บทที่ 3 ตอนที่ 2 ท่านประธานคนนั้น(100%)

“แม้แต่เรื่องเมื่อคืนเหรอ”คำถามนั้นเหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางอก

หญิงสาวเงยหน้ามองเขาทันที“คุณ!”

“ฉันชื่อภูริช”เขาแก้เสียงเรียบ

“และในบริษัทนี้ เธอควรเรียกฉันว่าท่านประธาน”น้ำขิงรู้สึกเหมือนถูกเขาต้อนจนจนมุม

“ท่านประธานควรลืมเรื่องเมื่อคืนไปค่ะ”

ภูริชนิ่งไปชั่ววินาที ก่อนดวงตาจะเข้มขึ้น

“ลืม?”

“ค่ะ มันเป็นความผิดพลาด”ริมฝีปากได้รูปของชายหนุ่มขยับเล็กน้อย คล้ายยิ้ม แต่รอยยิ้มนั้นเย็นจนเธอขนลุก

“เธอคิดว่าทุกอย่างจบง่ายขนาดนั้น?”

“แล้วท่านประธานต้องการอะไรคะ”น้ำขิงถามกลับ ทั้งที่เสียงสั่น

ภูริชลุกขึ้นจากเก้าอี้ ร่างสูงเดินอ้อมโต๊ะเข้ามาหาเธอทีละก้าว น้ำขิงถอยหลังโดยไม่รู้ตัว จนแผ่นหลังชนกับขอบโต๊ะประชุมเล็กด้านหลัง เขาหยุดยืนห่างจากเธอเพียงไม่กี่ก้าว ใกล้พอให้เธอเห็นเงาของตัวเองในดวงตาคมคู่นั้น

“ฉันยังไม่ได้คิด”เขาตอบเสียงต่ำ

“แต่ระหว่างที่ฉันคิด เธอห้ามหนี”

“หนูไม่ได้หนี”

“เช้านี้เธอออกจากห้องฉันโดยไม่บอกสักคำ”

ใบหน้าของน้ำขิงร้อนวาบ

“สถานการณ์แบบนั้น ใครจะอยู่รอคะ”คำตอบของเธอทำให้แววตาภูริชไหววูบ เป็นครั้งแรกที่เขาเหมือนถูกเด็กผู้หญิงตรงหน้าตอกกลับจนพูดไม่ออก

น้ำขิงสูดลมหายใจลึก พยายามรวบรวมความกล้า

“เรื่องเมื่อคืน หนูขอบคุณที่ท่านประธานช่วยหนูไว้ แต่หลังจากนี้ขอให้มันจบแค่นั้นได้ไหมคะ หนูต้องการแค่ฝึกงานให้ผ่าน หนูไม่อยากมีปัญหา ไม่อยากถูกมองไม่ดี และไม่อยากให้ใครเข้าใจผิด”

“เธอกลัวคนอื่นเข้าใจผิด หรือกลัวตัวเองจำได้”น้ำขิงนิ่งงัน คำถามนั้นแทงเข้ากลางใจ

เธออยากตอบว่าไม่จริง แต่ริมฝีปากกลับหนักจนพูดไม่ออก

ภูริชมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างพิจารณา เธอตัวเล็กกว่าที่เขาจำได้ ใบหน้าหวานยังดูอ่อนวัย แต่ดวงตากลับแข็งกว่าที่คิด เด็กคนนี้ไม่ได้อ่อนแอ เธอแค่กำลังพยายามยืนให้ไหวทั้งที่โลกทั้งใบพร้อมจะกดเธอให้ล้มและไม่รู้ทำไม ยิ่งเธอพยายามผลักเขาออกไป เขายิ่งอยากดึงเธอเข้ามาใกล้

“กลับไปทำงานได้”เขาพูดในที่สุด

น้ำขิงชะงักกับการเปลี่ยนเรื่องกะทันหัน

“ค่ะ”

เธอรีบหมุนตัวเดินไปที่ประตู แต่ยังไม่ทันเปิดออก เสียงของภูริชก็ดังตามหลัง

“พิชญา”น้ำขิงหยุดนิ่ง

“ต่อจากนี้ เธออยู่ในความดูแลของฉัน”หัวใจเธอกระตุกแรง

หญิงสาวหันกลับไปมองเขา“หมายความว่ายังไงคะ”

ภูริชสบตาเธอนิ่ง“หมายความว่า ใครแตะต้องเธอ ต้องผ่านฉันก่อน”

น้ำขิงไม่รู้ว่าควรรู้สึกปลอดภัยหรือหวาดกลัวกับประโยคนั้น เพราะผู้ชายตรงหน้าไม่ได้พูดเหมือนเจ้านายกำลังปกป้องเด็กฝึกงาน

เขาพูดเหมือนคนที่กำลังประกาศสิทธิ์บางอย่าง

สิทธิ์ที่เธอไม่เคยยินยอมมอบให้ น้ำขิงเปิดประตูออกไปด้วยหัวใจที่เต้นแรงกว่าเดิม

ด้านนอก มณีรัตน์เงยหน้ามองเธอแวบหนึ่ง

สายตานั้นอ่านไม่ออก แต่เพียงพอจะทำให้น้ำขิงรู้ว่า ต่อจากนี้เธอคงไม่ได้อยู่เงียบ ๆ อย่างที่หวังอีกแล้ว

ตลอดทั้งวัน น้ำขิงถูกโยนงานให้เรียนรู้ไม่หยุด

เอกสารนัดประชุม ตารางผู้บริหาร รายงานโครงการ งบประมาณเบื้องต้น และรายชื่อแขกต่างประเทศที่ต้องประสานงาน ทุกอย่างมากมายจนเธอแทบไม่มีเวลาคิดเรื่องอื่น แต่น่าแปลกที่เธอกลับทำได้ดีแม้จะไม่มีประสบการณ์ แต่ความจำของน้ำขิงดีมาก เธอจดรายละเอียดได้เร็ว อ่านเอกสารเข้าใจไว และไม่ปริปากบ่นแม้ถูกสั่งแก้หลายรอบ

มณีรัตน์ที่ตอนแรกมีท่าทีเย็นชา เริ่มมองเธอด้วยสายตาเปลี่ยนไปเล็กน้อย

“เธอเรียนรู้เร็ว”คำชมสั้น ๆ ทำให้น้ำขิงยิ้มออกเป็นครั้งแรกของวัน

“ขอบคุณค่ะ”แต่รอยยิ้มนั้นอยู่ได้ไม่นาน

เพราะทันทีที่เธอออกไปถ่ายเอกสาร เสียงซุบซิบของพนักงานบางคนก็ดังเข้าหู

“เด็กฝึกงานคนใหม่เหรอ”

“ใช่ คนที่ท่านประธานเรียกขึ้นมาเอง”

“ไม่ธรรมดานะ วันแรกก็เข้าห้องท่านประธานตั้งหลายรอบ”

“หน้าตาแบบนี้ เข้าใจได้อยู่”

น้ำขิงหยุดยืนนิ่ง มือที่ถือเอกสารกำแน่น

เธออยากหันไปบอกว่าไม่ใช่ แต่สุดท้ายก็เลือกเดินผ่านไปเงียบ ๆ เพราะรู้ดีว่าคำอธิบายของคนที่ถูกตัดสินไปแล้ว มักไม่มีน้ำหนักพอให้ใครเปลี่ยนใจ

ตอนเย็นหลังเลิกงาน นักศึกษาฝึกงานคนอื่นทยอยกลับกันหมด แต่น้ำขิงยังต้องอยู่ช่วยจัดเอกสารการประชุมด่วน

ท้องฟ้านอกกระจกค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีส้มหม่น ชั้นผู้บริหารเงียบลงเรื่อย ๆ จนเหลือเพียงเสียงแอร์และเสียงกระดาษที่เธอพลิกตรวจทีละหน้า

น้ำขิงขยี้ตาเบา ๆ เธอเหนื่อยทั้งร่างกายและหัวใจ

โทรศัพท์สั่นขึ้นพอดี เป็นสายจากโรงพยาบาล

หญิงสาวรีบกดรับ“สวัสดีค่ะ”

ปลายสายแจ้งเรื่องค่าใช้จ่ายค้างชำระบางส่วนและนัดฟอกไตครั้งต่อไปของแม่ น้ำขิงตอบรับด้วยน้ำเสียงสุภาพ พยายามไม่ให้เสียงสั่น

“ค่ะ ขิงจะรีบจัดการให้นะคะ”หลังวางสาย เธอนั่งนิ่งอยู่หลายวินาที เงิน ทุกอย่างกลับมาที่เงินเสมอ

เธอหลับตาลง สูดลมหายใจลึก แล้วบอกตัวเองว่าต้องอดทน แค่ผ่านการฝึกงานนี้ไป แค่เรียนจบ

ทุกอย่างจะดีขึ้น

“มีปัญหาเรื่องเงิน?”เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นด้านหลัง

น้ำขิงสะดุ้ง หันกลับไปเห็นภูริชยืนอยู่ไม่ไกล ไม่รู้ว่าเขามาตั้งแต่เมื่อไร และได้ยินมากแค่ไหน

“ไม่ใช่เรื่องของท่านประธานค่ะ”เธอตอบเร็วเกินไป

ภูริชมองเธอนิ่ง“ฉันถาม”

“และหนูตอบแล้วค่ะว่าไม่ใช่เรื่องของท่านประธาน”

ดวงตาคมเข้มแคบลงเล็กน้อย ไม่มีใครในบริษัทกล้าตอบเขาแบบนี้ ยกเว้นเด็กฝึกงานตัวเล็กตรงหน้า

“เธอคิดว่าตัวเองรับมือทุกอย่างคนเดียวไหว?”

“อย่างน้อยหนูก็ทำมาตลอดค่ะ”คำตอบนั้นทำให้ภูริชเงียบไป

เขามองใบหน้าหวานที่พยายามเข้มแข็งเกินวัย มองรอยคล้ำใต้ตา มองมือเล็กที่จับเอกสารแน่นเหมือนจับหลักยึดสุดท้ายของชีวิต

เขาเคยคิดว่าผู้หญิงส่วนใหญ่เข้าหาเขาเพราะเงินแต่เด็กคนนี้กลับปฏิเสธแม้กระทั่งความช่วยเหลือที่เขายังไม่ได้เสนอ

“พรุ่งนี้ไม่ต้องลงไปแผนกเดิมแล้ว”

น้ำขิงขมวดคิ้ว“หนูก็ไม่ได้ลงไปอยู่แล้วนี่คะ”

“ฉันหมายถึง ไม่ต้องยุ่งกับนักศึกษาฝึกงานกลุ่มนั้น เธอจะขึ้นตรงกับฉัน”หัวใจน้ำขิงหล่นวูบ

“ท่านประธานทำแบบนี้ไม่ได้นะคะ คนอื่นจะยิ่งเข้าใจผิด”

ภูริชก้าวเข้ามาใกล้“แล้วถ้าฉันไม่สนว่าคนอื่นคิดยังไงล่ะ”

“แต่หนูสนค่ะ!”เสียงของน้ำขิงดังขึ้นอย่างลืมตัว ทั้งคู่เงียบไปพร้อมกัน น้ำขิงรีบก้มหน้า

“ขอโทษค่ะ”

ภูริชมองเธอนานกว่าปกติ“เธอกลัวฉัน?”

คำถามนั้นทำให้น้ำขิงชะงัก เธอไม่ตอบทันที เพราะคำตอบจริง ๆ ซับซ้อนกว่านั้น เธอกลัวเขา กลัวอำนาจของเขา กลัวสายตาของเขากลัวความทรงจำเมื่อคืน และที่น่ากลัวที่สุดคือ...เธอกลัวว่าตัวเองจะหวั่นไหวทุกครั้งที่เขาเข้าใกล้

“หนูควรกลัวไหมคะ”เธอถามกลับเสียงเบา

ภูริชนิ่งงัน คำถามของเธอเรียบง่าย แต่กลับเหมือนกระแทกเข้ากลางอกเขา เขาไม่ใช่ผู้ชายดี เขารู้ตัว

เขาเคยใช้เงิน ใช้อำนาจ และความเย็นชาจัดการทุกอย่างในชีวิต แต่กับน้ำขิง เขากลับไม่อยากให้เธอมองเขาเป็นคนอันตราย แม้สิ่งที่เขาทำอยู่จะเหมือนกำลังบังคับเธอทีละนิดก็ตาม

“ไม่ควร”เขาตอบเสียงต่ำ

“ถ้าอย่างนั้นก็ปล่อยให้หนูฝึกงานเหมือนคนอื่นเถอะค่ะ”

ภูริชมองเธอ นานจนหัวใจน้ำขิงเต้นผิดจังหวะ

สุดท้ายเขาก็หันหลังกลับ

“ทำเอกสารให้เสร็จ แล้วกลับบ้าน”

น้ำขิงถอนหายใจเบา ๆ ด้วยความโล่งอก

แต่ก่อนที่เขาจะเดินออกไป เขากลับหยุดแล้วพูดขึ้นโดยไม่หันมา

“และต่อไปนี้ ถ้าใครพูดอะไรให้เธอเสียหาย บอกฉัน”

“ไม่จำเป็นค่ะ”

“พิชญา”น้ำเสียงนั้นทำให้เธอเงียบ

“อย่าดื้อกับฉันให้มากนัก”

น้ำขิงเม้มริมฝีปาก“หนูไม่ได้ดื้อ หนูแค่ไม่อยากเป็นปัญหาของใคร”

ภูริชหันกลับมา แววตาของเขานิ่งลึกเกินกว่าจะอ่านออก

“สายไปแล้ว”

“คะ?”

“เธอเป็นปัญหาของฉันตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว”พูดจบเขาก็เดินออกไป ทิ้งให้น้ำขิงยืนตัวแข็งอยู่กลางห้องเอกสาร ใบหน้าของเธอร้อนวาบ หัวใจเต้นแรงอย่างน่าโมโห ผู้ชายคนนั้นร้ายกาจ ทั้งเย็นชา เอาแต่ใจ พูดจาบังคับ และทำเหมือนโลกทั้งใบต้องหมุนตามความต้องการของเขา แต่น้ำขิงก็เกลียดตัวเองเหลือเกินที่ยังจำน้ำเสียงของเขาเมื่อคืนได้ จำอ้อมแขนที่ช่วยเธอไว้ได้ จำแววตาที่มองเธอราวกับเธอเป็นสิ่งเดียวที่เขาไม่ยอมปล่อยได้

หญิงสาวยกมือขึ้นกดหน้าอกตัวเอง “หยุดเต้นแรงสักทีได้ไหม” เธอกระซิบกับหัวใจตัวเอง แต่หัวใจไม่เคยเชื่อฟังใคร โดยเฉพาะเมื่อมันเพิ่งเริ่มหวั่นไหวกับผู้ชายที่อันตรายที่สุดในชีวิตเธอ

ในห้องทำงานด้านใน ภูริชยืนมองวิวเมืองยามค่ำผ่านกระจกบานใหญ่ มือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกง อีกข้างถือโทรศัพท์แนบหู

“ธันวา”เขาเอ่ยเสียงเรียบ

“สืบเรื่องคนที่วางยาเธอเมื่อคืนให้ละเอียด ฉันต้องการชื่อภายในพรุ่งนี้เช้า” ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนถามกลับ

“เธอ? หมายถึงเด็กฝึกงานคนนั้น?”

ภูริชไม่ตอบ แต่ความเงียบของเขาก็คือคำตอบ

ธันวาถอนหายใจเบา ๆ

“ภูริช นายกำลังทำให้เรื่องมันยุ่งนะ เด็กคนนั้นเพิ่งเข้าฝึกงานวันแรก นายดึงขึ้นชั้นผู้บริหารแบบนั้น คนทั้งบริษัทต้องพูดกันแน่”

“ปล่อยให้พูด”

“นายไม่แคร์ แต่เธออาจแคร์”ประโยคนั้นทำให้ภูริชนิ่งไป ภาพดวงตาสั่นไหวของน้ำขิงผุดขึ้นมาในหัว เธอแคร์จริง แคร์มากด้วย เขารู้แต่เขาก็ยังปล่อยเธอไปไม่ได้

“ฉันจะจัดการเอง”

“จัดการแบบไหน แบบท่านประธานผู้ยิ่งใหญ่ หรือแบบผู้ชายที่กำลังหวงผู้หญิงคนหนึ่ง”

ภูริชเงียบ ดวงตาคมเข้มมองเงาสะท้อนของตัวเองบนกระจก ผู้หญิงคนหนึ่ง น้ำขิงเป็นแค่ผู้หญิงคนหนึ่ง

เด็กฝึกงานธรรมดาที่เขาควรลืมได้ง่าย ๆ แต่ทำไมตั้งแต่เธอเดินออกจากห้องเขาเมื่อเช้า เขากลับรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างขาดหาย ทำไมเมื่อเห็นเธอยืนตัวเล็กอยู่ท่ามกลางสายตาคนทั้งแผนก เขาถึงอยากดึงเธอมาไว้ในที่ที่เขามองเห็น ทำไมเมื่อได้ยินเธอพูดเรื่องโรงพยาบาลด้วยน้ำเสียงฝืนเข้มแข็ง เขาถึงอยากยื่นมือเข้าไปจัดการทุกปัญหาให้หมด

ภูริชหลับตาลงชั่วครู่ เขาเกลียดความรู้สึกแบบนี้ ความรู้สึกที่ควบคุมไม่ได้ และเขาเกลียดมากกว่านั้น เมื่อรู้ว่าต้นเหตุของมันคือเด็กผู้หญิงที่ชื่อ น้ำขิง

“เธอเป็นคนของฉัน”ภูริชพูดเสียงต่ำ

ธันวาเงียบไปทันที“นายแน่ใจเหรอว่าควรพูดแบบนั้น”

ดวงตาของภูริชลืมขึ้นอีกครั้ง มืดลึก เย็นชา และเด็ดขาด

“ฉันไม่เคยพูดอะไรโดยไม่แน่ใจ”

หลังวางสาย ภูริชยังคงยืนอยู่ที่เดิมอีกนาน เบื้องล่าง เมืองทั้งเมืองสว่างไสวด้วยแสงไฟนับพันดวง

แต่ในหัวเขากลับมีเพียงภาพเดียว ภาพของเด็กสาวตัวเล็กที่พยายามหนีเขา ทั้งที่โชคชะตาผลักเธอกลับมาอยู่ตรงหน้าเขาอีกครั้ง และครั้งนี้...เขาจะไม่ปล่อยให้เธอหนีไปไหนง่าย ๆ ไม่ว่าเธอจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม

บทก่อนหน้า
บทถัดไป