บทที่ 10 ความลับแตก

เกลียวคลื่นที่ม้วนตัวเข้าหาฝั่งหัวหินอาจจะทิ้งไว้เพียงฟองอากาศจาง ๆ บนผืนทราย แต่สำหรับนีน่า ทริปทะเลครั้งนี้กลับทิ้งร่องรอยแห่งความสุขที่อัดแน่นจนล้นอกไว้ในใจของเธอตลอดทางที่นั่งรถกลับกรุงเทพฯ เด็กสาวลอบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของคุณหมอผู้ปกครองที่กำลังตั้งใจขับรถด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรัก ภีมพัฒน์ในลุคสบาย ๆ แม้จะเริ่มกลับเข้าสู่โหมดจริงจังเมื่อใกล้ถึงเมืองหลวง แต่สัมผัสอุ่น ๆ จากมือหนาที่ยังคงกุมมือเธอไว้ไม่ยอมปล่อยตลอดการเดินทาง คือเครื่องยืนยันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นริมสระน้ำใต้แสงจันทร์นั้นไม่ใช่เพียงแค่ความฝัน

ทว่า ในโลกของความเป็นจริง ความลับเปรียบเสมือนรอยร้าวบนแก้วคริสตัล ยิ่งพยายามซ่อนมันไว้ในที่มืดเท่าไร แสงเพียงน้อยนิดที่เล็ดลอดเข้ามาก็อาจทำให้รอยร้าวนั้นสะท้อนออกมาจนปิดไม่มิด และก็เป็นนีน่าเองที่เผลอทำแสงนั้นหลุดมือไปโดยไม่ตั้งใจ

เช้าวันจันทร์ที่มหาวิทยาลัยดูจะสดใสเป็นพิเศษสำหรับนีน่า เธอเดินเข้าคณะนิเทศศาสตร์ด้วยท่าทางกระฉับกระเฉง ผิวพรรณที่ดูระเรื่อจากการอาบแดดอ่อน ๆ และแววตาที่สดใสทำให้เพื่อน ๆ ในแก๊งต่างทักเป็นเสียงเดียวกันว่าเธอไปทำอะไรมาถึงได้ดูมีออร่าขนาดนี้

“แหม... ไปพักผ่อนแค่สองวัน ทำไมดูเหมือนไปฮันนีมูนมาเป็นเดือนเลยจ๊ะนีน่า” เจนนี่ แซวขึ้นขณะที่พวกเธอกำลังเตรียมตัวเข้าคลาสเรียนทฤษฎีการสื่อสาร

“ฮันนีมูนอะไรล่ะเจนนี่ ก็บอกแล้วไงว่าไปพักผ่อนกับครอบครัว” นีน่าตอบพลางอมยิ้ม เธอเปิดโทรศัพท์ขึ้นมาดูรูปวิวทะเลที่เธอแอบถ่ายไว้เมื่อคืนวันเสาร์ รูปท้องฟ้าสีครามเข้มที่มีแสงจันทร์สะท้อนผิวน้ำดูสวยงามจนเธออดไม่ได้ที่จะกดลงในสตอรี่ไอจีส่วนตัวที่ตั้งค่าไว้ให้เห็นเฉพาะเพื่อนสนิท

เธอคิดว่ารูปนั้นปลอดภัย เพราะมันเห็นเพียงแค่วิวกับแก้วไวน์สองใบที่วางอยู่ริมสระ

ทว่านีน่าไม่ได้สังเกตเลยว่าในเงาสะท้อนบนแก้วไวน์ทรงสูงใบหนึ่ง ปรากฏภาพราง ๆ ของชายหนุ่มที่กำลังถือขวดไวน์ และที่สำคัญที่สุดคือที่ข้อมือของเงานั้นสวมนาฬิกาเรือนหรูที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

น้ำหวานที่นั่งเงียบมาตลอดทั้งเช้า จ้องมองหน้าจอโทรศัพท์ของตัวเองนิิ่ง ๆ ดวงตาของเธอฉายแววบางอย่างที่ทำให้นีน่ารู้สึกเสียวสันหลังวูบ น้ำหวานคือนักสืบตัวจริงของกลุ่ม ด้วยนิสัยช่างสังเกตและจดจำดีเทลเก่งกว่าใคร และนาฬิกาเรือนละห้าล้านกว่าบาทที่มีไม่กี่เรือนในประเทศไทย น้ำหวานจำได้แม่นว่ามันเป็นของรักของหวงของ นพ. ภีมพัฒน์ อัครโภคิน

หลังเลิกคลาสช่วงบ่าย ในขณะที่เจนนี่และบิวตี้ขอตัวไปหาขนมกินที่โรงอาหาร น้ำหวานกลับเดินเข้ามากุมข้อมือนีน่าไว้แน่น แววตาของเพื่อนสาวดูเคร่งเครียดจนนีน่ารู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง

“นีน่า... ตามฉันมานี่หน่อย มีเรื่องต้องคุยกัน”

น้ำหวานลากนีน่าไปที่มุมอับหลังตึกคณะที่เป็นพื้นที่เงียบสงบและไร้ผู้คน บรรยากาศรอบข้างเย็นยะเยือกขึ้นมาทันทีเมื่อน้ำหวานปล่อยมือแล้วหันมาประจันหน้า พลางชูโทรศัพท์ที่เปิดรูปสตอรี่ของนีน่าค้างไว้ พร้อมกับซูมไปที่เงาสะท้อนบนแก้วไวน์ใบนั้น

“แกจะอธิบายเรื่องนี้ว่ายังไง ?” น้ำหวานถามเสียงเรียบ แต่กดดันจนนีน่าแทบจะทรุดลงกับพื้น

“อธิบายอะไรเหรอน้ำหวาน ก็แค่รูปวิวทะเล...”

“อย่ามาโกหกเพื่อนนะนีน่า เงาผู้ชายในแก้วกับนาฬิกาเรือนนี้ ฉันจำได้ว่าหมอภีมเขาใส่มามอบทุนให้นักศึกษาเรียนดีเมื่อเดือนก่อน และมันมีแค่ไม่กี่เรือนในไทย แกจะบอกว่าบังเอิญมีผู้ชายแปลกหน้ามานั่งจิบไวน์กับแกที่พูลวิลล่าส่วนตัวงั้นเหรอ ?”

นีน่าตัวสั่นระริก ใบหน้าที่เคยสดใสซีดเผือดลงทันตาเห็น

“น้ำหวาน คือมันไม่ใช่อย่างที่แกคิดนะ”

“ไม่ใช่ยังไง ฉันสังเกตแกมานานแล้ว ตั้งแต่เรื่องเคสมือถือ แล้วรอยที่คอวันก่อนนั่นอีก” น้ำหวานขยับเข้าไปใกล้พลางลดเสียงลงแต่ยังคงความดุดัน

“แกกับหมอภีม... ความสัมพันธ์ของพวกแกมันไปถึงไหนกันแล้ว เขาเห็นแกเป็นแค่เด็กในปกครองจริง ๆ หรือเห็นแกเป็น ‘เมียเก็บ’ ที่เอาไว้แก้เหงากันแน่”

“ไม่ใช่เมียเก็บนะ !” นีน่าโพล่งออกมาพร้อมน้ำตาที่คลอหน่วย

“พี่ภีมรักฉัน เราเลือกที่จะเป็นแบบนี้เพราะหน้าที่การงานของพี่ภีมมันเสี่ยง และพี่เขาก็ไม่อยากให้ฉันเสียชื่อเสียงตอนเรียนอยู่ด้วย”

“รักเหรอ ? ถ้ารักจริงเขาจะปล่อยให้แกมานั่งโกหกเพื่อน อยู่แบบไร้ตัวตนแบบนี้เหรอ ?” น้ำหวานถามจี้ใจดำ

“นาฬิกา กระเป๋า ผ้าพันคอนั่นน่ะ หมอภีมเขาซื้อให้แกด้วยหัวใจ หรือแค่ซื้อปิดปากไม่ให้แกเอาเรื่องไปบอกคนอื่นกันแน่”

คำพูดของน้ำหวานเหมือนตบหน้าหน้านีน่าฉาดใหญ่ เด็กสาวสะอื้นออกมาอย่างหักห้ามใจไม่อยู่ ความอัดอั้นที่เก็บไว้มานานระเบิดออกมาพร้อมกับหยดน้ำตาที่พรั่งพรู

“เขาไม่ได้ปิดปากฉัน เขาดูแลฉันดีทุกอย่าง ฉันเต็มใจเอง ฉันรักเขา... ฮึก... รักจนยอมตายแทนได้ น้ำหวานอย่าบอกใครเลยนะ ฉันขอร้อง ถ้าเรื่องนี้หลุดไป พี่ภีมจะลำบาก หน้าที่การงานพี่เขาจะพังหมด” นีน่าทรุดตัวลงนั่งยอง ๆ กอดเข่าร้องไห้อย่างน่าสงสาร

น้ำหวานมองภาพเพื่อนสาวที่กำลังร้องไห้ปานจะขาดใจด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ความโกรธเคืองในตอนแรกมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความเห็นอกเห็นใจและความเป็นห่วง น้ำหวานถอนหายใจยาวก่อนจะค่อย ๆ นั่งลงข้าง ๆ แล้วดึงนีน่าเข้ามากอดไว้แน่น

“ยัยบ้าเอ๊ย... ใครเขาจะไปด่าแกได้ลงคอ” น้ำหวานเอ่ยเสียงนุ่มลง

“ฉันแค่โกรธที่แกมีความลับกับฉัน ฉันกลัวว่าแกจะโดนเขาหลอก...”

“พี่ภีมไม่ได้หลอกฉันจริง ๆ นะน้ำหวาน...” นีน่าพยายามอธิบายผ่านเสียงสะอื้น

“เออ ๆ ฉันเชื่อก็ได้ เห็นแก่รูปเงามืด ๆ ที่ดูคลั่งรักนั่น” น้ำหวานลูบหลังเพื่อนเบา ๆ

“ฉันจะไม่บอกเจนนี่กับบิวตี้หรอก พวกนั้นเก็บความลับไม่อยู่หรอก แต่มีข้อแม้ว่าแกต้องเล่าเรื่องหมอภีมให้ฉันฟังทุกช็อต ห้ามปิดบังแม้แต่นิดเดียว ฉันจะได้ช่วยสกรีนว่าคุณหมอสุดเพอร์เฟกต์ของแกน่ะ เขาจริงใจแค่ไหน”

นีน่าเงยหน้าขึ้นมองน้ำหวานด้วยความตกใจระคนดีใจ

“จริงนะน้ำหวาน แกจะช่วยปิดความลับให้ฉันจริง ๆ นะ”

“เออสิ เพื่อนกันไม่ช่วยเพื่อนแล้วจะไปช่วยใคร” น้ำหวานยิ้มบาง ๆ พลางหยิบทิชชู่ออกมาเช็ดน้ำตาให้เพื่อน

“แต่บอกไว้ก่อนนะ ถ้าวันไหนหมอภีมทำให้แกเสียใจ หรือเขาทำท่าจะทิ้งแกเพราะกลัวเสียชื่อเสียง วันนั้นฉันจะเป็นคนไปถล่มเขาที่โรงพยาบาลเอง !”

นีน่าโผเข้ากอดน้ำหวานไว้อีกครั้งด้วยความซาบซึ้งใจ ความลับที่เคยหนักอึ้งเหมือนหินก้อนใหญ่ที่แบกไว้คนเดียว บัดนี้มีคนมาร่วมแบ่งเบาไปครึ่งหนึ่งแล้ว แม้หนทางข้างหน้าจะยังคงอันตรายและเต็มไปด้วยขวากหนาม แต่นีน่าก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นอย่างบอกไม่ถูก

ในเวลาเดียวกันที่โรงพยาบาล หมอภีม เพิ่งจะเดินออกจากห้องผ่าตัดด้วยท่าทางเหนื่อยล้า เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเห็นสตอรี่ของนีน่าแล้วหัวใจเกือบวายตาย เขาจำนาฬิกาของตัวเองได้ทันทีในเงาสะท้อนนั้น

เขารีบกดโทรหานีน่าแต่ปลายสายไม่รับ ภีมพัฒน์เดินวนเวียนอยู่ในห้องพักแพทย์ด้วยความกังวลใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขาโทษตัวเองที่ประมาทปล่อยให้เธอถ่ายรูปในมุมที่เสี่ยงขนาดนั้น แต่ลึก ๆ เขาก็รู้ว่านีน่าคงแค่อยากจะอวดความสุขเล็ก ๆ ของเธอ

จนกระทั่งผ่านไปเกือบชั่วโมง นีน่าจึงโทร.กลับมา

“พี่ภีมคะ คือนีน่ามีเรื่องจะบอก” เสียงของเธอฟังกังวานและดูโล่งใจขึ้นอย่างประหลาด

“นีน่า... เรื่องรูปในสตอรี่ พี่เห็นแล้วนะ เราลบมันออกหรือยัง ?” เขาถามด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด

“ลบแล้วค่ะ แต่น้ำหวานเห็นแล้วค่ะพี่ภีม”

ภีมพัฒน์นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง หัวใจของเขาร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่ม

“แล้วเพื่อนเราว่ายังไงบ้าง เขาจะเอาเรื่องเราไปบอกใครไหม ?”

“น้ำหวานบอกว่าจะช่วยปิดให้ค่ะ น้ำหวานเข้าใจเรา” นีน่าเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้เขาฟัง รวมถึงคำขู่กึ่งเล่นกึ่งจริงของน้ำหวานที่จะไปถล่มโรงพยาบาลด้วย

หมอภีมถอนหายใจยาวออกมาอย่างโล่งอก เขาพิงพนักเก้าอี้พลางหลับตาลง

“ขอบคุณเพื่อนเรามากนะนีน่า วันหลังพี่คงต้องหาโอกาสไปขอบคุณเขาด้วยตัวเองแล้วละ”

“น้ำหวานบอกว่าอยากให้พี่ภีมเลี้ยงข้าวสักมื้อเป็นค่าปิดปากค่ะ” นีน่าหัวเราะเบา ๆ

“ได้สิครับ จะกี่มื้อพี่ก็ยอม ถ้ามันทำให้พี่ได้รักเราอย่างปลอดภัยแบบนี้” ภีมพัฒน์เอ่ยน้ำเสียงหวานหยดย้อย

“คืนนี้รีบกลับห้องนะครับ พี่อยากจะกอดเด็กดื้อที่เกือบทำความลับแตกให้แน่น ๆ เลย”

นีน่าเดินกลับไปหาเจนนี่และบิวตี้ที่โรงอาหารด้วยรอยยิ้มที่สดใสกว่าเดิม น้ำหวานที่เดินขนาบข้างคอยทำหน้าที่เป็นบอดี้การ์ดส่วนตัวที่คอยส่งสายตาปรามเพื่อนคนอื่น ๆ ไม่ให้ซักไซ้ไล่เลียงนีน่าจนเกินไป

ความสัมพันธ์ลับ ๆ ครั้งนี้กำลังก้าวเข้าสู่เฟสใหม่ เฟสที่มีพยานเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน แม้มันจะเสี่ยงขึ้น แต่มันก็ทำให้นีน่ารู้สึกว่าเธอไม่ได้สู้เพียงลำพังอีกต่อไป

ภีมพัฒน์นั่งมองนาฬิกาเรือนหรูที่ข้อมือพลางยิ้มกับตัวเอง เขาตัดสินใจแล้วว่า ทันทีที่นีน่าเรียนจบและทุกอย่างลงตัว เขาจะเป็นคนจูงมือเธอไปบอกความจริงกับทุกคนด้วยตัวเอง... ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม

ทว่าในเงามืดของอาคารเรียน กายที่แอบดูเหตุการณ์อยู่ห่าง ๆ ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เขาเห็นน้ำหวานลากนีน่าไปคุยและเห็นนีน่าร้องไห้ แม้เขาจะไม่รู้ว่าคุยเรื่องอะไรกัน แต่เขาก็ค่อนข้างมั่นใจว่าจะต้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณหมอภีมพัฒน์และนีน่า...

เรื่องนี้กำลังถูกขุดคุ้ยเพิ่มขึ้นในไม่ช้า และเขาเองนี่แหละที่จะเป็นคนหาความจริงนั้นให้ได้ !

แสงแดดอ่อน ๆ ยามเย็นทาบทับลงบนตึกคณะนิเทศศาสตร์ บรรยากาศรอบข้างดูสงบเงียบทว่าแฝงไปด้วยความเคลื่อนไหวที่น่าระทึกใจ นีน่ารู้ดีว่าการมีน้ำหวานเป็นพันธมิตรคือเรื่องที่ดีที่สุด แต่เธอก็ต้องระวังตัวมากขึ้นเป็นเท่าตัว เพราะยิ่งมีคนรู้ ความลับก็ยิ่งมีน้ำหนัก และหากวันใดที่ความลับนี้หลุดออกไปถึงหูของคนอื่น ๆ หรือแม้กระทั่งผู้เป็นแม่ เมื่อนั้นพายุของจริงจะโหมกระหน่ำเข้าใส่เธอและหมอภีมอย่างแน่นอน

แต่ตอนนี้ ขอเพียงแค่ได้รู้ว่ามีเพื่อนแท้ที่พร้อมจะยืนข้างเธอ และมีผู้ปกครองที่รักเธอหมดหัวใจ นีน่าก็พร้อมจะเผชิญหน้ากับทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้

บทก่อนหน้า
บทถัดไป