บทที่ 7 "ชีวิตทาส"

“ฮึกฮือออ” สายน้ำวิ่งผมกระเซอะกระเซิง น้ำหูน้ำตาไหลพรากออกมาจากเรือนใหญ่เหมือนเด็กหลงทางที่หมดหนทางพึ่งพา ฝีเท้าเล็ก ๆ วิ่งมาจนสุดลานกองไฟเบื้องหน้าเพิงกระท่อม ร่างสั่น ๆ ของเขาเต็มไปด้วยความตกใจและ

สิ้นหวัง เมื่อเห็นชายฉกรรจ์หลายคนนั่งล้อมวงอยู่เขาก็รีบพุ่งเข้าไปหา พร้อมกับป้ายน้ำตาลวก ๆ บนใบหน้าออก

เมื่อครู่สายน้ำกลัวเสือลักษมณ์จนแทบหายใจไม่ออก กลัวว่าถ้าอีกฝ่าย

ไม่ยอมปล่อย เขาจะต้องตกเป็นของผู้ชายคนนั้นจริง ๆ ความรู้สึกเหมือนตายทั้งเป็นยังไม่ทันจางหาย ก็ต้องวิ่งหัวซุกหัวซุนมาอาศัยกับคนแปลกหน้าอย่างหมดทางเลือก

“นี่ใช่บ้านพักคนงานไหมจ๊ะ” เสียงแหบพร่าเอ่ยถาม มือเรียวจับชายเสื้อตัวเองด้วยความหวาดกลัวและประหม่า สายตาคู่สวยมองไปที่ชายฉกรรจ์ตรงหน้าสามคนด้วยแววตาสั่นระริก

“ใช่ เอ็งเป็นใคร” หนึ่งในคนงานถามเสียงขรึม ใบหน้าคร้ามแดดมองมาอย่างจับผิด

“ฉะฉันชื่อสายน้ำจ้ะ เป็นคนงานคนใหม่” สายน้ำตอบคำถามเสียงสั่น ยอบตัวเล็กน้อยตามสัญชาตญาณหวาดกลัว พลางรีบแนะนำตัวอย่างสุภาพปนสั่น

“ทาสที่เสือลักษมณ์ไปประมูลตัวมาใช่ไหม” คำว่า ‘ทาส’ เหมือนมีดเฉือนใจเบา ๆ ราวกับตอกย้ำให้รู้ดีว่าเขาอยู่ในสถานะไหน

“จ้ะ” สายน้ำตอบเสียงแผ่ว ตาก็หลบ ไม่กล้าสบตาใครสักคน

“เอ่อ งั้นก็พักอยู่ด้วยกันนี่แหละ นู่น กระท่อมท้ายสุดว่างอยู่หลังหนึ่ง” คนงานชี้นิ้วไปยังกระท่อมหลังน้อยที่อยู่ไม่ไกล สายน้ำมองตามก็พบว่ามันหลังเล็กจริง ๆ ซึ่งก็พออยู่ได้สำหรับคนสองคน

“ขอบคุณจ้ะ” เสียงของสายน้ำยังคงมีความระแวง แต่ก็อดโล่งใจไม่ได้ที่อีกฝ่ายไม่รังเกียจ

“นั่งลงแล้วกินข้าวก่อน” คำพูดธรรมดาแต่กลับทำให้เขารู้สึกเหมือนได้กลับมาเป็นคนอีกครั้ง

“ขอบคุณจ้ะ” สายน้ำนั่งลงข้าง ๆ กลุ่มคนงาน มือยังสั่นน้อย ๆ แต่พยายามเก็บมันไว้ใต้รอยยิ้มฝืน หนึ่งในคนงานยื่นห่อข้าวที่ยังไม่ได้ถูกแกะมาให้ สายน้ำรับมาด้วยรอยยิ้ม

“ว่าแต่ทำไมมึงถึงวิ่งออกมาจากบ้านเสือลักษมณ์แบบนั้นวะ” เสียงถาม

จี้ใจเข้าโดยไม่ทันให้ตั้งตัว

“เอ่อ...” สายน้ำอึกอัก ไม่มีแรงจะพูดมันออกมา

“อย่าบอกนะว่ามึงคือเมียใหม่ที่เสือลักษมณ์ประมูลมาจากโรงค้าทาส!” คำพูดนั้นฟาดใส่เหมือนโดนตบหน้ากลางวง สายน้ำหน้าเจื่อน ไม่รู้ว่าควรจะตอบคำถามยังไง แต่ถ้าบอกว่าใช่ก็จะถูกปฏิบัติตัวอีกแบบ แต่ถ้าบอกไม่ใช่ เขาจะโดนรังแกอีกไหม

“เฮ้อ จะว่าใช่ก็ใช่จ้ะ แต่ฉันไม่ยอมเลยโดนตะเพิดออกมา” คนตัวเล็กถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เขาก้มหน้านิ่ง น้ำเสียงเศร้าปนเจ็บ

“มึงเนี่ยนะ ยอมเป็นเมียเสือลักษมณ์ไปก็จบ มึงจะได้สบาย” อีกคนพูดง่าย ๆ ราวกับมันคือทางออกของชีวิต แต่ใครจะเข้าใจความกลัวในอกของสายน้ำเขาไม่อยากเป็นเมียของใคร แต่ถ้าจะต้องเป็นเมียใครสักคนมันก็ควรเกิดจากความรักไม่ใช่ฝืนใจ

“ไม่เอาหรอกจ้ะ ฉันขอตัวก่อนนะจ๊ะ” เสียงหวานนุ่มกลับมาอีกครั้ง แต่ในใจเหมือนแบกก้อนหินไว้บนอก สายน้ำลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สองมือยังจับห่อข้าวไว้แน่น

“อืม ไปเถอะ เอานี่ไปด้วยมันมืด” อีกฝ่ายยื่นตะเกียงน้ำมันมาให้ พลางพยักหน้าเบา ๆ อย่างเห็นใจ

“ขอบใจจ้ะ” สายน้ำยกมือรับอย่างเกรงใจ แต่ก็รู้สึกอุ่นวาบในใจที่ยังมีคนมองเห็นเขาในฐานะมนุษย์

สายน้ำเดินลัดเลาะไปตามทางเดินเล็ก ๆ มุ่งหน้าสู่กระท่อมท้ายแถว เสียงฝีเท้าเบา ๆ สะท้อนในความเงียบ โชคดีที่มีตะเกียงในมือ ไม่อย่างนั้นคงเดินหลงจนร้องไห้อีกรอบแน่ กึก! เท้าเล็กหยุดชะงักกะทันหัน กลางเงามืดมีเงาร่างสูงใหญ่ยืนพิงอยู่ตรงระเบียงกระท่อม เส้นเลือดในอกเต้นตุบ ๆ อย่างบ้าคลั่ง เขาไม่แน่ใจว่าตัวเองกลัวหรือแค่จินตนาการไปเอง

“หรือว่าจะเป็นเสือลักษมณ์!” ดวงตากลมเบิกกว้าง ความคิดพล่านไปทั่ว ปั่นป่วนไปทั่วท้อง

อย่าบอกนะว่าตามเขามาถึงที่นี่ เพราะยังไม่ล้มเลิกที่จะเอาเขาไปเป็นเมีย! เสียงในหัวตะโกน ไม่ใช่เพราะโกรธ แต่เพราะกลัวจนแทบจะกรีดร้องออกมา สายน้ำผงะถอยหลัง แต่ยังไม่ทันได้พ้นระยะ เงานั่นก็เปล่งเสียงออกมา

“สายน้ำ!” เสียงนั้นคุ้นหูจนร่างเล็กชะงัก

“...” เขากลั้นหายใจ จับตะเกียงแน่นจนมือเย็นเฉียบ

“สายน้ำ!” เสียงย้ำชัดเจนอีกครั้ง

“สะเสือลักษมณ์เหรอจ๊ะ” เสียงที่เปล่งออกมาจากสายน้ำเบาเหมือนกระซิบอย่างหวาด ๆ ถ้าเป็นเสือลักษมณ์คราวนี้เขาจะหนีไปที่ไหนได้ล่ะ!

“กูเอง” เสียงห้วนต่ำกระแทกใจ

“จ้ะ ใครเหรอจ๊ะ” สายน้ำถามอีกครั้ง เสียงอีกฝ่ายคุ้นหูอย่างที่เคยได้ยินมาก่อน

“ดำ”

“นะน้าดำเหรอ” สายน้ำถามเสียงสั่น น้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความดีใจ สายตาเริ่มมีประกายทันทีที่ได้ยินคำตอบ สายน้ำก้าวพรวดเข้าไปหาเงานั้นทันที เขายื่นตะเกียงขึ้นส่องให้เห็นชัด ๆ ว่าใช่คนที่คิดไว้หรือไม่

ทว่าแสงไฟสว่างวาบขึ้นในเสี้ยววินาทีนั้นเอง สายน้ำก็ผงะถอยกรูดอย่างอัตโนมัติ ดวงตาเบิกกว้าง มือสั่นระริก ริมฝีปากเล็กพึมพำออกมาเบา ๆ

“มะไม่ใช่น้าดำนี่” มือเรียวจับริมฝีปากตัวเองด้วยความประหม่า ผู้ชายตรงหน้าบอกว่าเป็นน้าดำ แต่ที่สายน้ำเห็นมันไม่ใช่

เบื้องหน้าคือชายหนุ่มร่างสูง รูปร่างกำยำ ผิวคร้ามแดดเป็นสีแทน เปลือยเปล่าท่อนอก เผยให้เห็นรอยสักยันต์และอักขระ ใบหน้าคมคายได้รูป เส้นผมเป็นสีเรือนทอง

ดูยังไงก็ไม่ใช่น้าดำ! ว่าแต่เป็นใครกัน! ทำไมถึงรู้จักเขา

“คะคุณเป็นใคร คุณไม่ใช่น้าดำนี่” ดำที่สายน้ำรู้จักจะตัวมอมแมมปอน ๆ กว่านี้ แถมน้าดำยังไว้หนวดเครา แต่ชายตรงหน้านั้นไม่ใช่ เขาดูสะอาดกว่าน้าดำหลายเท่า

“มองดี ๆ” สายน้ำจ้องมองอีกฝ่ายอีกครั้ง พอเขาลองมองดีดีอีกฝ่ายก็มีเค้าของดำอยู่บ้าง เพียงเล็กน้อย

“จำไม่ได้อีก ลืมไปแล้วหรือไงว่าใครที่พามึงปีนลูกกรง ใครที่ให้ข้าวแตนมึง ใครที่เล่าเรื่องเสือลักษมณ์ให้มึงฟัง”

สายน้ำได้ยินเบิกตากว้างด้วยความตกใจปนดีใจ ก่อนจะโผเข้ากอดอีกฝ่ายจนตัวเองจมมิดไปกับแผงอกแกร่ง

“น้าดำจริง ๆ ด้วย สายน้ำนึกว่าจะไม่ได้เจอน้าอีกแล้ว” สายน้ำพูดพลางร้องไห้โฮด้วยความดีใจ อย่างน้อยต่อไปนี้เขาจะได้มีเพื่อนสักที

ดำกอดปลอบสายน้ำเบา ๆ พลางลูบหัวทุยอย่างอ่อนโยน

“เลิกเรียกกูว่าน้าได้แล้ว กูแก่กว่ามึงแค่รอบเดียวเอง”

“จ้ะ พี่ดำ สายน้ำจะเรียกพี่ว่าพี่ดำ”

“ดี ดีมาก” พูดจบมือหนาก็จูงมือคนตัวเล็กขึ้นไปบนกระท่อม โดยที่ไม่ทันรู้ตัวเลยว่ากำลังมีสายตาคู่หนึ่งจ้องมายังพวกเขาในความมืดอย่างไม่สบอารมณ์

เสือลักษมณ์เห็นท่าทีที่สายน้ำมีต่อเสือดำก็พาลทำให้เขาไม่ชอบใจ มือหนากำหมัดแน่นด้วยความโกรธ

“ฝากไว้ก่อนเถอะไอ้ดำ”

ดำพาสายน้ำเข้ามาในกระท่อมเงียบ ๆ โดยไม่ได้พูดอะไร เขาจุดตะเกียงภายในกระท่อมด้วยไฟแช็กเก่า ๆ ที่พกติดตัว แสงไฟสีส้มอ่อนจากตะเกียงค่อย ๆ แผ่ขยายไปทั่วห้องโล่ง ๆ ไม่มีเฟอร์นิเชอร์ มีเพียงฟูกกับหมอนบาง ๆ ที่ถูกวางเอาไว้กลางห้องอย่างเรียบง่าย สองร่างนั่งอยู่บนพื้นไม้ไผ่ผ่าซีก เสียงลมลอดผ่านช่องไม้ทำให้กระท่อมดูอ้างว้างขึ้นอีกเป็นเท่าตัว สายน้ำเหลือบมองชายหนุ่มตรงหน้า

“ว่าแต่พี่ดำก็ถูกประมูลตัวมาเหรอจ๊ะ” เขาถามเสียงเบา แอบมองใบหน้าดำอย่างเกรงใจแต่เต็มไปด้วยความสงสัย

“ไม่ใช่หรอก กูก็เป็นเสืออย่างไอ้ลักษมณ์มันนั่นแหละ แต่กูไม่ใช่ลูกน้องมันนะ” น้ำเสียงของดำเรียบเฉย พร้อมกับบอกว่าตัวเองไม่ใช่ลูกน้องของเสือลักษมณ์ ให้ตายยังไงเขาก็ไม่ยอมเป็นลูกน้องคนอย่างมันแน่

สายน้ำกะพริบตาปริบ ๆ อย่างไม่เข้าใจ

“เอ๊ะ หมายความว่ายังไงเหรอจ๊ะ” เขาเอียงคอมอง ดวงตากลมโตกะพริบอย่างสับสน ปากเล็กขยับถามด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ

“กูเป็นลูกพ่อใหญ่คราม คนที่ชุบเลี้ยงไอ้ลักษมณ์มัน” คำตอบของดำฟังดูขมขื่นเล็กน้อย แต่เขาไม่ได้แสดงออกชัดเจน สีหน้ากลับนิ่งเกินคาด

“แล้วทำไมพี่ดำถึงไม่ได้เป็นหัวหน้าชุมเสือจ๊ะ” คำถามของสายน้ำไม่ได้มีเจตนาอยากล้วงลึก เพียงแค่อยากเข้าใจในความซับซ้อนที่กำลังค่อย ๆ เผยออกมา

“กูไม่อยากเป็น อีกอย่างพ่อกูรักไอ้ลักษมณ์มากกว่ากูอีก ถึงได้ส่งกูไปสืบข่าวในโรงค้าทาสไง” คำพูดนั้นฟังเหมือนพูดลอย ๆ แต่แววตาดำกลับหม่นแสงลงนิดหนึ่งไม่ใช่เพราะความโกรธ แต่เป็นเศษเสี้ยวของความเสียใจที่ยังฝังอยู่ในใจ

“อ่า ฉันเข้าใจแล้วจ้ะ” สายน้ำตอบเบา ๆ พลางพยักหน้า เขาไม่ได้เข้าใจทุกอย่างหรอก แค่รู้ว่าอีกฝ่ายเจ็บปวด คนตัวเล็กก็ไม่กล้าถามต่อแล้ว

หลังจากนั้นทั้งคู่ก็พูดคุยกันต่อในแสงไฟสลัว เสียงหัวเราะบางเบาแทรกอยู่ในบทสนทนาเหมือนคนที่ไม่เคยได้หัวเราะมานาน ต่างฝ่ายต่างเปิดใจให้กันมากขึ้นทีละน้อย โดยไม่รู้ตัว กระทั่งเวลาล่วงเลยเกือบตีหนึ่ง ดำจึงลุกขึ้นบอกลา

“กูกลับละ ดึกแล้ว” เขาพูดเพียงสั้น ๆ ก่อนจะเดินจากไป

สายน้ำใช้เวลาที่เหลือจัดฟูกนอนอย่างเงียบ ๆ เขานั่งมองเปลวไฟที่ค่อย ๆ กะพริบในตะเกียงอยู่นาน ก่อนจะเอนตัวลงนอนใต้ผ้าห่มผืนบาง แม้ภายในกระท่อมจะเงียบสงัด แต่หัวใจของเขากลับยังไม่ยอมนิ่งตาม ยังเต้นเบา ๆ หวนให้คิดถึงใบหน้าคนที่เกือบจะทำร้ายเขาและทำให้เขาหวาดกลัว

‘คุณลักษมณ์จะโกรธเราไหมนะ’

“เฮ้ย พวกมึงมารวมตัวกันตรงนี้!” เสียงตะโกนดังขึ้นลั่นลานเช้าตรู่ คนงานแต่ละคนทยอยเดินมารวมตัวกันบริเวณลานกองไฟหน้าชุมเสือ

สายน้ำเพิ่งตื่นไม่นาน ยังปัดผมที่ปรกหน้าด้วยปลายนิ้ว ขณะยืนอยู่ท้ายแถว เขาฝืนยิ้มบาง ๆ ให้ใครต่อใครที่เหลือบตามองมา แต่สายตาเหล่านั้นไม่ได้อ่อนโยนเสียเท่าไร มีทั้งแปลกแยก ระแวง และรำคาญปนอยู่ใน ทำเอาหัวใจดวงเล็กของเขาหดลีบไปถนัด

“อะ!” แรงกระแทกจากด้านหลังทำให้ร่างเล็กเซไปข้างหน้าเกือบหน้าทิ่ม โชคดีที่มีมือหนึ่งคว้าแขนเขาเอาไว้ได้ทัน เขาหันขวับไปมองด้วยความตกใจ ก่อนจะเห็นใบหน้าคมเข้มของชายหนุ่มผู้หนึ่งยืนอยู่ข้างกาย เป็นดำ

‘เฮ้อโล่งอกไปที นึกว่าเป็นเสือลักษมณ์เสียอีก’

“ทำหน้าอย่างกับเห็นผี” ดำหัวเราะในลำคอ มุมปากกระตุกขึ้นนิด ๆ ก่อนจะเดินมาต่อแถวข้างกายสายน้ำ

“ก็ฉันตกใจนี่จ้ะ” สายน้ำว่าเสียงแผ่ว พลางยกมือลูบอกตัวเองเบา ๆ ดวงตากลมมองเลยแถวคนงานไปยังเรือนใหญ่ ก่อนจะชะงักกึกในเสี้ยววินาที

ร่างสูงใหญ่ของเสือลักษมณ์เดินลงจากเรือนมาอย่างสง่างาม ท่ามกลางเสียงพูดคุยเบา ๆ รอบข้าง แต่สิ่งที่ทำให้สายตาสายน้ำหยุดนิ่งกลับไม่ใช่เขาเพียงคนเดียว หากเป็นหญิงสาวสามคนที่เดินตามมาด้านหลัง

แววตาสองคู่สบกันตรง ๆ เสือลักษมณ์จ้องเขาครู่หนึ่งอย่างไร้อารมณ์ ก่อนจะเบือนหน้าหนีราวกับไม่เคยรู้จักกัน ทำเอาหัวใจคนตัวเล็กกระตุกวูบเหมือนถูกบีบ สายน้ำเม้มริมฝีปากแน่นก่อนจะเบี่ยงสายตามองหญิงสาวที่เดินตามเสือลักษมณ์ พวกเธอสวยจนคนธรรมดาอย่างเขาเทียบไม่ติด

คนแรกนุ่งผ้าซิ่นแพรทัดดอกไม้ เธองามราวกับนางไม้ในนิยาย คนถัดมาสวมเดรสลายดอกสีแดงขาว ผมลอนสวยประดับด้วยที่คาดผมแดงสดราวกับนางเอกละคร ส่วนคนสุดท้ายมาในชุดเดรสสีขาวเรียบ ดูเรียบร้อยน่าทะนุถนอม พวกเธอไม่ใช่คนธรรมดาแน่

สายน้ำกะพริบตาปริบ ๆ ก่อนจะเขยิบเข้าไปกระซิบถามดำด้วยน้ำเสียงเบาแผ่ว

“พวกเธอเป็นใครเหรอจ๊ะ” คำถามนั้นมาพร้อมความอึดอัดที่ซุกอยู่ในอก

“เมียไอ้ลักษมณ์น่ะ” ดำตอบหน้าตาย

“...” สายน้ำชะงัก อ้าปากค้าง

“นี่เสือลักษมณ์มีเมียถึงสามคนเลยเหรอ!” เขาหลุดถามอย่างเหลือเชื่อ ใจเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะ ราวกับไม่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองได้ยิน

“ไม่ใช่” ดำตอบห้วน ๆ สายน้ำถอนหายใจออกมา โล่งอกทันทีที่ได้ยิน แต่ยังไม่ทันจะคลายกังวลดี ดำก็พูดต่อด้วยน้ำเสียงนิ่งเฉยเหมือนเล่าเรื่องธรรมดา

“ไม่ได้มีสามคน มีห้าคน”

“...” โลกทั้งใบเหมือนหยุดหมุนไปชั่วขณะ สายน้ำอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกกว้างราวกับถูกฟ้าผ่ากลางวันแสก ๆ นี่สินะที่เขาลือกันว่าเสือลักษมณ์เป็นขุนแผนร้อยเมียดี ๆ นี่เอง!

“แต่ถ้ามึงยอมเป็นเมียมันอีกคน มันก็มีเมียหกคน” ดำหันมายักคิ้วให้ คนฟังถึงกับส่ายหน้าระรัว

“ไม่เอาหรอกจ้ะ!”

“แล้วอีกสองคนล่ะจ๊ะ” สายน้ำถามพลางขมวดคิ้ว รู้สึกอยากรู้อยากเห็นแม้จะไม่ควรรู้ เขายังไม่เห็นเมียเสือลักษมณ์อีกสองคนเลยนี่นา จะสวยขนาดไหนกันหนอ...

“ไม่รู้” ดำตอบสั้น ๆ พร้อมยักไหล่เหมือนไม่ใส่ใจ ทว่าทันใดนั้น แววตาคมก็เหลือบไปเห็นใครบางคนที่กำลังเดินเข้ามา

ชายหนุ่มผู้มีใบหน้าละม้ายกับเสือลักษมณ์อย่างน่าประหลาด เพียงแค่ตัวเล็กกว่าเล็กน้อย และมีบรรยากาศรอบตัวที่เย็นเฉียบกว่า อีกฝ่ายเดินเข้ามาอย่างเงียบ ๆ มาหยุดอยู่ตรงหน้าดำกับสายน้ำโดยที่ยังไม่เอ่ยคำใด แต่แววตานั้นชัดเจน เขาใช้ภาษามือถามดำด้วยแววตาไม่พอใจ

[มึงมาทำอะไรตรงนี้ ไอ้ดำ]

ดำไม่ตอบ เขาเพียงยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย แล้วเอ่ยแนะนำชายตรงหน้าให้กับสายน้ำ

“ไอ้นี่มันชื่อราม น้องชายของไอ้ลักษมณ์ คนเรียกมันว่าเสือใบ้ เพราะมันเป็นใบ้” คำพูดของดำเหมือนไม่มีอะไร แต่จังหวะการยิ้มและเสียงที่ลากช้ากลับทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไปนิดหนึ่ง เขายกมือขึ้นตบบ่าของเสือใบ้อย่างสนิทสนม ก่อนจะพูดประโยคที่ฟังดูธรรมดาแต่กลับชวนให้รู้สึกแปลก ๆ

“กูกับมันเป็นเพื่อนรักกัน รักกันมากเลยล่ะ” แววตาของเสือรามจ้องกลับมาอย่างเย็นชา ทว่าในแววตานั้นมีทั้งการท้าทายและหงุดหงิดบางอย่างซ่อนอยู่ สายน้ำยืนฟังอยู่ด้านข้าง แม้จะไม่ได้เข้าใจอะไรมากนัก แต่ความรู้สึกมันตะโกนกู่ร้องในใจ

นี่มันเพื่อนรักบ้าอะไร! นี่มันศัตรูกันชัด ๆ!

บทก่อนหน้า
บทถัดไป