บทที่ 1 คืนที่ไม่ควรเกิด
พื้นที่แคบภายในรถคันหรู อบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำหอมราคาแพงปะปนกับแอลกอฮอล์จางๆ
มิลินนั่งตัวแข็งอยู่บนเบาะหนังสีดำ มือทั้งสองข้างกำแน่นบนหน้าตักจนปลายนิ้วซีดขาว
เสื้อผ้าของเธอยับยู่ยี่ราวถูกขยำ เส้นผมที่เคยรวบเรียบร้อยหลุดลุ่ยลงมาปรกแก้มที่เปียกชื้นด้วยคราบน้ำตา
เธอก้มหน้า ไม่กล้าเงยขึ้นสบตา โดยเฉพาะ…คนที่นั่งอยู่ข้างในสภาพเสื้อผ้าไม่เรียบร้อย
คืนที่…ควรเป็นงานวันเกิดที่สมบูรณ์แบบของ
“กองทัพ อินทลักษณ์”
ลูกชายคนเดียวของตระกูลใหญ่ ซึ่งปีนี้อายุยี่สิบสองปีเต็ม คืนที่ควรเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ และความภาคภูมิใจกับของขวัญชิ้นใหญ่
แต่สำหรับใครอีกคน…มันกลับกลายเป็นฝันร้าย
“ร้องพอหรือยัง” เสียงทุ้มกระแทกต่ำดังขึ้น
มิลินสะดุ้ง กัดริมฝีปากแน่น พยายามกลืนเสียงสะอื้นลงไป แต่ยิ่งฝืน…น้ำตากลับยิ่งไหล
“เป็นลูกคนใช้ดีๆ ไม่ชอบ… เบื่องานในครัว จนต้องวางยาฉันงั้นเหรอ”
คำพูดถูกปล่อยออกมาอย่างช้าๆ หนักแน่นทุกคำ
“แล้วนี่ ยังมีหน้ามานั่งอยู่บนรถของฉันอีก...” เขาหัวเราะในลำคออย่างเหยียดหยัน
“สกปรก!”
มิลินขยับถอยกับคำพูดรุนแรงอยากเกินจะรับไหว
เธอไม่เข้าใจว่าลูกชายตระกูลใหญ่ จะจงเกลียดจงชังพวกตนทำไม ทั้งที่อยู่รับใช้กันมารุ่นต่อรุ่น...
“ถ้ามิลินน่ารังเกียจ ทำรถคุณสกปรกขนาดนั้น… ก็ขอโทษจริงๆ ค่ะ”
เสียงของเธอเบาจนแทบเป็นลมหายใจ ศีรษะก้มลงต่ำกว่าเดิม เธอรู้…ว่าตัวเองมีส่วนผิด อย่างน้อย…ก็ผิดที่ไม่ปฏิเสธตั้งแต่แรก
กองทัพแค่นหัวเราะ
“ขอโทษ...” เขาทวนคำช้าๆ ราวกับได้ยินเรื่องตลก
“คนแบบเธอคิดว่าคำนี้มันมีค่าแค่ไหนกัน”
มิลินเงยหน้าขึ้นเพียงนิด ดวงตาแดงช้ำสั่นไหว ก่อนจะหลบลงอีกครั้ง
เธอไม่รู้จะอธิบายอะไร เพราะแม้แต่ตัวเอง…ก็ยังเรียบเรียงเหตุการณ์ไม่ทัน ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วจนเธอเองก็ตั้งรับไม่ทัน
“ความจริงแล้ว…” เขาเอนตัวพิงเบาะ สายตากดต่ำมองเธอราวกับของไร้ค่า
“คนอย่างเธอ... ไม่ซิ ครอบครัวของเธอทั้งหมด ไม่ควรด้วยซ้ำที่จะอยู่ในบ้านหลังนี้”
คำพูดนั้นไม่ได้ดัง แต่กลับกรีดลึกลงไปกลางใจ
...หากไม่ใช่เพราะคำพูดตัดขาดของพ่อในตอนนั้น เขาไล่คนพวกนี้ไปนานแล้ว ไม่เก็บไว้ทำซาก!
มิลินนิ่งงัน กลืนน้ำลายที่มีอยู่น้อยนิดลงคอ แล้วกลั้นใจตอบ
“…ค่ะ มิลินทราบ”
ไม่มีคำแก้ตัว ไม่มีแม้แต่แรงจะเถียง
กองทัพกำหมัดแน่น ก่อนจะต่อยลงไปบนเบาะข้างตัวอย่างแรง
ปึก!
แรงสะเทือนทำให้ทั้งคันรถสั่นไหว มิลินสะดุ้งสุดตัว
“หน้าด้าน…เหมือน...!” เขาแล้วหยุดพูดไว้ กรามหนาขบกันจนเกิดเสียง
“คนอย่างเธอ ฉันยังนึกไม่ออกเลยว่าจะเอาอะไรมาเปรียบดี...” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดชัดทุกคำ
“เธอก็แค่…พวกลูกคนใช้ สกปรก”
โลกทั้งใบเหมือนหยุดลงตรงประโยคนั้น
พวกคนใช้? มิลินก้มหน้า น้ำตาหยดลงบนหลังมือที่ยังกำแน่นเธอไม่เถียง ไม่อธิบาย เพราะรู้ดีว่า…ต่อให้พูดอะไรไป ก็ไม่มีความหมาย
“ลงไป!” เสียงสั้นๆ แต่เด็ดขาด “อย่าให้ฉันต้องเห็นหน้าอีก” มือเรียวที่สั่นเทาค่อยๆ เอื้อมไปเปิดประตูรถ
ลมเย็นจากภายนอกพัดเข้ามาปะทะใบหน้า แต่ไม่เย็นเท่าคำพูดที่เพิ่งได้ยิน เธอก้าวลงจากรถอย่างช้าๆ ก่อนจะหยุดเพียงเสี้ยววินาที
“…ขอโทษคุณกองทัพอีกครั้งนะคะ” เสียงแผ่วเบา ราวกับพูดกับตัวเอง เตรียมตัวเดินออกไป
“เดี๋ยว!” เขาเรียกไว้อีก
มิลินไม่ได้หันกลับไปเผชิญหน้าเขา แต่ทำใจยืนฟังว่าอีกฝ่ายจะพ่นคำอะไรกลับมาอีก
“หวังว่าเธอจะไม่ปล่อยให้ท้องโย เพื่อจับฉันหรอกนะ”
มิลินหน้าเห่อแดง ทั้งโกรธทั้งอับอาย
“ค่ะ” เธอตอบรับเสียงหนักแน่น แล้วสาวเท้าเดินออกไป
ทิ้งไว้เพียงสายตาแข็งกร้าวของคนในรถ ที่ยังคงจ้องตามหลังเธอ…ในสายตาที่อ่านยาก
ย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อน
แสงไฟระยิบระยับสะท้อนแก้วไวน์ในมือของแขกเหรื่อในงานวันเกิดของกองทัพยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและสนุกสนาน
“มิลิน” เสียงเรียกนั้นนุ่มหวานฟังดูเป็นมิตรทำให้เจ้าของชื่อหันไปมอง
รีน่ายืนอยู่ตรงนั้นในชุดเดรสหรู สวยสง่าราวกับเจ้าของงานอีกคน รอยยิ้มของเธออ่อนโยน และคำพูดที่ฟังดูเป็นมิตร
“คุณรีน่ามีอะไรให้มิลินรับใช้หรือคะ” เธอถามด้วยความอ่อนน้อม ในฐานะแขก และว่าที่คู่หมั้นเจ้าของงานวันเกิด
‘ในเมื่อคุณไม่เห็นรีน่าอยู่ในสายตา ก็ต้องใช้วิธีนี่นะคะคุณพี่กองทัพ...’
มุมปากอวบอิ่มกระตุกเพียงนิด แล้วหันมาสนใจสาวสวยตรงหน้าที่ทุกคนบอกว่าเธอเป็นลูกคนใช้ แต่กลับได้สิทธิ์พิเศษกว่าใคร จนน่าอิจฉา
“เธอช่วยเอาแก้วนี้ไปให้พี่กองทัพหน่อยได้ไหม” พร้อมยื่นแก้วไวน์สีแดงเข้มมาให้
มิลินชะงักคิ้วขมวดผูกปม
“เอ่อ… เป็นคุณ เอาให้เจ้าของงานวันเกิดเอง ไม่ดีหรือคะ” เธอหวังดีออกความคิดเห็น
“รินมาแล้ว แต่พอดีว่าผู้ใหญ่เรียกด่วน อีกอย่าง มองหาคุณกองทัพนานแล้วก็ไม่เจอ ยังไงเธอช่วยเอาไปให้หน่อยนะ”
เจ้าของเสียงหวานเร่งเร้า มิลินอึกอัก
“กะก็ได้ค่ะ”
“อืม...” รีน่ายิ้มกว้างจนเห็นฟันสีขาวเรียงสวย “ฝากหน่อยนะ”
เมื่อไม่กล้าปฏิเสธ มิลินจึงจำใจรับแก้วนั้นมาถือไว้อย่างระมัดระวัง
“ขอบใจนะ” รีน่าพูดเบาๆ อีกครั้ง ก่อนจะเดินจากไป
มิลินมองตามเพียงครู่เดียว ก่อนจะหันกลับมามองแก้วไวน์ในมือ แล้วเริ่มมองหาเจ้าของงานวันเกิด
