บทที่ 4 บทที่ 3 ถามหาความรับผิดชอบ
ทุกคนภายในบ้านถึงกับกุมขมับเพราะรู้สึกว่าเรื่องนี้มันมีเงื่อนงำอะไรบางอย่าง ดูเหมือนว่าเรื่องราวจะซับซ้อนจนไม่สามารถแก้ไขได้ในทันที คุณแม่ขยับตัวลุกขึ้นก่อนจะลากคุณพ่อแล้วก็ลูกชายฝาแฝดออกไปคุยกันข้างนอกโดยปล่อยให้หญิงสาวนั่งรออยู่ภายในห้องรับแขกไปก่อน
"คนสวยหนูใจเย็นก่อนนะลูก งั้นนั่งรออยู่ตรงนี้ก่อนนะแม่ขอคุยกับลูกชายแป๊บหนึ่ง"
"ก็ได้ค่ะ"
หญิงสาวพยักหน้าเล็กน้อยด้วยท่าทีอ่อนลงก่อนจะมองซ้ายมองขวาเพื่อสำรวจภายในบ้าน ในขณะที่คุณแม่ลากแขนทุกคนที่อยู่ภายในห้องรับแขกยกเว้นผู้หญิงอีกคนก่อนจะรีบเดินออกไปตรงประตู
"แม่ว่ามันมีเงื่อนงำอะไรบางอย่างนะ คนหนึ่งถือหลักฐานมาหาเมื่อสองเดือนก่อน ส่วนอีกคนท้องได้สองเดือนแต่ไม่มีหลักฐานอะไรเลย ถ้าเป็นแบบนี้เราจะเชื่อใครดีล่ะ"
"สำหรับพ่อนะคิดว่าคนที่น่าเชื่อถือน่าจะเป็นคนที่บอกว่าตัวเองท้องมากกว่า"
"ทำไมพ่อถึงคิดแบบนั้นครับ"
เจย์ริวหันไปถามคุณพ่อเพราะอยากจะรู้เหตุผลในสิ่งที่ท่านคิดแบบนั้น ซึ่งตัวเขาเองก็คิดว่าผู้หญิงที่มาใหม่ดูน่าเชื่อถือมากกว่าอีกคน ถึงแม้จะไม่มีหลักฐานอะไรมายืนยันแต่การตั้งครรภ์ไม่ใช่เรื่องที่จะหลอกกันได้
"หลักฐานไม่ว่าจะเป็นแหวนหรือนามบัตรของพวกนี้มันขโมยกันได้ แต่สิ่งที่ขโมยกันไม่ได้ก็คือเด็กในท้อง ถ้าสมมุติตรวจ DNA ออกมาแล้วเป็นพ่อลูกกันจริงมันก็คือความจริงยืนยันว่าผู้หญิงคืนนั้นเป็นแม่หนูคนนี้ มันไม่มีเหตุผลอะไรที่จะมาหลอกได้เลยนะจะบอกว่าขอเงินเลี้ยงดูก็คงไม่ใช่ เธอน่าจะฉลาดพอที่รู้ว่ายังไงครอบครัวเราก็ต้องตรวจดีเอ็นเอ ถึงตอนนั้นความจริงก็จะปรากฏถ้าเธอไม่มั่นใจว่าเด็กเป็นลูกของเจอริคจะกล้ามาที่นี่เหรอไง"
และดูเหมือนว่าเหตุผลของคุณพ่อจะฟังขึ้นพอสมควร ไม่มีเหตุผลที่ผู้หญิงคนหนึ่งอุ้มท้องแล้วจะไปไล่หลอกคนนั้นคนนี้ ถ้าเธอไม่มั่นใจมากพอว่าเด็กในท้องของตัวเองเป็นลูกของใคร เพราะฉะนั้นคนที่มีความเป็นไปได้มากสุดอาจจะเป็นเด็กคนนี้ก็ได้
"แม่ว่าตอนนี้ให้แม่หนูคนนี้อยู่ที่บ้านเราก่อน ถ้าเกิดเราไล่ออกไปแล้วเด็กในท้องเป็นลูกของแกขึ้นมาจะทำยังไง"
"อันนี้พ่อเห็นด้วยกับแม่นะ แววตาใสซื่อดูไม่มีพิษมีภัยไม่น่าจะหลอกใครได้หรอก"
"ผมก็คิดว่างั้นนะ เธอดูใสซื่อไม่น่าจะหลอกใครได้ ทั้งที่ไม่มีหลักฐานอะไรเลยแต่ว่าเธอสามารถมาหาไอ้เจอริคถึงที่บ้านได้แสดงว่าต้องจำมึงได้อะ"
เจอริคนิ่งเงียบไปอย่างใช้ความคิดเหลือสายตาหันไปมองเด็กผู้หญิงคนนั้นที่ตอนนี้กำลังหันซ้ายมองขวาไปเรื่อยเปื่อย แววตาดูใสซื่อไม่มีพิษภัยและเขาก็แอบใจเอนเอียงมาทางนี้มากกว่าแพรวา เพราะความรู้สึกคุ้นเคยมันไม่สามารถหลอกตัวเองได้
"ให้เธออยู่ที่นี่แหละส่วนเรื่องใครโกหกใครพูดจริงผมจะสืบเอง"
"อืม ถ้างั้นก็เข้าไปคุยทำความรู้จักกันก่อน ไม่ต้องห่วงเดี๋ยวแม่จะเป็นคนดูแลให้เอง ถ้ามีโอกาสก็ตรวจ DNA ให้มั่นใจไปเลย ถึงตอนนั้นลูกจะได้ตัดสินใจถูกว่าจะรับผิดชอบคนไหน"
"ครับแม่"
เขายิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะเดินกลับเข้าไปภายในห้องรับแขก และเมื่อชายหนุ่มเดินเข้ามาหญิงสาวก็หันขวับมามองทันทีก่อนจะเลยถามแววตาใสแป๋ว
"สรุปจะรับผิดชอบหนูกับลูกไหมคะ"
"ถ้าเกิดว่าเด็กในท้องเป็นลูกของฉัน... เอ่อ ของพี่จริงก็จะรับผิดชอบแน่นอน แต่ถ้าโกหกก็ไปคลอดลูกในคุกโน่นเข้าใจหรือเปล่า"
"ไอ้คนชั่วรังแกคนอื่นจนท้องป่องแล้วยังจะจับไปขังในคุกอีก คนแบบนี้ไม่ตายดีหรอก"
หญิงสาวชี้นิ้วไปตรงหน้าชายหนุ่มก่อนจะตะโกนด่า คุณพ่อคุณแม่และพี่ชายฝาแฝดเดินเข้ามาพอดีได้ยินแบบนั้นก็หลุดขำออกมาเล็กน้อย ไม่คิดว่าจะมีโอกาสที่ลูกชายจะถูกผู้หญิงด่า เจอริคค่อนข้างเป็นคนที่พูดน้อยแล้วก็สุภาพ หายากมากเลยนะที่จะมีผู้หญิงมาตะโกนด่าถึงที่บ้าน
"หนูใจเย็นก่อนนะลูกว่าแต่ชื่ออะไรนะเรามาทำความรู้จักกันก่อนดีไหม ถ้าเราจะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันก็ต้องรู้จักกันก่อน"
คุณแม่เดินเข้ามานั่งลงเคียงข้างเด็กสาวก่อนจะเอ่ยถามชื่อเสียงเรียงนาม ไม่รู้หรอกว่าเธอเป็นใครมาจากไหนแต่ถ้าเกิดเด็กในท้องเป็นหลานของตระกูลจริงยังไงก็ต้องแสดงความรับผิดชอบอย่างถึงที่สุด
"หนูชื่ออัญญาค่ะ"
"ยังเด็กอยู่เลยนะหนูถึง 18 หรือยังเนี่ย"
"หนูไม่เด็กแล้วนะคะปีนี้อายุ 22 ปีแล้วค่ะ เรียนจบมหาวิทยาลัยแล้วด้วย"
เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงใสซื่อ แววตาดูไม่มีพิษภัยมันทำให้ผู้ใหญ่ทั้งสองคนที่เห็นรู้สึกเอ็นดูทั้งที่เพิ่งรู้จักกัน ดูไม่ออกเลยว่าเธอจะมีลูกไม้อะไรมาหลอกครอบครัวของพวกเขา
"หนูเล่าได้ไหมว่าคืนนั้นมันเกิดอะไรขึ้น ทำไมหนูกลับเจอริคถึง..."
"ก็พี่สุดหล่อเมาแล้วก็ลากหนูเข้าห้อง หนูแค่ทำงานอยู่แล้วก็เดินผ่านเท่านั้นเอง อุตส่าห์มีน้ำใจเข้าไปถามด้วยความเป็นห่วง ไม่คิดเลยว่าพี่เขาจะใช้กำลังฉุดกระชากลากถูพาหนูเข้าไปในห้องแล้วก็ขืนใจ ฮือ... คุณแม่ต้องให้ความเป็นธรรมกับหนูนะคะ หนูไม่ยอมให้ใครมารังแกหรอก"
เมื่อนึกถึงเรื่องคืนนั้นหญิงสาวก็รู้สึกเสียใจที่ไม่อาจต้านทานเรี่ยวแรงจากคนตัวโตได้ ตอนแรกเธอจะปล่อยผ่านไปแล้วแต่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเพราะคืนนั้นมันทำให้เธอท้องลูกของเขาในวันนี้ แล้วทำไมเธอจะต้องโง่อุ้มท้องเลี้ยงคนเดียวให้ลำบาก พ่อของลูกก็ยังมีชีวิตอยู่เธอคงไม่ปล่อยให้มันลอยหน้าลอยตาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในขณะที่เธอต้องเสียชื่อเสียงโดนตราหน้าว่าท้องไม่มีพ่อหรอกนะ
"หนูจำได้เลยเหรอว่าผู้ชายในคืนนั้นเป็นลูกชายแม่"
"หนูไม่ได้เมาสักหน่อยทำไมถึงจะจำหน้าไม่ได้ล่ะคะ"
"ส่วนคนเมาจำหน้าผู้หญิงในคืนนั้นไม่ได้ สภาพมากนะ"
เจย์ริวหันไปแขวะน้องชายฝาแฝดเพราะเขาดื่มหนักจนไร้สติจึงไม่รู้ว่าผู้หญิงในคืนนั้นเป็นใคร คงไม่คิดว่าจะมีผู้หญิงอีกคนมาแสดงตัวจึงคิดจะหมั้นกับผู้หญิงอีกคนเพื่อแสดงความรับผิดชอบ แต่เรื่องมาถึงตอนนี้กลายเป็นความสับสนให้แก่เขา คนหนึ่งมีหลักฐานทุกอย่างทั้งแหวนประจำตระกูลและนามบัตร ส่วนอีกคนไม่มีหลักฐานอะไรทั้งนั้นแต่มีลูกในท้องมายืนยัน เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เขาจะต้องสืบให้กระจ่างและเขามั่นใจว่านอกจากเรื่องในคืนนั้นเขาไม่เคยมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงคนไหนอีกแน่ แสดงว่าจะต้องมีคนหนึ่งที่พูดโกหกและอีกคนที่พูดความจริง ซึ่งตอนนี้เขาจะยังตัดสินความผิดให้คนใดคนหนึ่งไม่ได้ เรื่องนี้มันมีเงื่อนงำอะไรบางอย่างเพราะฉะนั้นเขาต้องสืบต่อให้ชัดเจนก่อน...
"มึงไม่พูดก็ไม่มีใครว่าเป็นใบ้หรอกนะ"
"ก็กูพูดความจริงนี่นา"
"เฮ้อ... ปวดหัวเลยว่ะ"
"พี่จะมาปวดหัวอะไรหนูสิต้องเป็นคนปวดหัว หนูเป็นคนอุ้มท้องนะไม่ใช่พี่สักหน่อย"
หญิงสาวสะบัดหน้าใส่ชายหนุ่มด้วยความไม่พอใจ หน้าทำตาเหมือนคนเครียดหนักมันคงจะเป็นเธอมากกว่าที่ต้องมีสภาพแบบนั้นไม่ใช่เขา...
เจอริคถึงกับพูดไม่ออกแล้วก็เถียงไม่ได้เพราะถ้าพูดกันตามหลักความจริงแล้วคนที่เสียหายน่าจะเป็นฝ่ายหญิงมากกว่าเขาจริงแหละ อีกอย่างเขาเป็นคนลากเธอเข้าห้องเองไม่ใช่เธอวางยาซะหน่อย ถ้าพูดกันตามหลักความเป็นจริงคนที่ควรเครียดน่าจะเป็นเธอนั่นแหละ...
