บทที่ 7 ความบังเอิญ(1)

“แม่คุณขายหมึกย่างเหรอ?”

จู่ ๆ ธีรณัฐก็ถามขึ้นเพื่อทำลายความเงียบ เมื่อเขาเหลือบตาไปมองคนตัวกลมที่แทบจะเอาตัวซุกกับประตูรถ จึงรู้ได้ทันทีว่าเจ้าตัวน่าจะเกร็งที่ต้องนั่งรถมากับเจ้านายสองคน

“ค่ะ ตอนแรกว่าจะทำเป็นอาชีพเสริม ไป ๆ มา ๆ ก็ขายดีจนกลายมาเป็นอาชีพหลัก มีนักรีวิวกับอินฟลูเอนเซอร์มาถ่ายทำหลายรายการแล้วนะคะ เพราะน้ำจิ้มของแม่ฟาเลิศอย่าบอกใครเลยล่ะ”

พอพูดถึงเรื่องกิน กลายเป็นว่าบรรยากาศในรถเริ่มผ่อนคลายขึ้น ชายหนุ่มจึงเข้าใจแล้วว่าทำไมเธอถึงเลือกทำงานกับที่บริษัทเขา

เรื่องการทำอาหารไม่ใช่เรื่องยาก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องรักและใส่ใจจริง ๆ ถึงจะเข้าใจถึงรสชาติที่แท้จริง และตลอดชีวิตที่ผ่านมาเขาเห็นอยู่แค่คนเดียวที่ใส่ใจเรื่องนั้น นั่นก็คือแม่ของเขา ไม่อย่างนั้นบริษัทนี้คงไม่มาได้ไกลขนาดนี้หรอก

“เห็นคุณพูดถึงแม่บ่อย ๆ คราวหลังผมอยากลองไปชิมฝีมือผัดกะเพราที่ท่านทำดูบ้าง คุณคงไม่ว่าอะไรใช่ไหม”

“ท่านประธานไม่ติดใช่ไหมคะ?”

“ไม่ติด? หมายถึงอะไร...” คิ้วเข้มย่นเข้าหากันไม่เข้าใจความหมายคำนี้สักเท่าไร

“หมายถึงฝีมือบ้าน ๆ แล้วก็ถ้าไปที่บ้านฟามันหลังเล็กจนคิดว่าคนอย่างท่านประธานคงไม่...”

“ผมไม่ได้เป็นคนเจ้ายศเจ้าอย่าง ก็แค่คนธรรมดาที่มีหัวโขนคือเป็นนายจ้างพวกคุณก็เท่านั้น อีกอย่างผมก็แค่อยากไปชิมดูว่ามันรสชาติต่างจากที่เราไปกินมาวันนี้ไหม”

ชายหนุ่มบอกเหตุผลเรียบง่าย ก่อนจะหันกลับไปมองถนนเบื้องหน้าต่อ เธอจ้องมองใบหน้าหล่อ แล้วรู้สึกดีมากขึ้นกว่าเดิม

“จอดส่งฟาตรงนี้ก็ได้ค่ะ ถ้าเข้าไปด้านในเกรงว่ารถจะติด ท่านประธานจะกลับลำบาก”

“ไม่เป็นไรหรอก ผมจะลงไปเดินดูอะไรด้วย แล้วอีกอย่างผมเคยบอกคุณหรือยังว่า หมึกย่างเป็นอาหารที่ผมชอบมากที่สุด”

“ไม่ได้บอกค่ะ”

“ถ้ารู้แบบนี้แล้ว ผมจะไปกินหมึกย่างร้านคุณได้หรือยัง”

“ดะ ... ได้ค่ะ”

เธอตอบน้ำเสียงตะกุกตะกัก ก่อนจะชี้นิ้วให้เขาเลี้ยวเข้าซอยที่มีรปภ.ยืนโบกอยู่ตรงถนนใต้สะพาน

ทางด้านอินตากำลังตั้งร้าน และแจกบัตรคิวให้กับลูกค้าหลายคนที่มารอซื้อตั้งแต่ตลาดเริ่มเปิด กระทั่งยื่นบัตรคิวให้กับชายสูงวัยที่อายุห่างกันไม่ไกลเท่าไ

“อ้าว คุณธีรนัย ไม่ได้มาหลายวันเลยนะคะ”

“ยังมาเรียกคง เรียกคุณอยู่อีก คนกันเองทั้งนั้น ฉันก็เป็นเพื่อนกับสามีเธอ เรียกซะเป็นทางการเลย”

“ก็มันไม่ชินปากนี่คะ ให้ฉันเรียกแบบนี้เถอะ” อินตาว่ากลั้วหัวเราะ

ธีรนัยเป็นเพื่อนสนิทของสามีเธอ ตั้งแต่สมัยเรียนมาด้วยกัน และมีช่วงหนึ่งที่เขาหายไปรู้เพียงแค่ว่างานยุ่งจากการก่อตั้งบริษัทอาหาร กว่าจะมาเจอกันได้อีก สามีเธอก็เสียชีวิตไปแล้ว

นับจากวันที่รู้ว่าอินตาเปิดร้านขายหมึกย่างที่นี่ ธีรนัยก็แวะมาซื้ออยู่เป็นประจำ และซื้อแต่ละครั้งก็เหมาเป็นเตา ๆ บอกว่าเอาไปฝากคนที่บ้าน

“แล้วแต่จะเรียกเลย วันนี้เอาเหมือนเดิมนะ เพิ่มหนวดหมึกสายให้ด้วย รอบที่แล้วเอาไป พวกแม่บ้านแย่งฉันกินหมด”

“ได้เลยจ้ะ แต่วันนี้รอหน่อยนะคะ ลูกค้าค่อนข้างเยอะ”

“ไม่เป็นไรรอได้ แล้วนี่เจ้าฟากับเจ้าซาหายไปไหนไม่มาช่วยเหรอ”

ธีรนัยเหลือบมองดูในร้านไม่เห็นหลานสองคนอยู่จึงถามหา เพราะปกติคนที่มาช่วยจะเป็นคนเล็ก นอกเสียจากว่าไม่ว่างถึงจะเป็นคนโตมาช่วยขาย

“ยัยซาติดเตรียมสอบค่ะ ส่วนยัยฟายังไม่มาเลยจ้ะ สงสัยวันนี้งานน่าจะยุ่ง”

อินตาตอบพลางหยิบหมึกย่างหลายไม้ขึ้นวางเรียงบนเตาถ่านย่าง ซึ่งมีไฟลุกแดง พอน้ำหมึกหยดลงทีควันก็โขมงไปทั่ว

เวลาผ่านไปพักใหญ่หมึกย่างที่ธีรนัยสั่งก็เสร็จเรียบร้อย เขาเอ่ยร่ำลาอินตา แล้วก็เดินออกจากร้านไปอีกทาง ซึ่งก็เป็นจังหวะที่ฟาริศากับธีรณัฐเดินเข้ามาจากอีกทาง

"แม่จ๋า ฟามาแล้วค่ะ”

เสียงแจ้วของหญิงสาวตะโกนตั้งแต่เท้ายังไม่ถึงหน้าร้าน อินตาหันกลับไปแล้วเท้าสะเอว แล้วส่ายหัว

“แหกปากมาแต่ไกล ความเป็นผู้หญิงไม่มีเอาเสียเลย มิน่าถึงไม่ได้ผัวกับเขาสักที”

“แม่! พูดอะไรแบบนั้นอายคนอื่นเขา”

ร่างอ้วนรีบเดินเข้าไปเกาะแขนทำสีหน้าเลิ่กลั่ก ทำเอาผู้เป็นมารดาถึงกับย่นคิ้ว ปกติก็แซวลูกสาวแบบนี้ ร้อยวันพันปีไม่เห็นพูดว่าอาย แต่พอมองเลยไปด้านหลังเห็นชายหนุ่มหน้าตาดี ทั้งสูง ทั้งขาวดูเป็นลูกผู้ดีก็เริ่มเข้าใจสถานการณ์

“แล้วนั่นใครล่ะ” พยักพเยิดหน้าไปยังด้านหลัง

“นี่คุณธีรณัฐค่ะ เป็นเจ้านายฟาเอง” เธอยิ้มไม่เต็มปาก อีกทั้งใบหน้ากลมนั้นก็ขึ้นสีเรื่อ ผู้เป็นแม่หรี่ตาลงอย่างรู้ทัน

“สวัสดีค่ะ มาส่งยัยฟาเหรอคะ”

“ครับ ผมเลยถือโอกาสมาชิมหมึกย่างด้วย หวังว่าผมไม่รบกวนเกินไปนะครับ” เขาว่าพร้อมกับเหลือบมองหน้าลูกค้าที่ต่อแถวยาวเยียด

“ได้ ๆ ไม่มีปัญหา แต่รอหน่อยนะคะ”

เขาพยักหน้ารับเล็กน้อย แล้วร่นถอยไปยืนดูอยู่ไม่ไกล และก็เห็นว่ามันเป็นจริงอย่างที่ฟาริดาบอก ว่าร้านของแม่เธอมีคนมาต่อคิวซื้อยาว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป