บทที่ 14 บทลงโทษคนหนีเที่ยว
บรรยากาศภายในรถสปอร์ตสีดำที่พุ่งทะยานไปบนถนนยามค่ำคืนเต็มไปด้วยความเงียบงันที่ชวนให้หายใจไม่ออก เสียงเครื่องยนต์ที่คำรามแผ่วเบาสลับกับเสียงเครื่องปรับอากาศดูจะดังกว่าปกติในความรู้สึกของนีน่า เธอพยายามหดตัวลีบอยู่ภายใต้เสื้อสูทตัวโคร่งของภีมพัฒน์ที่คลุมร่างเธอไว้ กลิ่นน้ำหอมประจำตัวของเขาที่เคยทำให้เธอรู้สึกปลอดภัย แต่บัดนี้กลับให้ความรู้สึกเหมือนกรงขังที่มองไม่เห็น
ภีมพัฒน์ไม่ได้พูดอะไรเลยสักคำตั้งแต่ฉุดกระชากเธอออกมาจากคลับ มือหนาที่กำพวงมาลัยสั่นเทาด้วยแรงอารมณ์ที่พยายามสะกดกลั้นไว้ ทุกครั้งที่เขาปรายตาไปมองคนข้าง ๆ ที่หดตัวลีบ ไฟโทสะในอกก็ยิ่งโหมกระหน่ำ เขาทั้งโกรธเรื่องที่เธอแอบเปลี่ยนชุดเดรสสายเดี่ยวรัดรูปที่จงใจเน้นส่วนเว้าส่วนโค้ง และโกรธจนแทบคลั่งที่เห็นผู้ชายคนอื่นมาสัมผัสเนื้อตัวของเธอ
เมื่อรถจอดสนิทที่ลานจอดรถคอนโดฯ หรู ภีมพัฒน์ดับเครื่องยนต์ด้วยแรงที่มากกว่าปกติ เขาเดินอ้อมมาเปิดประตูฝั่งคนนั่งแล้วฉุดแขนร่างบางให้ลงจากรถ นีน่าก้าวขาที่ยังสั่นเทาลงมาอย่างยากลำบาก ฤทธิ์แอลกอฮอล์และยาประหลาดที่ได้รับมายังคงทำพิษให้เธอรู้สึกมึนงงและอ่อนเปลี้ย
“เธอโดนดีแน่” น้ำเสียงทุ้มต่ำกล่าวข่มขวัญคนตัวเล็กที่แม้แต่ยืนตรง ๆ ยังทำไม่ได้
คิดดูเถอะว่าถ้าเขาไปช่วยไม่ทันอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง ทั้งที่เขาเคยพร่ำเตือนแล้ว แต่เพราะเธอยืนยัน นั่งยัน นอนยัน ว่าจะไปให้ได้ สุดท้ายเขาเองก็มีส่วนผิดที่พ่ายแพ้ต่อลูกอ้อนของเธอจนเรื่องราวเลยเถิดมาแบบนี้
ภายในลิฟต์ที่มีเพียงเขาทั้งสองคน ความเงียบสงัดนั้นกดดันจนนีน่าแทบหายใจไม่ออก แสงไฟนีออนในลิฟต์สะท้อนให้เห็นใบหน้าคมคายของภีมพัฒน์ที่บัดนี้ดูเย็นชาและน่ากลัวเกินกว่าที่เธอเคยเห็น สายตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นจ้องมองภาพสะท้อนของเมียตัวเล็กในกระจก สายตาที่เคยมองเธอด้วยความเอ็นดูบัดนี้เปลี่ยนเป็นความวาวโรจน์ด้วยความหึงหวง
“พี่ภีม... นีน่า...” เธอพยายามจะเอ่ยปากแก้ตัวด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า
“เงียบ !” ภีมพัฒน์ตวาดเสียงต่ำจนเธอสะดุ้งเฮือก ทันใดนั้นเขาก็ขยับตัวเข้าหาเธออย่างรวดเร็ว เขาคว้าปกเสื้อสูทที่คลุมไหล่เธออยู่แล้วกระชากมันออกอย่างแรงจนร่างเล็กซวนเซ เขาโยนเสื้อราคาแพงตัวนั้นลงบนพื้นลิฟต์อย่างไม่ไยดี ก่อนจะกดร่างบางให้ติดกับผนังกระจกเย็นเฉียบ
“ทำไมถึงได้เป็นคนคิดน้อยขนาดนี้ ฮะ ! ถ้าไอ้เวรนั่นมันทำสำเร็จ รู้บ้างไหมว่าเธอจะเสื่อมเสียแค่ไหน ถึงตอนนั้นเธอจะรับสภาพตัวเองได้หรือไงกัน ไหนจะแม่เธออีก ถ้าท่านรู้ว่าเธอทำตัวแบบนี้จะเสียใจแค่ไหน พี่ไม่นึกเลยนะว่าเธอจะใจง่ายปลอยตัวให้ใครต่อใครมาแตะต้องง่าย ๆ แบบนี้”
ใบหน้าคมเข้มต่อว่าเธอด้วยถ้อยคำรุนแรงทำเอานีน่าใจหายใจคว่ำ เขาต่อว่าเรื่องความไม่รักดี ความใจง่ายที่ยอมให้ใครต่อใครเข้าใกล้ ทั้งที่รู้ดีว่าเขารักและหวงแหนเธอมากแค่ไหน นีน่าพยายามจะอธิบายทั้งน้ำตาและอาการเมามาย แต่ภีมพัฒน์ในตอนนี้ไม่รับฟังอะไรทั้งสิ้น ความโกรธแค้นในใจเขามันบดบังเหตุผลจนมิด
ติ๊ง
เสียงลิฟต์ดังขึ้นบ่งบอกว่าถึงชั้นเป้าหมายแล้ว ภีมพัฒน์คว้าข้อมือเล็กลากให้เธอเดินตามมา เมื่อมาถึงหน้าประตูห้อง คีย์การ์ดแตะลงบนตำแหน่งของมัน ประตูก็เปิดออกง่ายดาย
ทันทีที่ประตูห้องปิดลง ภีมพัฒน์ไม่เปิดโอกาสให้คนดื้อได้ตั้งตัว เขาผลักเธอติดประตูไม้เนื้อแข็งก่อนจะบดจูบลงมาอย่างเร่าร้อนและดุดัน มันไม่ใช่จูบที่อ่อนโยนเหมือนทุกครั้ง แต่มันเต็มไปด้วยความโหยหาและการแสดงความเป็นเจ้าของที่รุนแรง เขาต้องการจะลบรอยสัมผัสของชายอื่นออกไปให้สิ้นซาก
คนตัวโตอุ้มร่างบางขึ้นในท่าอุ้มแตง นีน่ารีบคว้าคอเขาไว้ตามสัญชาตญาณ เขาพาเธอไปที่เตียงกว้างและทิ้งเธอลงอย่างไม่เบามือนัก ชุดเดรสสายเดี่ยวเส้นบางถูกกระชากจนขาดวิ่น เผยให้เห็นผิวขาวเนียนละเอียดที่บัดนี้ขึ้นรอยแดงจากการบีบรัด
“อ๊ะ ! พี่ภีม... นีน่าเจ็บ...”
“เจ็บสิดี... จะได้จำว่านีน่าเป็นของใคร และจะได้มีสติสักทีว่าทำอะไรลงไปบ้าง !”
บทรักในค่ำคืนนี้ดำเนินไปตามอารมณ์ของคนที่กำลังโกรธจัด ภีมพัฒน์ใช้ทุกสัมผัสเพื่อประทับตราว่านีน่าเป็นของเขาเพียงคนเดียวเท่านั้น ความเป็นเจ้าของถูกแสดงออกมาผ่านแรงกอดรัดและรอยประทับสีกุหลาบที่เขาจงใจฝากไว้ตามผิวเนียนละเอียด เขาเอาแต่ใจในทุกท่วงท่า แต่ในความรุนแรงนั้นกลับแฝงไปด้วยความรักที่ลึกซึ้งจนเกินบรรยาย
เด็กสาวบิดเร่าภายใต้ร่างหนา เสียงครางกระเส่าของเธอผสมปนเปไปกับเสียงหอบหายใจที่หนักหน่วง เวลาผ่านไปจนเกือบรุ่งสาง ภีมพัฒน์ร่วมรักกับเธอหลายครั้งต่อหลายครั้งราวกับต้องการระบายออกมาให้สาสมกับความโกรธ ร่างบางที่ทั้งอ่อนล้าและมึนเมาทนไม่ไหวหลับพับไปทั้งอย่างนั้นนานแล้ว ทว่าแม้เธอจะหลับไปแล้ว ความขุ่นมัวในใจของหมอหนุ่มก็ยังไม่จางหายไปง่าย ๆ เขายังคงกอดรัดร่างนั้นไว้แน่นราวกับกลัวว่าเธอจะหายไป
แสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้าลอดผ่านผ้าม่านหนาเข้ามาในห้อง นีน่าลืมตาขึ้นด้วยความรู้สึกหนักอึ้งไปทั้งตัว ความทรงจำเมื่อคืนไหลย้อนกลับมาทำให้เธอรู้สึกขัดเขินและเจ็บแปลบทั่วร่างกาย เธอเห็นร่องรอยมากมายบนเรือนร่างตัวเอง มีทั้งรอยเขียวช้ำและรอยสีกุหลาบประดับไปทั่วผิวขาวเนียน รวมถึงรอยบีบที่ข้อมือและเรียวขา
เสียงเปิดประตูทำให้เธอสะดุ้ง ภีมพัฒน์เดินเข้ามาพร้อมกล่องปฐมพยาบาล สายตาของเขาในตอนนี้ไม่มีแววตาปีศาจเหมือนเมื่อคืน เหลือเพียงความรู้สึกผิดที่ฉายชัด เขาเดินเข้ามานั่งข้างเตียงแล้วช้อนตัวนีน่ามาพิงอกแกร่ง
“ตื่นแล้วเหรอ ไปอาบน้ำก่อนสิ” เขาเอ่ยเสียงนุ่มทุ้มพลางเริ่มทายาลงบนรอยช้ำเหล่านั้นอย่างเบามือที่สุด
เขาอุ้มเธอด้วยท่าทางทะนุถนอมอย่างที่สุด กุมารแพทย์ที่เคยแต่ดูแลเด็กตัวเล็ก ๆ วันนี้กลับกำลังก้ม ๆ เงย ๆ อาบน้ำให้เมียตัวน้อยทุกซอกทุกมุม ทั้งยังบรรจงสระผมให้เธออย่างอ่อนโยน ระมัดระวังไม่ทำผมขาดแม้แต่เส้นเดียว ราวกับจะชดเชยความป่าเถื่อนที่เขาทำลงไปเมื่อคืน หลังจากนั้นเขาก็ยกถาดข้าวต้มปลาหอมกรุ่นพร้อมกับยามาให้เธอกินถึงเตียง คอยดูแลจัดการทุกอย่างให้เหมือนเดิมเหมือนที่เขาเคยทำเป็นประจำ
ทว่าในระหว่างที่กำลังป้อนข้าว ภีมพัฒน์ก็ไม่วายตำหนิและตักเตือนเธอด้วยน้ำเสียงจริงจังในฐานะคนที่ผ่านโลกมามากกว่า เขาชี้ให้เห็นถึงอันตรายที่เธอเกือบจะได้รับหากเขาไปช่วยไม่ทัน
“บนโลกนี้มันยังมีด้านมืดอีกมาก พี่ไม่อยากให้นีน่าต้องเจออะไรแบบนั้นถึงได้ห้ามนักห้ามหนา ถ้าพี่ไปไม่ทัน ไอ้เวรนั่นมันอาจจะพานีน่าไปที่อื่น ถ่ายคลิป ส่งต่อ สุดท้ายนีน่าก็จะกลายเป็นแค่ของเล่นของพวกมัน และนีน่ารู้ใช่ไหมว่าพี่ไม่มีทางยอม”
“นีน่าขอโทษค่ะ ต่อไปจะไม่ดื้อแบบนี้แล้ว” เสียงหวานตอบรับ ในใจรู้สึกผิดไม่น้อยที่ทำให้เขาต้องเป็นห่วง
ก่อนจะลุกออกจากเตียง ภีมพัฒน์เชยคางเธอขึ้นมาสบตา แววตาคมกริบนั้นนิ่งสงบแต่แฝงไปด้วยพลังอำนาจที่ทำให้นีน่าต้องใจสั่น
“และถ้ายังอยากเดินไปเรียนไหว อย่าฝ่าฝืนคำสั่งพี่อีก นีน่าก็รู้ว่าพี่ ‘กิน’ ดุแค่ไหนเวลาโมโห”
คำพูดกึ่งขู่กึ่งหยอกนั้นทำให้นีน่าหน้าเห่อแดงซ่านจนถึงลำคอ เธอรู้ดีว่าคำเตือนนั้นไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ และบทลงโทษในค่ำคืนที่ผ่านมาจะย้ำเตือนเธอเสมอว่า ภายใต้ใบหน้าคุณหมอที่แสนนิ่งขรึม คือพยัคฆ์หนุ่มที่พร้อมจะขย้ำเธอทุกเมื่อหากเธอคิดจะลองดีอีกครั้ง
