อแจ๊สเก็ตลอยมาตกบนศีรษะของฉันอย่างพอดิบพอดีราวกับถูกจัดวาง กลิ่นน้ำหอมเข้มฉุน ๆ ที่สามารถเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวทำให้รู้ได้เลยว่าเป็นของใคร
“เอาไปเก็บ..”
“ค่ะ”
“เออ แล้วเอาน้ำแร่มาด้วย ห้องครัวทางนู้น...”
ฉันวางแจ็สเก็ตตัวนั้นแล้วบนโซฟาหรูก่อนที่จะรีบเดินมาทางที่นิ้วมือของซันชี้มาด้วยอาการประหม่า บ้านหรูหราขนาดนี้ขืนเดินชนอะไรตกแตกมีหวังได้เป็นหนี้เพิ่มแน่ หนี้เดิมก็ยังไม่มีจ่ายเลยสักบาทเดียว
“ห้องครัวอยู่ไหนกันนะ..”
สายตาของฉันหันไปทางซ้ายทางขวาเพื่อหาห้องครัวที่เป็นเป้าหมายอย่างทุลักทุเล ยากกว่าการทำงานเป็นสิบเท่า เพราะมีแค่ประโยคนั้นประโยคเดียวที่มันไม่ได้ทำให้ไขความกระจ่างเลยว่าน้ำแร่ที่อยู่ห้องครัวไปในทางไหนกันแน่
ให้ตายเถอะ
“ห้องนั่นแน่ ๆ” เมื่อความแน่ใจเริ่มมาเยือนเท้าของฉันก็ก้าวตรงไปทันทีทั้ง ๆ ที่มันเป็นการเดาสุ่มล้วน ๆ แต่ทว่าเมื่อก้าวเข้าไปก็เห็นสิ่งที่ตัวเองตามหา “นั่นไงตู้เย็น”
ฉันรีบเข้าไปเปิดทันทีจากนั้นก็ได้ตะลึงกับสิ่งที่อยู่ในนั้นมันมีแค่น้ำแร่ขวดเล็กบรรจุอยู่ครึ่งตู้อีกครึ่งหนึ่งเป็นเบียร์ทั้งหมด นี่อาหารของคนรวยหรอเป็นคำถามที่ผุดขึ้นมาในใจ
“เธอเป็นเต่าหรือไงวะ ช้าขนาดนี้”
ปึก!
มือรีบคว้าขวดน้ำมาแล้วปิดตู้เย็นก่อนจะหันหน้าไปเผชิญกับซันที่เสยผมอย่างเซงๆ ก็เขาใจร้อนนิ ยังไม่นานเสียหน่อย
ฉันกำลังจะแก้ตัวเลย
“ก็.....”
ตึก!
“…”
“ฉะ ฉันมัวหาตู้เย็นไงก็เลยชะ ช้า”
ลำแขนใหญ่เข้ามากั้นตัวทั้งสองของฉันให้อยู่ตรงกลางระหว่างตัวของซัน ด้านหลังมันก็เป็นตู้เย็นจึงหมดทางขยับหนี ฉันได้แต่กอดน้ำขวดนั้นไว้แน่น!
“ฉันไม่รออะไรที่มันช้าๆ จำเอาไว้”
ผมพูดพร้อมกับปลายตามองคนตรงหน้าที่ไม่กล้าแม้แต่จะเงยใบหน้าขึ้นมาสบตาคนอย่างผม ไม่รู้ว่าเธอกลัวอะไรกันนักหนา เห็นแล้วหงุดหงิดชะมัด
“ก็ฉันพึ่งมาครั้งแรกนิใครจะไปรู้ละ?”
“ก็ชี้แล้วไง”
“บ้านใหญ่ขนาดนี้?”
มันก็จริงอย่างที่ฉันพูด ซันชี้บอกทางอย่างชุ่ยๆ ไม่ใส่ใจนัก ไม่บอกด้วยซ้ำว่าไปทางซ้ายหรือทางขวาแบบนี้ใครจะไปรู้
“ปากเก่งขึ้นเยอะ?”
“…”
“เก่งอย่างอื่นไหมอย่างเช่น...”
อื้ม...
ริมฝีปากของคนตัวใหญ่เข้าไปประกบริมฝีปากเล็กทันทีก่อนที่จะค่อยๆ ใช้ลิ้นดันเข้าไปในโพรงปากหวานทีละนิดๆ จนได้ชิมรสที่หอมหวาน
