บทที่ 3 ขันติแตกกระเจิง

ท้องฟ้าเหนือกรุงเทพมหานครในค่ำคืนนี้ถูกปกคลุมด้วยเมฆหนาทึบสีแดงอิฐ เสียงฟ้าร้องครืนครั่นดังสะท้อนมาเป็นระยะ เป็นสัญญาณเตือนถึงพายุใหญ่ที่กำลังจะเคลื่อนตัวเข้าสู่ใจกลางเมือง ภายในห้องชุดหรูเลขที่ 2801 บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเสียงแอร์ทำงานเบา ๆ นายแพทย์ภีมพัฒน์ นั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานในห้องนอนของตน แสงไฟจากโคมไฟตั้งโต๊ะส่องสว่างกระทบกับเอกสารงานวิจัยแพทย์ที่เขากำลังอ่านอยู่ แต่ทว่าสมาธิของเขากลับไม่ได้จดจ่ออยู่ที่ตัวหนังสือเลยแม้แต่น้อย

จิตใจของเขาวนเวียนอยู่กับภาพของเด็กสาวที่นอนอยู่ในห้องถัดไป

นีน่า...

หมอภีมถอนหายใจออกมาหนัก ๆ พลางนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืน สัมผัสนุ่มนิ่มของผิวแก้มที่เขาเผลอไผลใช้นิ้วเกลี่ยคราบแป้งให้นั้นยังคงติดอยู่ที่ปลายนิ้ว เขาตำหนิตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าในใจถึงความไม่เหมาะสม แต่สัญชาตญาณความต้องการที่ซ่อนอยู่ลึกๆ กลับคอยท้าทายจรรยาบรรณที่เขายึดถือมาตลอดชีวิต

เปรี้ยง !!

เสียงฟ้าผ่าดังสนั่นจนกระจกหน้าต่างห้องสั่นสะเทือน ตามมาด้วยเสียงฝนที่เทกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง ภีมพัฒน์ขมวดคิ้ว เขาจำได้ดีว่านีน่ากลัวเสียงฟ้าร้องมาตั้งแต่เด็ก ๆ สมัยก่อนยามเกิดพายุที่บ้านสวน เด็กหญิงตัวน้อยจะวิ่งโร่มามุดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มของเขาเสมอ

แกรก...

เสียงเปิดประตูห้องนอนแผ่เบาตามมาด้วยเสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาอย่างสั่นเทา ภีมพัฒน์หันไปมอง พบร่างบางในชุดนอนผ้าแพรสีน้ำเงินเข้มยืนกอดหมอนตัวสั่นเทา ดวงตากลมโตสั่นระริกด้วยความหวาดกลัว

“พี่ภีม... นีน่านอนไม่หลับ ฟ้าร้องดังมากเลยค่ะ” เสียงของเธอสั่นเครือจนคนฟังใจอ่อนยวบ

“นีน่า โตแล้วนะ... กลับไปนอนห้องตัวเองไป” เขาพยายามกดเสียงให้นิ่งที่สุด ทั้งที่ในใจอยากจะก้าวเข้าไปดึงเธอมากอดไว้ใจจะขาด

เปรี้ยง !!

“กรี๊ดดดดดด !!!!”

ทันทีที่เสียงฟ้าผ่าดังขึ้นอีกครั้ง นีน่าก็หลุดเสียงอุทานออกมาด้วยความตกใจ เธอวิ่งถลาเข้าไปหาเขาแล้วทรุดตัวลงกอดเอวหนาของชายหนุ่มไว้แน่น ใบหน้าหวานซุกเข้ากับหน้าท้องของเขาจนภีมพัฒน์สัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากร่างกายของเธอ

“ฮึก... นีน่ากลัว พี่ภีมอย่าไล่นีน่าเลยนะ ขอแค่นอนที่โซฟาในห้องนี้ก็ได้”

ภีมพัฒน์หลับตาลงพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ ความร้อนผ่าวจากร่างกายของเด็กสาวที่แนบชิดทำเอาเส้นด้ายแห่งความอดทนของเขาสั่นคลอน เขาถอนหายใจยาวก่อนจะค่อยๆ ประคองเธอให้ลุกขึ้น

“โซฟาไม่อุ่นหรอก... ขึ้นไปนอนบนเตียงไป”

นีน่าเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความดีใจ เธอรีบปีนขึ้นไปบนเตียงกว้าง กลิ่นหอมสะอาดที่เป็นเอกลักษณ์ของหมอภีมฟุ้งกระจายอยู่บนที่นอนจนเธอรู้สึกปลอดภัย ภีมพัฒน์เดินตามมานั่งลงที่ขอบเตียง เขาตั้งใจจะรอให้เธอหลับก่อนจะกลับไปทำงานต่อ แต่ทว่านีน่ากลับคว้ามือหนาของเขาไว้

“พี่ภีม... มานอนด้วยกันไม่ได้เหรอคะ เหมือนตอนเด็ก ๆ ไง”

“มันไม่เหมือนเดิมแล้วนีน่า” เขาเอ่ยเสียงพร่า แต่กระนั้นเขาก็ยอมเอนกายลงนอนเคียงข้างเธอตามคำเรียกร้อง

บรรยากาศในห้องเงียบสงัด มีเพียงเสียงฝนที่ตกหนักอยู่ภายนอก หมอภีมนอนหงายจ้องมองเพดานด้วยความตึงเครียด ร่างกายทุกส่วนของเขาตื่นตัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ในขณะที่นีน่าค่อย ๆ ขยับตัวเข้ามาใกล้ เธอพาดแขนบางลงบนอกกว้าง ซุกใบหน้าเข้าหาซอกคออุ่นของเขาอย่างที่เคยทำในอดีต

“พี่ภีมใจดีที่สุดเลยค่ะ...” เธอกระซิบแผ่วเบาพลางใช้ปลายนิ้วลูบไล้ไปตามสาบเสื้อเชิ้ตของเขา

ภีมพัฒน์รู้สึกเหมือนเลือดในกายสูบฉีดอย่างบ้าคลั่ง สัมผัสเบาบางของปลายนิ้วเล็กลูกไล้ผ่านเนื้อผ้าทำเอาเขาแทบคลั่ง เขาพลิกตัวตะแคงเข้าหาเธอ เจตนาเพียงเพื่อจะรวบมือซน ๆ นั้นไว้ แต่ทว่าจังหวะที่เขาเคลื่อนไหว ปลายนิ้วของเขาดันไปสัมผัสเข้ากับผิวเนียนนุ่มบริเวณเอวคอดที่เสื้อนอนเลิกขึ้นมา

สัมผัสนั้นเหมือนกระแสไฟฟ้าแรงสูงที่ช็อตเข้าใส่ร่างของทั้งคู่

ดวงตาของทั้งสองสบประสานกันท่ามกลางความสลัว แววตาของนีน่าไม่ได้มีความหวาดกลัวต่อพายุอีกต่อไป แต่มันกลับมีความโหยหาและความเรียกร้องบางอย่างที่สื่อสารออกมาอย่างชัดเจน เธอค่อย ๆ เลื่อนใบหน้าเข้าไปใกล้จนปลายจมูกรั้นชนกับจมูกโด่งของเขา

“นีน่า... อย่าทำแบบนี้” เขาเตือนด้วยเสียงที่แหบพร่าเต็มที

“พี่ภีมก็รู้ว่านีน่าคิดยังไงกับพี่... นีน่าไม่อยากเป็นแค่น้องสาวแล้วนะคะ”

นีน่าเป็นฝ่ายเริ่มก่อนด้วยการวาดแขนโอบรอบคอหนาแล้วโน้มใบหน้าเขาลงมาจูบที่ปลายคางแผ่วเบา ก่อนจะเลื่อนขึ้นไปสัมผัสที่ริมฝีปากหนาอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ

สัมผัสอ่อนนุ่มเพียงแผ่วเบานั้นคือฟางเส้นสุดท้ายที่ทำลายเส้นด้ายแห่งความอดทนของภีมพัฒน์จนขาดสะบั้น

เขาสูญเสียการควบคุมตัวเองอย่างสิ้นเชิง มือหนาคว้าท้ายทอยของเด็กสาวไว้แล้วกดจูบตอบโต้อย่างโหยหาและเร่าร้อน จูบของเขาไม่ได้นุ่มนวลเหมือนคุณหมอผู้ใจดี แต่มันเต็มไปด้วยความต้องการที่ถูกอัดอั้นมานานนับสิบปี นีน่าครางแผ่วในลำคอด้วยความตกใจในคราแรกก่อนจะเปลี่ยนเป็นความซ่านสยิว เธอเผยอปากออกยอมรับลิ้นร้อนที่รุกรานเข้ามาตักตวงความหวานอย่างเอาแต่ใจ

“อื้อ... พี่ภีม”

เขารวบตัวเธอขึ้นมานอนเกยบนอกกว้าง พรมจูบไปทั่วใบหน้าและซอกคอระหง กลิ่นกายสาวที่หอมกรุ่นกระตุ้นสัญชาตญาณดิบในตัวเขาให้พลุ่งพล่าน มือหนาเลื่อนลงไปสัมผัสกับความเนียนละเอียดของผิวพรรณใต้ร่มผ้า ลูบไล้ไปตามส่วนโค้งเว้าที่เขาแอบมองมาตลอดอย่างหลงใหล

“พี่ให้โอกาสนีน่าเดินกลับไปที่ประตูตอนนี้...” เขาผละริมฝีปากออกมาพูดชิดใบหูเล็ก เสียงทุ้มสั่นพร่าด้วยแรงอารมณ์

“แต่ถ้าไม่ไปตอนนี้ พี่จะไม่รับผิดชอบอะไรทั้งนั้นนะ”

นีน่าไม่ตอบเป็นคำพูด แต่เธอกลับใช้มือเรียวค่อย ๆ แกะกระดุมเสื้อเชิ้ตของเขาออกทีละเม็ดอย่างอ้อยอิ่งจนเผยให้เห็นแผงอกกำยำ สายตาของเธอที่มองเขานั้นเต็มไปด้วยความรักและยอมจำนน

“นีน่าเป็นของพี่ภีมค่ะ... เป็นมาตั้งนานแล้ว”

คำยืนยันนั้นทำให้ภีมพัฒน์ทิ้งความรู้สึกผิดชอบชั่วดีไว้เบื้องหลัง เขากดร่างบางลงกับที่นอนนุ่มก่อนจะจัดการกับเสื้อผ้าที่เกะกะออกไปจนหมดสิ้น ท่ามกลางแสงไฟสลัว ร่างกายของนีน่าขาวผ่องดุจสลักจากหินอ่อนชั้นดี ความสวยงามตรงหน้าทำเอาเขาถึงกับหยุดหายใจไปชั่วขณะ

เขาเริ่มต้นบทรักด้วยความนุ่มนวลอย่างที่สุด พรมจูบไปตามจุดอ่อนไหวปลุกเร้าอารมณ์ของเด็กสาวให้ทะยานสูงขึ้น มือหนาลูบไล้ปลอบประโลมทุกส่วนสัดอย่างทะนุถนอม สลับกับการใช้ลิ้นร้อนสร้างความวาบหวามจนนีน่าต้องแอ่นกายรับสัมผัสด้วยความซ่านสยิว

“พี่ภีม... นีน่าเสียว อ๊ะ...” เสียงหวานครางกระเส่าระคนตกใจกับสัมผัสใหม่ที่ไม่เคยพบเจอ

“อดทนหน่อยนะ... พี่จะเบามือที่สุด”

เมื่อถึงเวลาที่อารมณ์ของทั้งคู่สุกงอม ภีมพัฒน์ค่อย ๆ แทรกกายเข้าไปสัมผัสกับความอ่อนนุ่มและคับแน่น ความบริสุทธิ์ของเธอทำเอาเขาต้องข่มใจหยุดนิ่งเพื่อให้นีน่าได้ปรับตัว เขาโน้มลงจูบซับน้ำตาที่เอ่อคลอด้วยความเจ็บปวดครั้งแรกของเธอ

“ฮึก... พี่ภีม”

“ชู่ว... คนดี ไม่เป็นไรนะครับ พี่อยู่นี่”

เขาเริ่มขยับกายอย่างช้า ๆ จากจังหวะที่นุ่มนวลและอ่อนโยนค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความหนักแน่นและเร่าร้อนตามแรงอารมณ์ที่พุ่งสูง เสียงเนื้อกระทบเนื้อผสมกับเสียงฝนที่ตกหนักภายนอกกลายเป็นท่วงทำนองแห่งความใคร่ที่บรรเลงไปพร้อมกับเสียงครางหวานของนีน่าที่เรียกชื่อเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ภีมพัฒน์นำพานีน่าทะยานไปสู่สรวงสวรรค์ครั้งแล้วครั้งเล่า ความโหยหาที่เก็บไว้นานถูกปลดปล่อยออกมาจนหมดสิ้น บทรักดำเนินไปอย่างยาวนานและตราตรึงใจจนกระทั่งทั้งคู่พากันก้าวข้ามขอบเขตแห่งความสุขสมไปพร้อมกัน

พายุข้างนอกเริ่มสงบลง เหลือเพียงสายฝนโปรยปรายจาง ๆ ภายในห้องนอนที่เคยร้อนแรงกลับมาสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง ภีมพัฒน์นอนหอบหายใจถี่พลางดึงร่างบางที่อ่อนระโหยโรยแรงเข้ามาแนบอก เขาจูบซับเหงื่อที่หน้าผากของเธอด้วยความรู้สึกที่ปนเปกัน

ความสุขที่ได้รับมันล้นพ้นจนบรรยายไม่ถูก แต่ในขณะเดียวกัน ความรู้สึกผิดที่ทำลายความไว้ใจของจิรัชยาที่ฝากฝังลูกสาวไว้กับเขาก็เริ่มผุดขึ้นมาในใจ

‘ผมขอโทษครับน้าจี... แต่ผมปล่อยเธอไปให้ใครไม่ได้จริง ๆ’

นีน่าซุกหน้าเข้าหาอกอุ่น มือเล็กยังคงลูบไล้ไปตามกล้ามเนื้อหน้าท้องของเขาอย่างรักใคร่

“พี่ภีม... ตอนนี้เราเป็นอะไรกันคะ ?”

ภีมพัฒน์ชะงักไปครู่หนึ่ง เขากระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น

“สำหรับพี่ นีน่าไม่ใช่แค่คนในปกครองอีกต่อไปแล้ว...” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“แต่สถานะของเราตอนนี้ยังเปิดเผยไม่ได้ นีน่าเข้าใจพี่ใช่ไหม ? พี่ไม่อยากให้เราเสียหายเพราะชื่อเสียงของพี่”

“นีน่าเข้าใจค่ะ... แค่รู้ว่าพี่ภีมรักนีน่า นีน่าก็พอใจแล้ว”

เขากดจูบลงที่กลุ่มผมนุ่ม

“พี่จะดูแลเราให้ดีที่สุด... ดีกว่าชีวิตของพี่เอง”

ค่ำคืนนี้เส้นด้ายแห่งความถูกต้องอาจจะขาดสะบั้นลง แต่พันธนาการแห่งความรักและความเป็นเจ้าของกลับถูกผูกเงื่อนตายไว้อย่างแน่นหนา หมอภีมรู้ดีว่านับจากนี้ไป เขาต้องทำหน้าที่ผู้ปกครองต่อหน้าสายตาโลก แต่เมื่ออยู่หลังบานประตูนี้ เขาจะทำหน้าที่ผัวที่รักและหวงแหนเมียเด็กคนนี้ยิ่งกว่าอะไรในโลก

เขานอนมองใบหน้ายามหลับที่แสนสุขของนีน่า พลางคิดในใจว่า... กฎที่เขาตั้งขึ้นมาเพื่อป้องกันตัวเองในตอนแรก เขาเองนั่นแหละที่เป็นคนทำลายมันลงด้วยมือของตัวเอง และเขาก็ไม่คิดจะเสียใจเลยสักนิดที่ได้ทำมันลงไป

บทก่อนหน้า
บทถัดไป