บทที่ 2 ตอนที่ 2 ท่านประธานคนนั้น(50%)
ตอนที่ 2
ท่านประธานคนนั้น
แสงแดดยามเช้าลอดผ่านผ้าม่านสีครีมเข้ามากระทบเปลือกตาของน้ำขิงอย่างแผ่วเบา
หญิงสาวขยับตัวเล็กน้อย ก่อนความเจ็บร้าวแปลก ๆ ทั่วร่างจะทำให้เธอนิ่วหน้า ดวงตากลมโตค่อย ๆ ลืมขึ้นอย่างเชื่องช้า เพดานสีขาวสะอาดตรงหน้าไม่ใช่เพดานห้องเช่าเก่า ๆ ของเธอ ไม่ใช่ห้องพักของแม่ในโรงพยาบาล และไม่ใช่ห้องของเพื่อนคนไหนทั้งนั้น กลิ่นน้ำหอมเย็นสะอาดปะปนกับกลิ่นผ้าปูที่นอนราคาแพงลอยอบอวลอยู่รอบตัว
หัวใจของน้ำขิงกระตุกวูบ เธอดีดตัวลุกขึ้นนั่งทันที ก่อนผ้าห่มสีขาวที่คลุมกายอยู่จะเลื่อนหล่นลงมาบนตัก หญิงสาวก้มมองตัวเองแล้วใบหน้าก็ซีดเผือด ความทรงจำเมื่อคืนกระแทกกลับเข้ามาทีละภาพเหมือนเศษแก้วคมกริบ งานเลี้ยงรุ่นพี่แก้วเครื่องดื่ม อาการเวียนหัว ผู้ชายแปลกหน้าที่พยายามพาเธอออกไป แล้วก็...ผู้ชายอีกคน
ผู้ชายตัวสูงในชุดสูทสีดำ ดวงตาเย็นจัด เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจที่สั่งให้คนคนนั้นปล่อยเธอ
หลังจากนั้นภาพทุกอย่างก็พร่าเลือน เหลือเพียงสัมผัสของอ้อมแขนอบอุ่น กลิ่นกายสะอาด และเสียงหัวใจของใครบางคนที่เต้นอยู่ใกล้มาก น้ำขิงยกมือขึ้นปิดปาก ริมฝีปากสั่นระริก
“ไม่จริง...”เสียงของเธอแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน
เธอพยายามหายใจเข้าออกช้า ๆ แต่ยิ่งพยายามสงบเท่าไร หัวใจก็ยิ่งเต้นแรงขึ้นเท่านั้น ดวงตากลมกวาดมองไปรอบห้อง ห้องสวีตหรูหรากว้างขวาง มีชุดผู้ชายพาดอยู่บนพนักเก้าอี้ กระเป๋าถือของเธอวางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงอย่างเรียบร้อย ข้าง ๆ กันมีแก้วน้ำ ยา และกระดาษโน้ตแผ่นหนึ่ง
น้ำขิงหยิบขึ้นมาอ่านด้วยมือสั่น ‘ถ้าตื่นแล้วไม่สบาย ให้โทรหาเบอร์นี้’ใต้ข้อความมีเบอร์โทรศัพท์มือถือเขียนไว้ด้วยลายมือหนักแน่น
ไม่มีชื่อ ไม่มีคำอธิบาย ไม่มีอะไรเลยที่บอกว่าเจ้าของโน้ตเป็นใคร
น้ำขิงกัดริมฝีปากแน่นจนเจ็บ เธอไม่รู้ว่าควรรู้สึกอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืน จะโกรธ จะกลัว จะเสียใจ หรือจะขอบคุณผู้ชายคนนั้นที่ช่วยเธอไว้จากคนเลว เธอจำได้เพียงว่าทุกอย่างเกิดขึ้นท่ามกลางความสับสน ร่างกายของเธอเหมือนไม่ใช่ของตัวเอง และเขา...เขาไม่ได้ปล่อยเธอไว้ตามลำพัง แต่ต่อให้คิดอย่างไร ความจริงก็ยังเป็นความจริง เมื่อคืนชีวิตของเธอเปลี่ยนไปแล้ว
หญิงสาวฝืนพาร่างอ่อนแรงลงจากเตียง รีบเก็บเสื้อผ้าที่วางพับไว้ข้างเตียงมาสวม มือเล็กสั่นจนติดกระดุมผิดหลายครั้ง น้ำตาเอ่อคลอแต่เธอบังคับไม่ให้มันไหล
วันนี้เธอต้องไปฝึกงานวันแรก เธอจะพลาดไม่ได้ เพราะการฝึกงานครั้งนี้คือทางเดียวที่เธอจะเรียนจบ และเมื่อเรียนจบ เธอจะได้หางานดี ๆ รักษาแม่ต่อไป
น้ำขิงสูดลมหายใจลึก คว้ากระเป๋า แล้วรีบออกจากห้องโดยไม่หันกลับไปมองเตียงหลังนั้นอีก เธอไม่รู้เลยว่า ทันทีที่ประตูห้องปิดลง ชายหนุ่มร่างสูงที่ยืนอยู่บริเวณโถงอีกด้านหนึ่งของห้องสวีตก็ค่อย ๆ หันกลับมา
ภูริช ยืนอยู่ในชุดเชิ้ตสีขาวปลดกระดุมคอหนึ่งเม็ด ใบหน้าหล่อคมสงบนิ่ง ทว่าดวงตาคมเข้มกลับทอดมองบานประตูด้วยความรู้สึกบางอย่างที่แม้แต่เจ้าตัวเองก็อธิบายไม่ได้
เขาเห็นเธอรีบหนีไป เหมือนลูกนกตื่นกลัว
ทั้งที่เมื่อคืนเธอเกาะแขนเขาไว้แน่นราวกับเขาเป็นที่พึ่งเดียวในโลก
ชายหนุ่มก้มมองกระดาษรายงานสั้น ๆ จากลูกน้องที่เพิ่งส่งมาให้
ชื่อ: พิชญา แก้วตา ชื่อเล่น: น้ำขิง อายุ: 21 ปี
นักศึกษาฝึกงาน คณะบริหารธุรกิจ เริ่มฝึกงานวันนี้ที่วัฒนากร กรุ๊ป มุมปากของภูริชขยับขึ้นเล็กน้อย
“น้ำขิง”เขาเอ่ยชื่อนั้นเบา ๆ ชื่อหวานเหมือนเจ้าตัว แต่แปลกเขากลับจำรสขมปนร้อนของชื่อเธอได้ชัดกว่าสิ่งใด
อาคารวัฒนากร กรุ๊ป ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางย่านธุรกิจ กระจกสูงระฟ้าสะท้อนแสงแดดยามเช้าจนดูสง่างามและเย็นชาในเวลาเดียวกัน น้ำขิงเงยหน้ามองตึกสูงตรงหน้าแล้วกลืนน้ำลายลงคอเบา ๆ เธอมาถึงก่อนเวลานัดเกือบครึ่งชั่วโมง แต่หัวใจก็ยังเต้นไม่เป็นจังหวะ ไม่ใช่เพราะตื่นเต้นกับการฝึกงานอย่างเดียวแต่เพราะภาพเหตุการณ์เมื่อคืนยังวนเวียนอยู่ในหัวไม่หยุด
“ขิง!”เสียงสดใสดังขึ้นจากด้านหลัง
น้ำขิงหันไปเห็นพาขวัญ เพื่อนสนิทในคณะ วิ่งเข้ามาหาพร้อมรอยยิ้มกว้าง พาขวัญเป็นคนร่าเริง พูดเก่ง และเป็นคนเดียวที่รู้ว่าน้ำขิงต้องทำงานหนักเพื่อดูแลแม่ แม้จะไม่รู้เรื่องเมื่อคืนก็ตาม
“หน้าซีดจัง ไม่สบายเหรอแก”
น้ำขิงรีบส่ายหน้า“เปล่า แค่...นอนไม่ค่อยหลับ”
“ตื่นเต้นอะดิ ฉันก็ตื่นเต้นเหมือนกัน นี่บริษัทใหญ่ระดับประเทศเลยนะ ถ้าได้งานที่นี่หลังเรียนจบ ชีวิตเปลี่ยนแน่”น้ำขิงสะอึกในใจ ชีวิตเธอเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ เพียงแต่ไม่ได้เปลี่ยนเพราะการฝึกงาน
“ไปกันเถอะ เดี๋ยวสาย”
พาขวัญจับมือน้ำขิงลากเข้าอาคาร ทันทีที่ก้าวเข้ามาด้านใน ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศและกลิ่นหอมสะอาดของล็อบบี้ก็โอบล้อมรอบตัว พนักงานแต่งกายเรียบร้อยเดินสวนกันอย่างเป็นระบบ ทุกคนดูมั่นใจ ดูเป็นมืออาชีพ จนน้ำขิงอดก้มมองชุดนักศึกษาของตัวเองไม่ได้ เธอดูเล็กมากในสถานที่แห่งนี้ เล็กจนแทบจะกลืนหายไปกับเงาของตึกสูงนักศึกษาฝึกงานทั้งหมดถูกรวบรวมไว้ในห้องประชุมชั้นสิบสอง เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลแจกป้ายชื่อและเอกสารแนะนำบริษัท ก่อนเริ่มบรรยายระเบียบการฝึกงาน น้ำขิงพยายามตั้งใจฟัง แม้สมองยังหนักอึ้งเหมือนมีหมอกปกคลุม
“วัฒนากร กรุ๊ปของเรา แบ่งธุรกิจหลักเป็นอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม และการลงทุนระหว่างประเทศ ปัจจุบันมีคุณภูริช วัฒนากรดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร” ชื่อที่ถูกเอ่ยขึ้นทำให้น้ำขิงเงยหน้าทันที
ภูริช ไม่รู้ทำไมชื่อเดียวกันนี้ถึงทำให้หัวใจเธอกระตุกอย่างรุนแรง เจ้าหน้าที่กดรีโมตเปลี่ยนสไลด์
ภาพชายหนุ่มในชุดสูทสีดำปรากฏขึ้นบนจอขนาดใหญ่ น้ำขิงชาวาบไปทั้งตัว อากาศในห้องเหมือนถูกสูบออกไปในพริบตา ใบหน้าหล่อคม ดวงตาเย็นชา จมูกโด่ง ริมฝีปากได้รูป และท่าทางสุขุมทรงอำนาจ
ผู้ชายในภาพ...คือผู้ชายเมื่อคืน คือคนที่ช่วยเธอไว้
คือคนที่เธอใช้เวลาทั้งคืนอยู่ด้วย และเขาคือประธานบริษัทที่เธอกำลังจะฝึกงาน
“ขิง แกเป็นอะไร”
พาขวัญกระซิบถามเมื่อเห็นเพื่อนหน้าซีดลงกว่าเดิม
น้ำขิงกำมือแน่นใต้โต๊ะ“ไม่...ไม่เป็นไร”แต่เสียงของเธอสั่นจนตัวเองยังได้ยิน ทำไมโลกถึงเล่นตลกกับเธอแบบนี้ ทำไมผู้ชายคนนั้นต้องเป็นเขา ทำไมต้องเป็นท่านประธานของบริษัทนี้
น้ำขิงพยายามบอกตัวเองว่าเขาคงจำเธอไม่ได้ หรือถ้าจำได้ เขาก็คงไม่สนใจเด็กฝึกงานธรรมดาคนหนึ่ง ผู้ชายระดับนั้นคงมีผู้หญิงมากมายผ่านเข้ามาในชีวิต เหตุการณ์เมื่อคืนอาจเป็นเพียงเรื่องผิดพลาดที่เขาลืมได้ง่าย ๆ แต่หัวใจเธอกลับไม่เชื่อเช่นนั้น
หลังการปฐมนิเทศ นักศึกษาฝึกงานถูกแยกไปตามแผนก น้ำขิงได้รับมอบหมายให้ไปฝ่ายบริหารโครงการตามเอกสารเดิม เธอเริ่มโล่งใจ เพราะฝ่ายนั้นอยู่คนละชั้นกับผู้บริหารระดับสูง อย่างน้อยเธอก็ไม่ต้องเจอเขา อย่างน้อยวันนี้เธออาจผ่านไปได้โดยไม่พัง
ทว่าเพียงไม่ถึงสิบนาทีหลังจากเธอเดินเข้ามาในแผนก เสียงรองเท้าหนังหลายคู่ก็ดังขึ้นจากทางเดิน พนักงานทุกคนที่กำลังทำงานอยู่ลุกขึ้นยืนพร้อมกันอย่างพร้อมเพรียง บรรยากาศเปลี่ยนไปทันที
จากผ่อนคลายกลายเป็นเคร่งเครียด
น้ำขิงที่ยังไม่ทันนั่งประจำโต๊ะเงยหน้าขึ้นอย่างงุนงง แล้วหัวใจของเธอก็หยุดเต้นไปชั่วขณะ
ภูริช เดินเข้ามา ตัวจริงของเขาดูสูงกว่าในภาพถ่ายเสียอีก ชุดสูทสีเข้มตัดเย็บอย่างประณีตทำให้รูปร่างสูงใหญ่ดูสง่างาม ใบหน้าหล่อคมไร้รอยยิ้ม ดวงตาคมกริบกวาดมองไปทั่วแผนกราวกับสามารถมองทะลุทุกความคิดของคนในห้องได้
เขาเดินมาพร้อมธันวา รองประธานบริษัทและเพื่อนสนิท รวมถึงผู้จัดการฝ่ายอีกหลายคน ทุกคนก้มศีรษะให้เขา
“สวัสดีค่ะ/ครับ ท่านประธาน”
น้ำขิงยืนแข็งทื่อ ปลายนิ้วเย็นเฉียบ เธออยากหายตัวไปจากตรงนี้แต่ยิ่งอยากหลบ สายตาคมเข้มของภูริชกลับยิ่งหยุดลงที่เธอพอดี เขาจำเธอได้
ไม่ต้องมีคำพูดใด ๆ น้ำขิงก็รู้เพราะดวงตาคู่นั้นไม่มีความแปลกใจเลยแม้แต่น้อย มีเพียงความนิ่งลึกที่ทำให้เธอหายใจไม่ทั่วท้อง
“นักศึกษาฝึกงานปีนี้มีทั้งหมดกี่คน” ภูริชถามเสียงเรียบ
ผู้จัดการฝ่ายรีบตอบ “สิบสองคนครับ แยกตามแผนกเรียบร้อยแล้วครับ”
“ใครเป็นคนจัดตำแหน่ง”
“ฝ่ายบุคคลครับ”
ภูริชปรายตามองเอกสารในมือธันวา ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ไม่เปิดโอกาสให้ใครคัดค้าน
“พิชญา แก้วตา”น้ำขิงสะดุ้งเมื่อได้ยินชื่อตัวเอง ทุกสายตาในแผนกหันมามองเธอเป็นตาเดียว
หญิงสาวก้าวออกมาช้า ๆ
“ค่ะ”
“ตั้งแต่วันนี้ เธอขึ้นไปช่วยงานที่ชั้นผู้บริหาร”
ความเงียบตกลงกลางแผนกทันที แม้แต่พาขวัญที่ยืนอยู่ไม่ไกลยังเบิกตากว้าง น้ำขิงเงยหน้ามองเขาอย่างตกใจ
“แต่...หนูได้รับมอบหมายให้อยู่ฝ่ายบริหารโครงการค่ะ”
“ฉันเปลี่ยนแล้ว”คำพูดสั้น ราบเรียบ และเด็ดขาด
“ท่านประธานคะ หนูเพิ่งเริ่มฝึกงานวันแรก ยังไม่มีประสบการณ์พอจะขึ้นไปช่วยงานผู้บริหารหรอกค่ะ”
เธอพยายามพูดให้สุภาพที่สุด แม้ในอกจะสั่นไหวจนแทบควบคุมไม่อยู่
ภูริชก้าวเข้ามาใกล้หนึ่งก้าว กลิ่นน้ำหอม อ่อน ๆ แบบเดียวกับเมื่อคืนลอยมากระทบปลายจมูกน้ำขิงแทบกลั้นหายใจ
“ไม่มีประสบการณ์ก็เรียนรู้”
“แต่...”
“หรือเธอมีเหตุผลอื่นที่ไม่อยากขึ้นไป”ประโยคนั้นทำให้ใบหน้าของน้ำขิงร้อนผ่าว
เขาจงใจพูดเหมือนรู้ว่าเธอกลัวอะไร หญิงสาวกำมือแน่น“ไม่มีค่ะ”
“ดี”
ภูริชหันไปสั่งผู้จัดการฝ่าย“ส่งเอกสารประวัติฝึกงานของเธอขึ้นไปให้เลขาผม ภายในสิบนาที”
“ครับ ท่านประธาน”พูดจบเขาก็หมุนตัวเดินออกไป ราวกับสิ่งที่เพิ่งประกาศไม่ใช่เรื่องใหญ่
ทว่าสำหรับน้ำขิง มันคือภัยพิบัติ เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้นทันทีที่แผ่นหลังของภูริชลับสายตา
“ทำไมท่านประธานเลือกเด็กฝึกงานคนนั้น”
“รู้จักกันมาก่อนหรือเปล่า”
“หน้าตาก็สวยอยู่นะ ไม่แปลกหรอก”
“มาแค่วันแรกก็ได้ขึ้นชั้นผู้บริหารเลยเหรอ”
ถ้อยคำเหล่านั้นเหมือนเข็มเล็ก ๆ ทิ่มแทงผิวใจน้ำขิงทีละเล่ม เธออยากอธิบายว่าไม่ใช่ เธอไม่ได้อยากได้สิทธิพิเศษ เธอไม่ได้อยากใกล้เขา เธออยากอยู่ เงียบ ๆ ทำงานให้ครบชั่วโมงฝึกงาน แล้วกลับไปใช้ชีวิตของตัวเองเท่านั้น แต่ไม่มีใครฟัง
พาขวัญรีบเดินมาจับแขนเธอ“ขิง แกรู้จักท่านประธานเหรอ”
น้ำขิงนิ่งไป คำถามนั้นแทงใจยิ่งกว่าคำซุบซิบของคนอื่น เธอควรตอบว่าอะไร รู้จักหรือไม่รู้จัก ถ้าบอกว่าไม่รู้จัก ภาพเมื่อคืนก็ยังตามหลอกหลอนเธอ
แต่ถ้าบอกว่ารู้จัก เธอก็ไม่รู้จักเขาจริง ๆ แม้แต่ชื่อเขา เธอเพิ่งรู้จากสไลด์เมื่อไม่กี่นาทีก่อน
“ไม่รู้จัก” เธอตอบเสียงเบา
พาขวัญมองอย่างไม่ค่อยเชื่อ แต่เมื่อเห็นสีหน้าซีดเผือดของเพื่อน ก็ไม่ได้ซักต่อ
“งั้นระวังตัวนะ ชั้นผู้บริหารไม่ใช่ที่เล่น ๆ”
น้ำขิงพยักหน้า เธอรู้ และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดบนชั้นนั้น ไม่ใช่ตำแหน่ง ไม่ใช่งาน ไม่ใช่สายตาพนักงาน
แต่คือผู้ชายที่ชื่อภูริชต่างหาก
ชั้นสามสิบแปดของวัฒนากร กรุ๊ปเงียบสนิทจนได้ยินเสียงรองเท้าของน้ำขิงกระทบพื้นหินอ่อน เลขาหน้าห้องผู้บริหารชื่อมณีรัตน์ เป็นหญิงวัยสามสิบปลาย แต่งกายเรียบหรู ใบหน้าสุภาพแต่สายตาเฉียบคม เธอมองน้ำขิงตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนยื่นแฟ้มเอกสารให้
“หน้าที่ของเธอคือช่วยจัดเอกสาร นัดหมาย ประสานงาน และทำทุกอย่างตามที่ท่านประธานสั่ง”
“ค่ะ”
“ชั้นนี้ไม่เหมือนแผนกทั่วไป ทุกคำพูด ทุกเอกสาร ทุกความเคลื่อนไหวเป็นความลับ ถ้าพลาดครั้งเดียว เธออาจไม่ได้ฝึกงานต่อ เข้าใจไหม”
น้ำขิงกลืนน้ำลาย“เข้าใจค่ะ”
“ดี งั้นเอาเอกสารชุดนี้เข้าไปให้ท่านประธาน”
หญิงสาวชะงัก“ตอนนี้เลยเหรอคะ”
มณีรัตน์เลิกคิ้วนิด ๆ“ใช่ ตอนนี้”น้ำขิงรับแฟ้มมาอย่างจำยอม
ประตูบานใหญ่สีเข้มตรงหน้าเหมือนประตูสู่โลกอีกใบ เธอยกมือขึ้นเคาะเบา ๆ
“เข้ามา”เสียงทุ้มต่ำจากด้านในทำให้หัวใจเธอกระตุก
น้ำขิงผลักประตูเข้าไป ห้องทำงานของภูริชกว้างขวางและหรูหรา ผนังกระจกสูงจากพื้นจรดเพดานเผยวิวเมืองทั้งเมืองอยู่เบื้องล่าง โต๊ะทำงาน สีดำตัวใหญ่ตั้งอยู่กลางห้อง เอกสารเรียงเป็นระเบียบ ทุกอย่างสะอาด เนี้ยบ และเย็นชาเหมือนเจ้าของห้อง
ภูริชนั่งอยู่หลังโต๊ะ เขาเงยหน้าขึ้นจากเอกสาร
สายตาสองคู่สบกัน ความทรงจำเมื่อคืนพุ่งกลับเข้ามาจนน้ำขิงแทบเสียหลัก
“เอาเอกสารมาวางไว้”เขาสั่ง
น้ำขิงเดินเข้าไปช้า ๆ แล้ววางแฟ้มลงบนโต๊ะ
“มีอะไรจะพูดไหม”
เธอชะงัก“ไม่มีค่ะ”
ภูริชเอนหลังพิงเก้าอี้ ดวงตาคมกวาดมองใบหน้าหวานซีดเผือด
“แน่ใจเหรอ”
น้ำขิงเม้มริมฝีปาก“ค่ะ”
“แม้แต่เรื่องเมื่อคืนเหรอ”
